ข่าว

'อีสานตอนบน'ไตรมาสแรกยอดลงทุนชะลอตัว

'อีสานตอนบน'ไตรมาสแรกยอดลงทุนชะลอตัว

24 เม.ย. 2556

'อีสานตอนบน' ไตรมาสแรกยอดยื่นส่งเสริมการลงทุนชะลอตัว สาเหตุจากปัจจัยทางด้านศก.ที่มีความผันผวน ด้าน จ.ระนอง การค้าชายแดนคึกคัก! รับพม่าขยายเส้นทางคมนาคม

 

                     24 เม.ย.56 นางสาวรัตนวิมล นารี ศุกรีเขตร ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 3 จังหวัดขอนแก่น หรือ บีโอไอ ขอนแก่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งรับผิดชอบ 12 จังหวัดภาคอีสานตอนบน ได้แก่ ขอนแก่น ,อุดรธานี ,หนองคาย ,เลย ,สกลนคร ,นครพนม ,มหาสารคาม ,กาฬสินธุ์ ,หนองบัวลำภู ,ร้อยเอ็ด ,มุกดาหาร ,บึงกาฬ กล่าวถึงภาวะการส่งเสริมการลงทุนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนช่วงเดือน มกราคม-มีนาคม ปี 2556 ว่า ถือว่ามีการชะลอตัว มีบริษัทยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 12 โครงการ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2555 สัดส่วนจำนวนโครงการลดลงร้อยละ 45.45 โดยจำนวนโครงการ ปี 2555 นั้นมีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 22 โครงการ แต่ปี 2556 มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 12 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนในปี 2555 มีมูลค่าการลงทุน 10,420.4 ล้านบาท แต่ปี 2556 มีมูลค่าการลงทุน 4,176 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 59.93 และการจ้างแรงงาน ปี 2555 มีการจ้างงานแรงงานทั้งหมด 1,848 คน แต่ปี 2556 มีการจ้างแรงงานทั้งหมด 878 คน ลดลงร้อยละ 52.49

                     โดยโครงการที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน ในไตรมาสแรก ของปี 2556 นั้น มีจำนวนทั้งสิ้น 12 โครงการ คือ กิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตรจำนวน 8 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 2,717.40 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 396 คน ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น 3 โครงการ จังหวัดหนองคาย 2 โครงการ จังหวัดอุดรธานี  1 โครงการ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดเลย จังหวัดละ 1 โครงการ โครงการ อุตสาหกรรมเบา กิจการผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง กิจการเคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติกและกิจการบริการและสาธารณูปโภคจำนวนหมวดละ 1 โครงการ

                     แต่อย่างไรก็ตามโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน ในช่วงไตรมาสแรก ปี 2556 มีจำนวนทั้งสิ้น 11 โครงการ น้อยกว่าปี 2555 ที่ได้รับการอนุมัติทั้งหมด 20 โครงการ หรือลดลงร้อยละ 45 มูลค่าเงินลงทุน 1,382.7 ล้านบาท ลดลงจากปี 2555 ที่มีมูลค่าเงินลงทุน 12,252.3 ล้านบาทหรือลดลงกว่าร้อยละ 80 ส่วน การจ้างแรงงาน ปี 2556 มีแรงงานที่ได้รับการจ้างงานทั้งหมด 1,348  คน น้อยกว่า ปี 2555 ที่มีการจ้างงานแรงงานทั้งหมด 2,426 คน หรือ ร้อยละ 44.44 โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 7 โครงการ รองลงมาคือกิจการบริการและสาธารณูปโภคจำนวน 3 โครงการ และ กิจการผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่งจำนวน 1 โครงการ

                     นอกจากนี้ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 3 ได้กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามประเภทกิจการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมมากที่สุด คือ กิจการเกษตรและผลิตผลจากการเกษตรจำนวน 7 โครงการ กิจการบริการและสาธารณูปโภคจำนวน 3 โครงการ และผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรจำนวน 1 โครงการ โดยผู้ประกอบการให้ความสนใจและสัดส่วนการลงทุนสูงที่สุด คือ จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 3 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 139 ล้านบาท  การจ้างแรงงาน 30 คน รองลงมา คือ จังหวัดกาฬสินธุ์และจังหวัดอุดรธานี จังหวัดละ 2 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 226.8 และ 258 ล้านบาท  การจ้างแรงงาน 59 และ 890 คน ตามลำดับ และจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดหนองคาย จังหวัดสกลนคร และจังหวัดมุกดาหารจังหวัดละ 1 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 125.3, 30, 400 และ 203.6 ล้านบาท การจ้างแรงงาน 42, 15, 150 และ 162 คน ตามลำดับ

                     “แนวโน้มการลงทุนสำหรับไตรมาสสอง คาดว่าจะทรงตัว อยู่ที่ระดับใกล้เคียงไตรมาสที่ 1/2556 ด้วยปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจมีความผันผวน โดยเฉพาะภัยแล้งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา อีกทั้งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ หันมาให้ความสนใจลงทุนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ตามแนวโน้มราคาซื้อขายที่ดิน โดยเฉพาะในจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดอุดรธานี ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงมาก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของภาคอีสานที่เชื่อมต่อเส้นทางเข้าออกประชาคมอาเซียน ซึ่งจะสังเกตได้จากการขยายตัวของสินค้าวัสดุก่อสร้าง กอร์ปกับนโยบายจากภาครัฐที่มีโครงการจัดสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง จึงส่งผลให้ราคาซื้อขายที่ดินปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก รวมทั้งค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอี อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร” น.ส.รัตนวิมล นารี กล่าว

 

ระนอง-การค้าชายแดนคึกคัก! รับพม่าขยายเส้นทางคมนาคม

 

                     นางนฤมล ขรภูมิ ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง เปิดเผยถึงบรรยากาศการค้าชายแดนไทย-พม่าด้าน จ.ระนอง-เกาะสองในขณะนี้ว่า มีความคึกคักเป็นอย่างมากหลังทางพม่าได้มีการขยายเส้นทางคมนาคม เพื่อรองรับการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าในพื้นที่ทางตอนใต้ โดยขณะนี้ทางการพม่ามีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเป็นอย่างเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

                     โดยในพื้นที่ทางตอนใต้ที่กำลังดำเนินการในขณะนี้คือการปรับปรุงเส้นทางคมนาคม และการตัดถนนเส้นทางใหม่ๆหลายเส้นทาง รวมถึงการสร้างโรงงานไฟฟ้าขนาดเล็กที่ จ.เกาะสอง ทำให้ส่งผลดีต่อการค้าขายบริเวณชายแดนไทย-พม่าที่พบว่าสินค้าประเภทวัสดุการก่อสร้าง เหล็ก,ปูนซิเมนต์มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว รวมถึงสินค้าประเภทเชื้อเพลิงที่พบว่าทางพม่ามีการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเช่นกัน เช่นเดียวกับสินค้าอุปโภค-บริโภคที่พบว่ามีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% เช่นกัน

                     ด้านว่าที่ ร.ต.เชิดศักดิ์ จำปาเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวว่า ทางจังหวัดระนองได้เปิดจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนไทย-พม่าด้าน จ.ระนอง-เกาะสองเพิ่มอีก 1 จุดที่บ้านเขาฝาชี อ.ละอุ่น ตรวข้ามบ้านมะลิวัลล์ จ.เกาะสอง ประเทศพม่า เพื่อรองรับการขยายตัวทางการค้าไทย-พม่า ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวหลังการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558

                     นอกจากนี้ทางจังหวัดระนองร่วมกับภาคเอกชน ดำเนินการผลักดันให้มีการเปิดจุดผ่านแดนถาวรแห่งที่ 2 ที่บริเวณบ้านหัวถนน อ.กระบุรี จ.ระนอง เพื่อรองรับการขยายตัวทางการค้า การลงทุนระหว่างไทยกับพม่าเช่นกัน รวมถึงรองรับการเดินทางเข้า-ออกของประชาชนของทั้งสองประเทศ และนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะใช้เส้นทางทางตอนใต้ด้าน จ.ระนอง-เกาะสองในการผ่านเข้า-ออกประเทศไทยและพม่า หลังจากที่ทางการพม่าจะเปิดให้เดินทางทางเข้า-ออกประเทศได้ทางชายแดนด้าน จ.ระนอง-เกาะสอง และอีก 2 แห่งบริเวณภาคเหนือ โดยจะเริ่มในวันที่ 8 เม.ย.นี้

                     ว่าที่ ร.ต.เชิดศักดิ์กล่าวต่อว่านอกจากนี้ทางจังหวัดระนองกำลังดำเนินการจัดหาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมเพื่อสนับสนุนให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นศูนย์กลางของการขนส่งและกระจายสินค้าสู่อ่าวเบงกอลในการผลักดันยุทธศาสตร์การค้าเพื่อเป็นศูนย์กลางของอาเซียนตามโครงการ 3 วงแหวน 5 ประตูการค้า โดยทางจังหวัดระนองได้ตั้งคณะทำงานเพื่อจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ และได้มีการประชุมคณะทำงานที่ได้รับมอบหมายเพื่อดำเนินการจัดหาพื้นที่หรือที่ดินที่มีความเหมาะสมในการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษในแต่ละอำเภอที่มีพื้นที่ที่เป็นของรัฐนำเสนอเข้าพิจารณาในที่ประชุม

                     สรุปผลในการจัดหาพื้นที่หรือที่ดินของรัฐเพื่อนำเสนอพิจารณาที่จะจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดระนอง สำหรับในเบื้องต้นขณะนี้พบมีที่ดินที่สามารถใช้เป็นพื้นที่ในการกำหนดเป็นโซนเศรษฐกิจพิเศษรวม 5 แปลง ประกอบด้วยเขตอำเภอเมืองระนอง 3 แปลง ได้แก่พื้นที่บริเวณสนามบินระนอง,ท่าเรือระนอง และ ม.5 ต.บางริ้น ส่วนที่อำเภอกระบุรี ตำบลมะมุ บริเวณบ้านสวัสดิ์ 1 แปลง และอำเภอกะเปอร์ 1 แปลงที่บ้านเชี่ยวเหลียง

                     การดำเนินนโยบายประตูตะวันตก จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับจังหวัดชายแดนไทย-พม่า 10 จังหวัดจากภาคเหนือจรดใต้ เพราะจะกลายเป็นประตูหน้าด่านการค้าไทยสู่ตลาดพม่า อินเดีย บังกลาเทศ และจีน และจะเพิ่มศักยภาพในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวที่น่าลงทุน ไม่เพียงแค่นี้ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนไทย-พม่า  ประเทศไทยกำลังจะเชื่อมโยงเศรษฐกิจการค้ากับพม่าด้วยเส้นทางลอจิสติกส์รถไฟ สายกาญจนบุรี-ทวาย ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟที่จะเข้าสู่กรุงย่างกุ้ง เมืองเศรษฐกิจอันดับ 1 ของพม่า และเข้าสู่นครคุนหมิงของจีน ซึ่งจีนมีแผนที่จะเชื่อมเส้นทางรถไฟระหว่างคุนหมิง-ย่างกุ้ง

                     ประเทศไทยกับประเทศพม่ามีพรมแดนติดต่อกันยาวถึง 2,400 กม.และมีจังหวัดชายแดนถึง 10 จังหวัดของไทยที่ติดต่อกับพม่า ประกอบด้วย เชียงราย,แม่ฮ่องสอน,เชียงใหม่,ตาก,กาญจนบุรี,ราชบุรี,เพชรบุรี,ประจวบคีรีขันธ์,ชุมพร และระนอง แต่พบว่ามีด่านชายแดนถาวรระหว่างกันเพียง 3 แห่งเท่านั้น ได้แก่ด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก(เชียงราย) ด่านแม่สอด-เมียวดี(ตาก) และด่านระนอง-เกาะสอง (จ.ระนอง) ซึ่งผลจากการมีช่องทางการค้าน้อย ทำให้เวลาที่มีปัญหาข้อขัดแย้ง หรือการปิดด่านชายแดนเกิดขึ้น มักจะส่งผลกระทบทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้าชายแดนของทั้ง 2 ประเทศเกิดการชะงักงันเสมอ

                     ทางคณะกระทรวงพาณิชย์ และคณะกรรมการโลจิสติกส์ และคณะกรรมการพัฒนาธุรกิจการค้าชายแดนไทย-พม่า ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวจึงได้วางแผนระยะยาวในการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนระหว่างไทย-พม่าอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ผลักดันนโยบายประตูตะวันตก ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ 5 ประตู อันประกอบด้วยประตูตะวันตก-ใต้-เหนือ-ตะวันออก-ตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีแผนที่จะเปิดเส้นทางการค้าใหม่อย่างน้อย 5 เส้นทาง เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-พม่า ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน-เนปิดอ, แม่สอด-เมาะลำใย-ย่างกุ้ง, กาญจนบุรี-ทวาย, สิงขร-มะริด, แม่ฮ่องสอน-ทันเว