ข่าว

'ปชป.'จี้รัฐแสดงจุดยืนปมพระวิหาร

'ปชป.'จี้รัฐแสดงจุดยืนปมพระวิหาร

23 เม.ย. 2556

'ปชป.' จี้รัฐแสดงจุดยืนให้ชัดเจนปมพระวิหาร แนะตั้ง 'ทูตวีรชัย' เป็นที่ปรึกษาเจบีซี จวก 'พท.' เลียนแบบเวที 'ผ่าความจริง' หลังเดินสายแจง 'กู้เงิน-แก้รธน.-นิรโทษฯ'

 

                     23 เม.ย.56 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงให้รัฐบาลแลดงจุดยืนหลังการต่อสู้ของทีมทนายไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ในคดีปราสาทเขาพระวิหารว่า พรรคไม่มีเจตนาที่จะนำเรื่องนี้มาเป็นการเมือง แต่ต้องการให้รัฐบาลมีความจริงจัง ชัดเจนในจุดยืนที่สำคัญเกี่ยวกับการสู้คดีปราสาทพระวิหาร โดยการที่รัฐบาลจะเปิดเวทีให้ข้อมูลกับประชาชนนั้นจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องต่อไปนี้คือ 1.รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนว่าจะดำเนินการอย่างไรกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกที่ประเทศกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมกรรมการมรดกโลกในกลางปีนี้ เพราะอาจมีการพิจารณาแผนพัฒนาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลควรยืนยันให้ที่ประชุมกรรมการมรดกโลกรอฟังคำตัดสินของศาลก่อนมีการเคลื่อนไหวใดๆในที่ประชุมออกมา

                     นายชวนนท์ กล่าวว่า 2.กรณีแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา ปี 51 ที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้แถลงการณ์ดังกล่าวตกไปซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก หัวหน้าทีมกฎหมายไทย พูดชัดเจนว่า ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้หยิบยกแถลงการณ์ฯมาใช้ในการต่อสู้ไม่ใช่ฝ่ายไทย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าแถลงการณ์ดังกล่าวไม่เป็นคุณกับประเทศไทย จึงอยากให้คนที่พยายามแก้ตัวยุติการกระทำของตัวเองเพราะจะทำให้สูญเสียจุดยืนในเรื่องแถลงการณ์ร่วมฯที่เป็นโทษกับประเทศไทย

                     ดังนั้นรัฐบาลจะต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ดังกล่าว ซึ่งข้อเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่การโจมตีทางการเมือง แต่ต้องการให้รัฐบาลแสดงท่าทีที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ศาลโลกสับสน

                     นายชวนนท์ ยังตอบโต้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ บอกว่าจำไม่ได้ว่าเคยมีการปลดนายวีรชัย ออกจากการเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการร่วมชายแดนไทยกัมพูชา หรือ เจบีซี ว่า แสดงให้เห็นว่านายสุรพงษ์ไม่ได้มีการบริหารงานให้มีความต่อเนื่องในเรื่องการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา และตนเชื่อว่าการปลดนายวีรชัยมีเป้าหมายในทางการเมือง เหมือนกับจงใจที่จะปลดบุคลากรที่มีแนวคิดเหมือนรัฐบาลประชาธิปัตย์ ออกจากการทำหน้าที่แก้ปัญหาไทยกัมพูชา อยากให้นายสุรพงษ์มีความทรงจำยาวกว่านี้และเรียกร้องให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตั้งนายวีรชัยกลับไปเป็นที่ปรึกษาเจบีซีอีกครั้งเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศในเรื่องเขตแดนไทยกัมพูชา

 

'ปชป.' จวก 'พท.' เดินสายแจง 'กู้เงิน-แก้รธน-นิรโทษฯ'

 

                     นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย เตรียมใช้ช่วงปิดสมัยประชุม ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนกรณี พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท การแก้ รธน.รายมาตรา และ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่ากฎหมายดังกล่าวจะทำให้มีผู้ได้ประโยชน์สามกลุ่มคือ 1 พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะมีการล้างผิดให้คนที่ทำผิดกฎหมายอาญารุนแรง 2 คนทุจริตคอร์รัปชั่น 3 ทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112

                     ดังนั้นรัฐบาลต้องพูดความจริงกับประชาชนว่าถ้าทำอย่างนี้ประชาชนจะรับได้หรือไม่ โดยต้องไม่บิดเบือนว่าเป็นเรื่องของการปรองดอง เพราะคนที่ทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนใหญ่ก็พ้นโทษไปแล้ว แม้แต่ผู้ที่ทำผิดร้ายแรงก็ได้รับการประกันตัวแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่นักการเมืองที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงคือผู้ที่ต้องการล้างผิดให้ตัวเอง โดยนำประชาชนมาอ้าง ดังนั้นพรรคเพื่อไทยต้องกล้าที่จะพูดความจริงในเวทีที่เลียนแบบเวทีผ่าความจริง ที่จะเดินสายไปต่างจังหวัดด้วยการให้ความจริงกับประชาชน

                     นายชวนนท์ กล่าวว่า ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นรัฐบาลก็ต้องชี้แจงว่าประชาชนจะได้อะไรจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เช่น มาตรา 190 ที่มีการตัดข้อความออกไปทำให้เกิดการรวบอำนาจไปที่ฝ่ายบริหาร โดยการทำหนังสือสัญญาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคม ไม่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เท่ากับเป็นการตัดสินประชาชนผ่านการตรวจสอบของรัฐสภา รวมถึงกรณีมาตรา 237 การยุบพรรคและมาตราอื่นๆ ด้วยว่าประชาชนจะได้อะไรจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เนื่องจากเป็นประโยชน์ของนักการเมืองทั้งสิ้น

                     นายชวนนท์ กล่าวว่า สำหรับการออกพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท รัฐต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เหตุใด ต้องกู้เงินนอกระบบงบประมาณ ทั้งๆที่สามารถใช้งบประมาณประจำปีปกติได้ ซึ่งการใช้วิธีพิเศษจะเปิดโอกาสนักการเมืองง่ายต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นๆ และพรรคเพื่อไทยต้องอธิบายว่าเหตุใดไม่สามารถระบุโครงการที่แน่นอนได้แต่กลับเปลี่ยนแปลงรายละเอียดตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ตนคิดว่าประชาชนอยากรู้ซึ่งรัฐบาลต้องอธิบายด้วยว่าทำไมประชาชนต้องเป็นหนี้ยาวนานถึง 50 ปี และต้องอธิบายด้วยว่าทำไมไม่มีการพัฒนาการศึกษา การสาธารณสุข หรือเรื่องสังคมอื่นๆเลย

 

'30 ส.ส.ปชป.' เข้ารับทราบข้อหาคดีบริจาคเงินบำรุงพรรค

 

                     นายวิรัตน์ กัลยาศิริ พร้อมด้วยนายราเมศ รัตนะเชวง ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำทีมส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ปชป. จำนวน 30 คน จากทั้งหมด 44 คน ที่เป็นผู้ตกเป็นผู้ต้องหาคดีหักเงินเดือนส.ส.บริจาคให้พรรค ผิดวิธีจากที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.พรรคการเมือง เข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยนายวิรัตน์ กล่าวว่า คดีนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ทำหนังสือถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอให้หักเงินเดือนส.ส.บริจาคบำรุงพรรค ซึ่งสภาฯใช้วิธีจ่ายเช็ครวมกันเพียงใบเดียว แต่ทำบัญชีแจกแจงรายการตามรายชื่อ ส.ส. โดยพรรคได้ทำใบเสร็จส่งให้สภาฯทุกเดือนและรายงานบัญชีรายรับรายจ่ายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทุกปี ตั้งแต่ปี 2550-2555 ซึ่งกกต.ไม่เคยทักท้วงหรือแจ้งให้ปรับปรุงแก้ไข คดีนี้จึงไม่ใช้อาชญากรรมแต่ส.ส.ปชป.ต้องตกเป็นผู้ต้องหาของดีเอสไอ

                     นายวิรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลโดยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และพวกได้ใช้เสียงข้างมากรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ  อย่างไรก็ตาม ตนได้ทำความเข้าใจกับส.ส.ทั้ง 30 คนว่ามีสิทธิที่จะไม่ลงรายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา แต่พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้พิมพ์ลายนิ้วมือได้ แต่พนักงานสอบสวนไม่มีสิทธิบันทึกภาพและเสียงระหว่างการแจ้งข้อกล่าวหาเพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดยในชั้นนี้ผู้ต้องหาทุกคนจะปฏิเสธข้อหาเพราะมั่นใจว่าไม่ได้กระทำความผิดตามกฎหมายพรรคการเมือง หากคดีนี้มีความผิดเลขาธิการสภาและกกต.ก็ต้องมีความผิดไปด้วย หลังจากนี้ทีมกฎหมายจะหารือเพื่อฟ้องกลับทั้งทางแพ่งและอาญากับพนักงานสอบสวน

                     ด้าน พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ยอมรับว่าคดีดังกล่าวไม่ได้มีโทษรุนแรง แต่ดีเอสไอจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามที่มีผู้ร้องให้ตรวจสอบ ในชั้นนี้จะสอบสวนเฉพาะส.ส.ปชป.ที่บริจาคเงินเข้าพรรคผิดวิธี แต่จะไม่ขยายผลไปถึงเลขาธิการสภาและกกต. เพราะไม่มีผู้ร้องให้ดีเอสไอตรวจสอบ ทั้งนี้หากปชป.ยังใช้วิธีนี้ต่อไปและมีผู้ร้องดีเอสไอก็คงหลีกเลี่ยงที่จะเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาอีก

                     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในครั้งนี้ค่อนข้างเกิดปัญหามีการกระทบกระทั่งเริ่มตั้งสถานที่ที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ สั่งการให้จัดสถานที่ห้องประชุมและทีมรักษาความปลอดภัยเพื่ออำนวยความสะดวกส.ส.จะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาพร้อมกันจำนวน 30 คน แต่พ.ต.อ.นิรันดร์ ยืนยันที่จะสอบปากคำที่ห้องทำงานผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ทำให้ส.ส.ปชป.ที่เดินทางมากับรถบัสต้องเปลี่ยนสถานที่ไปพบพนักงานสอบสวนที่สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 อาคารศูนย์ราชการบี พร้อมกันนี้ฝ่ายกฎหมายปชป.ขอให้แจ้งข้อหารวมให้กับผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมกัน เพราะเป็นความผิดคดีเดียวกัน แต่พนักงานสอบสวนยืนยันจะแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำเป็นรายบุคคลเฉพาะที่นัดไว้ 6 คนเท่านั้น เพราะต้องใช้เวลาสอบปากคำผู้ต้องหาแต่ละคนอย่างละเอียด ทางด้านฝ่ายพรรคปชป.ก็ระบุว่าพร้อมจะนั่งรอเพื่อให้การแจ้งข้อกล่าวหาแล้วเสร็จแม้จะต้องยืดเยื้อข้ามวันก็ยอม แต่พนักงานสอบสวนดีเอสไออ้างว่าอัยการมีภารกิจอื่นไม่สามารถร่วมสอบสวนข้ามวันได้

                     ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ทั้งนี้เมื่อพ.ต.อ.นิรันดร์ ยืนยันจะแจ้งข้อกล่าวหาเป็นรายบุคคลเฉพาะที่นัดไว้ 6 คน ประกอบด้วย นายกนก วงษ์ตระหง่าน ,นายกรณ์ จาติกวณิช ,นายเกียรติ สิทธีอมร ,นายกษิต ภิรมย์ ,คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนายโกวิทย์ ธารณา ทำให้ส.ส.ที่เหลือต้อทยอยเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามวัน-เวลาที่พนักงานสอบสวนกำหนด