
ร้อนพ่นพิษ!แม่ค้าทุเรียนโอดขาดทุนยับ
อากาศร้อนพ่นพิษ! แม่ค้าทุเรียนอ่างทองโอดขาดทุนยับ ขณะที่จ.บุรีรัมย์ ช้างขาดแคลนอาหารจนต้องนำช้างออกไปเร่ร่อน วอนภาครัฐช่วยเหลือ
25 เม.ย.56 ผู้สื่อข่าวได้ลงดูพื้นที่ในตลาดสุวพันธ์ของอำเภอเมือง จ.อ่างทอง หลังจากได้รับแจ้งจากพ่อ-แม่ค้าที่ขายทุเรียนอยู่ในตลาดสุวพันธ์ว่าช่วงนี้อากาศร้อนจัดจึงทำให้ร้านค้าที่ขายทุเรียนในตลาดนั้นขายไม่ดีและทำให้ทุเรียนเหลือกันเยอะสาเหตุก็เพราะว่าอากาศร้อนทุเรียนนั้นสุกงอมและแตกจึงทำให้ราคาทุเรียนนั้นตกมากชาวร้านที่ขายทุเรียนต้องรีบระบายทุเรียนออกด้วยการขายเท่าทุนเพราะว่าถ้าไม่ขายเท่าทุนนั้นมีหวังขาดทุนหมดเพราะช่วงนี้ก็ไม่เห็นกำไรแล้ว
นางวันดี วงษ์พราหมณ์ อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 28/5 ถ.ทรัพย์สิน อ.เมือง จ.อ่างทอง แม่ค้าขายทุเรียน กล่าวว่า ตนซื้อทุเรียนมาขายปลีกในกิโลกรัมละ 70 บาท และถ้าแกะเปลือก ใส่แพ็คขายก็จะขายในราคา 95 บาท โดยแต่ละครั้งจะซื้อทุเรียนมาขายครั้งละ 400 - 500 กิโลกรัม ซึ่งจะขายทุกวัน แต่ละวันจะได้กำไรครั้งละ 3,000 - 4,000 บาท ที่ร้านตนจะขายดีมาก ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำ แต่เมื่อช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ยอดขายต้องมาชะงักลง เพราะอากาศร้อนจัด ทำให้ทุเรียนแตก และสุกเกินไป
"ปัญหาอากาศร้อน ทำให้ทุเรียนสุกเกินไป ส่งผลให้ลูกค้าบางคนเขาไม่ชอบสุกเพราะบางคนกินไม่หมด ไม่เหมือนเพิ่งจะสุก หรือแบบห่ามๆ จะเก็บไว้กินวันหลังได้ และก็ส่งผลเสียกับตนเช่น ทุเรียนสุกเราก็จะขายในราคาที่เราขายไม่ได้เพราะลูกค้าไม่ซื้อ เราก็ต้องขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับราคาต้นทุน ที่รับซื้อมากิโลกรัมละ 46 บาท เพื่อให้ทุเรียนนั้นขายออก หากขายหมด ก็คงต้องรอดูก่อนว่าจะรับมาขายอีกหรือไม่ เพราะไม่คุ้มกับการลงทุน" นางวันดี กล่าว
ทางด้านนางสำเริง มีสม อายุ 52 ปี แม่ค้าขายส่งทุเรียน ในตลาดอ่างทอง กล่าวว่า ช่วงนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ทางร้านจะขายทุเรียนฝืดมาก เนื่องจากลูกค้าที่ซื้อทุเรียนไป ไม่สามารถนำไปขายได้ เพราะอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้ทุเรียนสุกงอม และก็แตกลูกค้า เขาซื้อไปก็ต้องรีบขายให้หมด จะซื้อเอาไปเก็บไว้ขายหลายวันเหมือนก่อนไม่ได้แล้ว
"ในเมื่อลูกค้าที่ซื้อไปขายปลีกขายไม่ได้ เขาก็ไม่มาซื้อเรา จึงส่งผลกระทบอย่างหนัก เงินที่ลงทุนมาร่วมแสนบาทขายไปได้เพียง 50,000 บาท ทุนจึงยังจมอยู่ที่ทุเรียนสุกอีก 50,000 บาท ตนยังไม่รู้จะระบายอย่างไงเลยอย่างน้อยขอแค่ทุนคืนก็พอ" นางสำเริง กล่าว
บุรีรัมย์แล้งหนัก! ช้างไร้อาหาร วอนภาครัฐช่วยเหลือ
นายจันทร์ ทองโท กรรมการสมาคมช้างไทย และผู้เลี้ยงช้างในหมู่บ้านช้าง บ้านโพนเงิน กล่าวว่า ปัญหาภัยแล้งคุกคามในหลายพื้นที่อำเภอ ที่จังหวัดบุรีรัมย์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดช้างที่หมู่บ้านช้าง บ้านพิมาน-โพนเงิน หมู่ 10 กว่า 60 เชือก และอีกหลายหมู่บ้าน ในเขตพื้นที่ตำบลท่าม่วง อ.สตึก รวมแล้วกว่า 100 เชือก ไม่มีแหล่งอาหาร เนื่องจากพืชที่เป็นอาหารช้างแห้งตาย ประกอบกับพื้นที่ป่าสาธารณะโยชน์ ทำเลเลี้ยงสัตว์ และป่าทาม ตามริมฝั่งลำน้ำมูลที่เป็นพื้นที่เลี้ยงช้างเดิม ได้ถูกบุกรุกโดยชาวบ้านและกลุ่มนายทุนเข้าไปแผ้วถางปลูกพืชเศรษฐกิจ ทำให้ไม่มีพื้นที่เลี้ยงช้าง จนควานหรือเจ้าของช้างต้องนำช้างออกไปเร่ร่อนขายกล้วย อ้อย ที่ต่างจังหวัด และไปตระเวนรับจ้างตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อหารายได้มาซื้ออาหารเลี้ยงช้าง และเจ้าของช้างเพื่อความอยู่รอด
เพราะแต่ละวันต้องซื้ออาหารเลี้ยงช้างเชือกละ 300-500 บาท จากปัญหาภัยแล้งเจ้าของได้นำช้างออกไปเร่ร่อนและรับจ้าง ปัจจุบันเหลือช้างอยู่ในหมู่บ้านเพียง 10 เชือกเท่านั้น จากผลกระดับดังกล่าวผู้เลี้ยงช้างในหมู่บ้านช้าง อ.สตึก จึงร้องขอให้ภาครัฐหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ เร่งหาแนวทางช่วยเหลือ โดยการหาพื้นที่ปลูกพืชอาหารช้างให้ช้างได้มีพื้นที่หากิน หรือจัดทำสวนช้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัด ให้ช้างและควานช้างมีรายได้ ซึ่งจะสามารถลดปัญหาการนำช้างออกไปเร่ร่อนสร้างปัญหาให้กับสังคมได้อย่างยั่งยืนถาวรดังกล่าวด้วย
"ปัญหาภัยแล้งทำให้ช้างขาดแคลนอาหาร เพราะในหมู่บ้านมีช้างมากว่า 60 เชือก เจ้าของช้างไม่มีพื้นที่เลี้ยงช้าง จึงนำช้างออกไปรับจ้างนักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งนำไปเร่ร่อนขายกล้วย อ้อยตามต่างจังหวัด เพื่อหารายได้มาชื้อหารเลี้ยงช้างและควานช้าง จึงร้องขอให้ภารัฐเร่งเข้ามาช่วยเหลือ โดยการจัดหาพื้นที่ปลูกพืชอาหารช้าง และจัดทำสวนช้างให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัด ให้ช้างและควานช้างมีรายได้ เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาช้างเร่ร่อนได้อย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน" นายจันทร์ กล่าว
โคราชปริมาณน้ำทุกอ่างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มล.อนุมาศ ทองแถม ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 8 นครราชสีมา เปิดเผยถึงสถานการณ์ในภาพรวมของปริมาณน้ำในอ่างหลัก ทั้ง 5 แห่ง ของจ.นครราชสีมา ล่าสุดปริมาณน้ำในแต่ละอ่างเหลืออยู่ประมาณ 31 เปอร์เซ็นต์ ของความจุอ่าง ซึ่งก็เป็นไปตามแผนการจัดการน้ำที่ทางสำนักชลประทานที่ 8 ได้มีการเตรียมการไว้ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ทราบข่าวก็จะกังวลกันถึงปริมาณน้ำที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของความจุก็จะทำให้ดูว่าปริมาณน้ำเหลือน้อย แต่หากคิดเป็นจำนวนปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ก็ยืนยันได้ว่าเพียงพออย่างแน่นอน
เช่นที่ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง ที่มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ภายในอ่างเพียง 26 เปอร์เซ็นต์ของความจุ ของปริมาณน้ำทั้งหมด 90 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีความต้องการในการใช้น้ำอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านลบ.ม. ดังนั้นในสิ้นเดือน เมษายน นี้ ภายในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง จะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ที่ 80 ล้านลบ.ม. ก็จะเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งหากมองเป็นเปอร์เซ็นต์ของความจุก็จะทำให้ประชาชนหวั่นวิตก ซึ่งตนยืนยันว่าในเรื่องของการใช้น้ำในอุปโภคบริโภคไม่น่ามีเรื่องกังวลอะไร ส่วนในพื้นที่จังหวัดนคราชสีมาในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาได้มีปริมาณฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ ก็ได้ส่งผลให้มีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างอยู่ที่ประมาณ 300-500 ลบ.ม.ต่อวัน แต่ในกรณีที่จะมีปริมาณน้ำที่ไหลข้าอ่างเป็นจำนวนมาก ก็จะต้องขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง เพราะหากปริมาณฝนที่ตกลงมาในครั้งแรกนั้นก็จะทำให้พื้นที่ดินที่แห้งแล้งได้ดูดซับน้ำไปหมด แต่หากฝนที่ตกลงมาอย่างเนื่องก็จะทำให้พื้นดินเกิดความชุ่มน้ำก็จะทำให้เกิดเป็นน้ำท่าที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำได้อย่างต่อเนื่อง
"สำหรับปริมาณฝนชุดแรกที่ตกลงมาในช่วงนี้ ได้รับผลกระทบจากความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่ได้แผ่ปกคลุมเข้ามาในพื้นที่อีกทั้งยังได้พัดพาความชื่นจากทะเลจีนใต้ เข้ามาในพื้นที่ภาคอีสานได้ปะทะกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ฝนตกในหลายฟ้าคะนอง ในพื้นที่ภาคอีสานถึง 40-60 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ก็จะเป็นผลดีที่จะทำให้มีปริมาณน้ำท่าที่ ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่หากปริมาณฝนที่ตกอย่างหนาแน่และทำให้ปริมาณน้ำในแต่ละอ่างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นก็จะต้องเป็นในส่วนของร่องมลุสมก็จะมีมลสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่จะเริ่มขยับจากภาคใต้ขึ้นมาพาดผ่านในพื้นที่ภาคอีสานในช่วงเดือนมิถุนายน ก่อนที่จะเคลื่อนตัวไปยังภาคเหนือ แล้วจะย้อนกลับมายังภาคอีสานอีกครั้งหนึ่งในช่วงเดือนสิงหาคม
ดังนั้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ไปแล้วในพื้นที่ภาคอีสานก็จะมีปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อร่องมลสุมได้เคลื่อนตัวก็จะทำให้ในพื้นที่ภาคอรีสานเกิดฝนทิ้งช่วงในเดือนกรกฎาคม ดังนั้นตนยืนยันว่าอ่างเก็บน้ำในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จะได้รับปริมาณน้ำฝนอย่างเต็มที่ก็จะมีในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และเดือนสิงหาคม ถึงพฤศจิกายน" มล.อนุมาศ กล่าว



