ข่าว

'มือบึ้มบอสตัน'ไม่มีอาวุธตอนถูกจับ

'มือบึ้มบอสตัน'ไม่มีอาวุธตอนถูกจับ

25 เม.ย. 2556

'มะกัน' เผยมือระเบิดบอสตัน ไม่มีอาวุธตอนถูกตำรวจจับ ใช้รีโมทคอนโทรลในการจุดระเบิด อาศัยเงินสวัสดิการจากภาษีคนอเมริกัน แต่เกลียดชังคนอเมริกัน

 

                          25 เม.ย. 56  เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐ 2 คน เปิดเผยว่า นายจ็อคการ์ ซานาเยฟ มือระเบิดบอสตัน ที่รอดชีวิตไม่มีอาวุธตอนที่ถูกตำรวจจับ ขณะซ่อนตัวอยู่ในเรือ / ตอนแรกทางการระบุว่า มีการยิงต่อสู้กับนายจ็อคการ์นานกว่าหนึ่งชั่วโมงเมื่อเย็นวันศุกร์ ก่อนที่จะจับตัวเขาได้ / แต่เจ้าหน้า ที่ซึ่งไม่เปิดเผยนาม เนื่องจากไม่รับอนุญาตให้พูดในขณะที่การสืบสวนยังดำเนินอยู่ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนพบปืน 9 ม.ม. ที่เชื่อว่า เป็นของนายทาเมอร์ลัน พี่ชายของเขา ตกอยู่ในที่เกิดเหตุที่มีการยิงต่อสู้กับตำรวจ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานขนส่ง แมสซาจูเสตส์ เบย์ ได้รับบาดเจ็บ 1 คน และเชื่อว่า นายจ็อคการ์ถูกยิงก่อนหลบหนี

                          เจ้าหน้าที่ เปิดเผยว่า ไม่พบปืนในเรือ แต่นายเอ็ด เดวิส ผู้บัญชาการตำรวจบอสตัน บอกก่อนหน้านี้ว่า นายจ็อคการ์ยิงออกมาจากในเรือ /  ขณะที่หนังสือพิมพ์บอสตัน เฮอรัลด์ รายงานว่า นายทาเมอร์ลัน วัย 26 ปี ต้องอาศัยยังชีพด้วยเงินสวัสดิการของรัฐ ที่่มาจากเงินภาษีของชาวอเมริกัน ในขณะที่เขาฝังตัวอยู่ในโลกมุสลิมสุดโต่งที่เกลียดชังคนอเมริกัน

                          เจ้าหน้าที่ ยืนยันเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า นายทาเมอร์ลัน ที่เสียชีวิตในระหว่างยิงต่อสู้กับตำรวจเมื่อวันศุกร์ ได้รับเงินสวัสดิการเช่นเดียวกับนางแคทเธอรีน รัสเซลล์ ซานาเยฟ ภรรยาและลูกสาววัย 3 ขวบ แต่ผลประโยชน์จากสวัสดิการได้สิ้นสุดลง เมื่อปี 2555 เมื่อนายทาเมอร์ลันและภรรยา ไม่เข้าเกณฑ์ของการได้รับเงินสวัสดิการ เนื่องจากนางแคทเธอรีน ซึ่งหันไปนับถือศาสนาอิสลามตามสามี มีรายได้จากการทำงาน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่สามียังคงว่างงาน และมีรายงานด้วยว่า ทั้งพ่อและแม่ของสองพี่น้องมือระเบิด ก็รับเงินสวัสดิการเช่นกัน และสองมือระเบิดก็ได้รับประโยชน์ผ่านทางพ่อแม่ของพวกเขามาตั้งแต่เด็ก

                          ส่วนความคืบหน้าผลการสืบสวน พบว่า ระเบิดที่ใช้ในการโจมตีบริเวณเส้นชัยของการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่บอสตัน ถูกจุดชนวนด้วยรีโมทคอนโทรล แบบเดียวกับที่ใช้กับของเล่น ขณะที่เจ้าหน้าสืบสวนอีกชุดหนึ่ง เดินทางไปพบพ่อแม่ของสองพี่น้องที่ดาเกสถาน ทางตอนใต้ของรัสเซีย ด้วยความหวังจะได้ทราบเหตุจูงใจของสองพี่น้อง 

                          เจ้าหน้าที่สืบสวน ได้พบชิ้นส่วนประกอบของรีโมท คอนโทรล และได้นำไปวิเคราะห์ และพบว่าอุปกรณ์ดังกล่าว เป็นแบบที่ต้องจุดชนวนในระยะใกล้ ภายในรัศมีไม่กี่ช่วงตึก ซึ่งเรื่องนี้ ตรงกับที่เจ้าหน้าที่เคยบอกก่อนหน้านี้ว่า นายจ็อคการ์ถือโทรศัพท์มือถือ ในเวลาไม่กี่นาทีก่อนจะเกิดระเบิดครั้งแรก และเป็นที่ทราบกันดีว่า โทรศัพท์มือถือถูกใช้เป็นตัวกดระเบิดในเขตสงคราม

                          นายจ็อคการ์ ซึ่งยังอยู่ในโรงพยาบาล ได้บอกกับเจ้าหน้าที่สืบสวนว่า เขาและพี่ชายต่างไม่พอใจเรื่องที่สหรัฐเข้าไปทำสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน / แต่เจ้าหน้าที่สืบสวนยังอยากรู้ว่า พี่ชายของเขา ที่ไปยังแถบภูมิภาคคอเคซัส นานถึง 6 เดือน เมื่อปี 2555 ได้รับอิทธิพลจากพวกหัวรุนแรงที่จัดตั้งกองกำลังต่อต้านรัสเซียหรือไม่ ซึ่งสองพี่น้องมีรกรากอยู่ในดาเกสถาน ใกล้กับเชชเนีย แต่อาศัยอยู่ในสหรัฐ มานานประมาณ 10 ปีแล้ว

                          พ่อแม่ของสองพี่น้อง มีแผนจะเดินทางกลับสหรัฐในวันนี้ และต้องการรับศพลูกชายกลับไปยังรัสเซีย / มีรายงานว่า ชื่อของนายทาเมอร์ลัน ถูกบรรจุอยู่ในฐานข้อมูลด้านการก่อการร้ายของรัฐบาลสหรัฐนาน 18 เดือน ก่อนจะลงมือก่อเหตุ / เมื่อปี 2554 รัสเซียได้ติดต่อไปยังสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐ หรือ ซีไอเอ ให้ระวังนายทาเมอร์ลัน โดยชื่อของเขาถูกขึ้นบัญชีดำแบบเดียวกับพวกที่ต้องห้ามขึ้นเครื่องบิน และรัสเซียก็ติดต่อกับสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางของสหรัฐหรือ เอฟบีไอด้วยเช่นกัน แต่เอฟบีไอไม่พบว่า เขามีการติดต่อกับเครือข่ายก่อการร้าย

                          มีเรื่องที่สับสนที่ก่อให้เกิดการตั้งคำถามว่า มีหน่วยงานใดที่ทราบว่านายทาเมอร์ลันไปรัสเซียนาน 6 เดือน เมื่อปีที่แล้ว และมีการรับมืออย่างไร / เรื่องนี้นำมาซึ่งการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถึงความล้มเหลว ในเรื่องการแบ่งปันข้อมูล ที่อาจโยงกับเหตุระเบิดที่บอสตัน

                          นางเจเน็ต นาโปลิตาโน่ รัฐมนตรียุติธรรม แถลงต่อคณะกรรมาธิการยุติธรรมว่าด้วยกฎหมายอพยพของวุฒิสภาว่า หน่วยงานของเธอทราบเรื่องนายทาเมอร์ลันกลับไปบ้านเกิด แต่วุฒิสมาชิกรีพับลีกันคนหนึ่งบอกว่า เอฟบีไอแจ้งว่าไม่ทราบเรื่องเขาเดินทางทั้งไปและกลับ อันแสดงให้เห็นจุดบอดและปัญหาร้ายแรงของการแบ่งปันข้อมูล ขณะที่ครอบครัวของเขา ประณามว่า สองพี่น้องถูกล้างสมองจากการไปเข้าร่วมกับพวกสุดโต่ง โดยเฉพาะชายที่รู้จักกันในชื่อ " มิช่า " ที่่ทำให้เขาเลิกชกมวย เลิกเรียนดนตรีและเริ่มมีแนวคิดต่อต้านสงคราม ในอิรักและอัฟกานิสถาน และยังเชื่อว่า ซีไอเออยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรมโจมตีสหรัฐ เมื่อ 11 กันยายน ปี 2544 ส่วนนายจ็อคการ์รักพี่ชายมากจนเชื่อว่า เขาสามารถทำตามที่พี่ชายสั่งได้ทุกอย่าง

 

 

--------------------

(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AP)