ข่าว

'128ส.ส.ปชป.'ยื่นถอด'สมศักดิ์'

'128ส.ส.ปชป.'ยื่นถอด'สมศักดิ์'

24 เม.ย. 2556

'128 ส.ส.ปชป.' ยื่นถอดถอน 'สมศักดิ์' ทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง-ขัดรธน.-ข้อบังคับประชุมร่วมรัฐสภา ยันปมบริจาคเงินเข้าพรรคถูกกฎหมาย วอน 'ดีเอสไอ' ยุติคดี

 

                     24 เม.ย.56 นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา นำ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้ายื่นหนังสือต่อนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ผ่านนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่รักษาราชการแทนประธานวุฒิสภา เพื่อขอถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ออกจากตำแหน่ง ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ที่ให้อำนาจวุฒิสภาถอดถอนบุคคลที่ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือ ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย โดยนายถาวร กล่าวว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 128 คน ได้ร่วมลงชื่อในหนังสือดังกล่าวตามสิทธิ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ประกอบ มาตรา 271 เพื่อยื่นถอดถอนนายสมศักดิ์ หลังจากที่พบพฤติกรรมที่ส่อขัดต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภา ในครั้งที่มีการดำเนินการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

                     นายถาวร กล่าวต่อว่านายสมศักดิ์ ในฐานะประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม มีพฤติกรรมจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 วรรคสอง และมาตรา 137 ที่ระบุให้ประธานสภาฯ ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ และดำเนินกิจการของรัฐสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม รวมถึงทำผิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2553 ข้อ47, ข้อ 59 วรรคสอง ว่าด้วยการเสนอปิดอภิปรายและไม่มีผู้คัดค้าน เพราะในวันที่ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสมศักดิ์ ได้จงใจปิดการอภิปรายของผู้ที่มีชื่อใช้สิทธิ์อภิปราย ทั้งที่มีผู้อภิปรายค้างอยู่และเหลือเวลาการอภิปรายอีก 8 ชั่วโมง ทั้งนี้ประเด็นที่ยื่นถอดถอนยังมีพฤติกรรมของการรวบรัดสรุปวันแปรญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

                     “ในวันนั้นแม้จะมีคนทักท้วงว่าเป็นการทำผิดข้อบังคับ แต่ประธานรัฐสภายังคงดึงดันออกคำสั่งปิดการอภิปราย เพื่อออกเสียงลงคะแนนรับหลักการวาระที่หนึ่งทันที โดยมีข้อสังเกตประเด็นนี้ว่าเพื่อต้องการให้เป็นไปตามทิศทางที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่นายสมศักดิ์สังกัด มีความต้องการ” นายถาวร กล่าว

                     ด้านนายสุรชัย กล่าวว่าหลังจากรับเรื่องดังกล่าว วุฒิสภาจะใช้เวลา 15 วันเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนตรวจสอบความถูกต้องของการลงลายมือชื่อและครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด เมื่อถูกต้องแล้วจะส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากผลของการตรวจสอบพบว่าไม่มีมูลเรื่องก็จะตกไป หากป.ป.ช.รับตรวจสอบแล้วพบข้อเท็จจริงตามคำร้องก็จะส่งให้ วุฒิสภาพิจารณาลงมติถอดถอนต่อไป

                     จากนั้นนายถาวร ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เรื่องนี้ตนอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 3 เดือน โดยขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เอาใจใส่และเร่งรัดดำเนินการ ส่วนตัวเชื่อว่าประเด็นนี้หากมีการพิจารณาจะสามารถเอาผิดบุคคลที่ถูกร้องได้อย่างแน่นอน ส่วนประเด็นที่นายสมศักดิ์อาจยกความเห็นของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ได้อภิปรายในวันประชุมร่วมรัฐสภา โดยสรุประบุว่าไม่ติดใจในสิ่งที่ได้มีการปิดการอภิปราย มาโต้แย้งในคำร้องนั้นจะถูกรับฟังหรือไม่ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่พิจารณา

                     “ประธานวิปฝ่ายค้านถือเป็นผู้บริหารการประชุม ให้ถูกต้อง เท่านั้น แต่กรณีที่ประธานรัฐสภาเร่งรัดปิดอภิปราย สะท้อนให้เห็นความไม่สมบูรณ์ในการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ในฐานะที่ผมมีอาชีพเป็นทนายมา 20 -30 ปี เชื่อว่าจะสามารถเอาผิดในประเด็นนี้ได้แน่นอน อีกทั้งกรณีนี้จะไม่เป็นปัญหาในระบบการทำงานในสภาฯ ระหว่างประธานสภาฯ และส.ส.พรรคฝ่ายค้าน” นายถาวร กล่าว

 

'ปชป.' ยันบริจาคเงินเข้าพรรคถูกกฎหมาย

 

                     นายราเมศ รัตนะเชวง คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังนำนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ,นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ,นายเจริญ คันธวงศ์ ,นายถวิล ไพรสน ,นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เข้าพบพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาคดีการหักบัญชีเงินเดือนบริจาคเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ แต่เราก็ขอใช้สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาอย่างเต็มที่เช่นกัน

                     ซึ่งคดีนี้เมื่อเห็นสำนวนพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าบ้านเมืองจะต้องมาตกอยู่ในยุคคนไม่ดีครองเมือง ตั้งข้อหาโดยปราศจากความถูกต้อง เพราะส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทุกคนบริจาคเงินโดยชอบด้วยกฎหมายทุกอย่าง จึงไม่น่าเชื่อว่าการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องมาโดนบิดเบือนเพื่อให้เป็นความผิดโดยไร้ซึ่งความเป็นธรรม และเรื่องนี้ปรากฏชัดว่าเป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งกกต.เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิด ดังนั้นพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงควรที่จะยุติเรื่องดังกล่าว

 

'ชวนนท์' อัดรัฐทิ้งปัญหาปชช. มุ่งช่วยแต่นายใหญ่

 

                     นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขณะนี้รัฐบาลมุ่งมั่นทำแต่เรื่องผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจเบื้องหลังรัฐบาลและประโยชน์ทางการเมือง ทั้งการผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และใช้อำนาจข่มขู่คุกคามศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่เป็นการล้างผิดสร้างอำนาจให้กับตัวเอง รัฐบาลควรหยุดเรื่องนี้แล้วหันมาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เพราะขณะนี้สถานการณ์แพงทั้งแผ่นดินกลับมาอีกแล้วโดยรุนแรงมากกว่าในปี 2555 ด้วยซ้ำ เช่น ราคาผักเพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนปี 2555 กับเดือนเมษายนปี 2556 พบว่าแตงกวาจาก 28 บาท เป็น 30 บาท มะนาวจาก 6 บาท เป็น 12 บาท พริกขีดละ 4 บาทเป็น 12 บาท ถั่วฝักยาวจาก 35 บาท เป็น 70 บาท ต้นหอมขีดละ 7 บาทเป็น 15 บาท ผักชีขีดละ 8 บาท เป็น 15 บาท ซึ่งตนไม่อยากใช้คำว่า โคตรแพงทั้งแผ่นดิน แต่นายกรัฐมนตรีไม่เคยให้ความสนใจในเรื่องเหล่านี้

                     ส่วนปัญหาราคายางก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ราคายาง ทั้งๆที่รัฐบาลอนุมัติเงินทั้งหมด 4.5 หมื่นล้าน เพื่อพยุงราคายางพารา และมีการใช้จริงไปแล้วกว่าสองหมื่นล้านบาท แต่ราคายางพาราลดลงถึง 41 % จึงไม่ทราบเอาเงินไปทำอะไร แต่มีประชาชนร้องเรียนว่าเงินที่ใช้ไปสองหมื่นล้านไม่ได้พยุงราคายางแต่เป็นการพยุงรายได้ของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องมีการฮั้วกันจนเกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์และราคายางพาราก็ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

                     นอกจากเรื่องของแพงทั้งแผ่นดินแล้วยังมีปัญหาแล้งทั้งแผ่นดิน โดยมีพื้นที่ประสบภัยแล้งฉุกเฉิน 49 จังหวัด 34,000 หมู่บ้าน แล้งต่อเนื่องตั้งแต่ตุลาคม 2555 คือแล้งมายาวนานติดต่อกัน 6 เดือน รวมไปถึงเงินกู้ 3.5 แสนล้านที่อ้างว่ากู้มาเพื่อบริหารจัดการน้ำก็ยังไม่มีความชัดเจนแต่กลับมีความไม่โปร่งใส จนกระทั่งนายอุเทน ชาติภิญโญ อดีตคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. เตรียมไปยื่นร้องเรียนต่อสหประชาชาติเนื่องจากมีการใช้เงินกู้ 3.5 แสนล้านอย่างไม่โปร่งใสเปิดโอกาสให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่เป็นไปตามระเบียบพัสดุ

                     “การที่รัฐบาลจะทำเวทีเลียนแบบผ่าความจริงของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ประชาชนอยากทราบว่าจะแก้ปัญหาแพงแล้งทั้งแผ่นดินได้อย่างไร มากกว่าที่จะพูดถึงเรื่องประโยชน์ของนักการเมืองในเรื่องการนิรโทษกรรม หรือแก้รัฐธรรมนูญ “นายชวนนท์ กล่าว

 

'ชวนนท์' เชื่อกัมพูชาเสนอแผนพัฒนาพื้นที่รอบพระวิหาร

 

                     นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงแนวทางการต่อสู้ในคดีปราสาทวิหารว่า ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์มีมติครม.ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.53 ให้คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว และยังอนุมัติงบประมาณ 10 ล้าน ในการเดินสายล็อบบี้ให้มีการชะลอการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว เพราะทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ควรเดินตามแนวทางนี้ ด้วยการแสดงจุดยืนในที่ประชุมกรรมการมรดกโลกในอีกสองเดือนข้างหน้าที่กัมพูชา เพราะเชื่อว่ากัมพูชาน่าจะมีเป้าหมายที่จะเสนอแผนพัฒนาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารให้สำเร็จเพื่อให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้อย่างสมบูรณ์

                     ดังนั้นรัฐบาลต้องมีความชัดเจนในจุดยืนที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ยอมให้มีการพัฒนาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารที่จะกระทบต่ออธิปไตยของไทย ไม่เช่นนั้นก็จะทำให้การทำงานของทีมทนายไทยในเวทีศาลโลกสูญเปล่า

                     นายชวนนท์ กล่าวว่า การที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ อ้างว่าเรื่องมรดกโลกไม่เกี่ยวกับเขตแดนนั้น ไม่จริงเพราะทั้งสองเรื่องแยกออกจากกันไม่ได้ เนื่องจากหากกัมพูชาสามารถบริหารพื้นที่ได้ก็จะถูกผนวกไปกับตัวปราสาทโดยยึดแผนที่ 1:2 แสน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย นอกจากนี้ตนเป็นห่วงท่าทีของฝ่ายการเมือง หากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความจริงใจต่อคำพูดที่บอกว่าพร้อมรับฟังคำแนะนำของฝ่ายค้านก็ขอให้รัฐบาลสั่งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะทีมทนายของไทยระบุชัดว่าปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทยกัมพูชาเกิดจากประเด็นนี้ นายกรัฐมนตรีจึงต้องสั่งการในเรื่องนี้ให้ชัดเจน

 

'ชวนนท์' ยัน 'ส.ส.ปชป.' พร้อมสู้คดีเงินบริจาคตามกม.

 

                    นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า แม้ไม่เห็นด้วยกับการตั้งข้อหาที่อยุติธรรมมากดดันพรรคประชาธิปัตย์ในคดีเงินบริจาคพรรค แต่พรรคก็ไม่ใช้วิธีการกดดันข่มขู่ กลับเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยจะใช้สิทธิตามกฎหมายในการปกป้องสิทธิของตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังมีความเห็นว่า ส.ส.ของพรรคไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพราะการหักเงินจากเงินเดือนมีที่มาที่ไปชัดเจนในการบริจาคให้พรรค แต่ดีเอสไอก็ยังเดินหน้าหาเรื่อง จึงคิดว่าดีเอสไอต้องรับกรรม ข้าราชการที่ยอมเป็นเบี้ยให้นักการเมืองสุดท้ายต้องรับกรรมเพราะนักการเมืองจะตัดหางปล่อยวัดในวันที่ความจริงปรากฏ

                    แต่ขอย้ำให้เห็นความแตกต่างว่าการกลั่นแกล้งพรรคประชาธิปัตย์ทั้งที่ไม่ทำผิดเราต่อสู้ตามกฎหมาย แต่พรรคเพื่อไทยกลับใช้มวลชนไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นประเทศเดียวในโลกที่รัฐบาลมีลิ่วล้อเป็นกุ๊ย อันธพาล คอยข่มขู่องค์กรอื่นที่ตรวจสอบรัฐบาล จึงต้องเรียกรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าเป็นรัฐบาลกุ๊ย รัฐบาลอันธพาล เพราะเป็นตัวตั้งตัวตีในการข่มขู่ คุกคามศาล ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องทบทวนว่าจะปล่อยให้รัฐนาวาของตัวเองเป็นเช่นนี้หรือ โดยต้องกำชับให้คนของตัวเองยุติพฤติกรรมเหล่านี้

 

'หมอวรงค์' แฉ 'จำนำข้าว' รัฐขาดทุนยับ! เหตุขายข้าวไม่ได้

 

                    นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า จากการตรวจสอบพบความผิดปกติในโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลประกันในราคาข้าวเปลือก ในราคาตันละ 15,000 บาท และเป็นข้าวสาร ราคา 23,000 บาท แต่ในเดือนเม.ย.นี้พบว่า ราคาข้าวสารที่พ่อค้าขายในตลาดให้กับประชาชนมีความผันผวน จนราคาข้าวเปลือกและข้าวสารมีราคาใกล้เคียงกัน คือ ราคาข้าวสารตกมาอยู่ที่ 15,200 บาท ซึ่งจะทำให้รัฐขาดทุน อย่างน้อยตันละ 15,000 บาท เพราะกว่าจะถึงมือพ่อค้า จะต้องส่งผ่านดีลเลอร์และโรงสีต่างๆก่อน เชื่อว่าปัญหามาจากรัฐบาลไม่สามารถขายข้าวไปยังต่างประเทศได้ จึงต้องนำข้าวในโรงสีมาเวียนเทียนขายในประเทศในราคาถูก ทำให้รัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง และเชื่อว่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้น เพราะขณะนี้ชาวนาที่จ.พิษณุโลก ยังไม่ได้เงินจากการจำนำข้าวนาปี ทั้งที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ประกาศว่า จะจ่ายเงินให้ชาวนาได้ภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ และอยากให้จับตาการจำนำข้าวนาปรัง ที่ในปีนี้เกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก จึงเชื่อว่า ไม่สามารถผลิตข้าวนาปรังได้ตามที่รัฐบาลกำหนด แต่เชื่อว่า จะมีการนำข้าวในโกดังที่ค้างอยู่มาสวมสิทธิจนครบตามเป้าที่ตั้งไว้

                    น.พ.วงรงค์ กล่าวว่า การสภาหอการค้า เปิดเผยว่า จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้าวก่อนที่จะมีการส่งออก แต่ขณะนี้ทราบมาว่า กระทรวงพาณิชย์ ดึงเรื่องมาให้หน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ดูแลเอง เพราะมีการระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้าวของสภาหอการค้า ไม่อนุมัติให้ข้าวของผู้ใกล้ชิดนักการเมืองผ่าน ทำให้ผู้ใหญ่ในกระทรวงพาณิชย์ มีหนังสือไปถึงสภาหอการค้า เพื่อให้อนุมัติข้าวดังกล่าว จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่า ด้วยเหตุผลนี้หรือไม่ ที่ทำให้กระทรวงพาณิชย์ดึงเรื่องนี้กลับมาดูแล เพื่อปกปิดตัวเลขการส่งออก และสามารถอนุมัติให้ใครก็ได้หรือไม่