
ไทย-ญี่ปุ่นยืนยันร่วมมือแก้ภาวะโลกร้อน
ไทย-ญี่ปุ่นยืนยันความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน
(4มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานสัมมนาโครงการ Cool Earth Seminar ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และนายเคียวจิ โคมาชิ (Kyoji Komachi) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เข้าร่วมสัมมนาด้วย
โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวเปิดงานว่า ขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่น สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่จัดงานสัมมนาครั้งนี้ขึ้นที่กรุงเทพฯ และยกย่องความพยายามของญี่ปุ่นซึ่งมีบทบาทอย่างสูงในการแก้ไขโลกร้อน ผ่านโครงการ Cool Earth Promotion Programme ซึ่งการสัมมนาในครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับโครงการและความร่วมมือต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และใช้โอกาสนี้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กับประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้เกิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
เป็นเวลากว่าสามทศวรรษที่ปัญหานี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมา และได้มีการตระหนักถึงความสำคัญและได้พยายามแก้ไขก่อนที่จะสายเกินแก้ โดยได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ (IPCC) และกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งถือเป็นพันธกรณีร่วมกันของประชาคมโลกในการบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยตระหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อนเช่นเดียวกับญี่ปุ่น เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและต้องพึ่งพิงกับฤดูกาล ซึ่งปัญหาโลกร้อนจะก่อให้เกิดผลที่เลวร้ายต่อสิ่งแวดล้อม การเติบโตเศรษฐกิจ และการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อที่จะสนับสนุนโลกในการต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยได้ลงนามใน UNFCCC ในปี 1992 และได้เข้ามามีส่วนร่วมกับที่ประชุมของ UN ภายหลังการให้สัตยาบันในปี 1994 ในเวลาต่อมา ประเทศไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาเกียวโต ในปี 2002 และในเดือนตุลาคม ปีนี้ ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมการหารือในประเด็นความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงเทพฯ ก่อนที่จะมีการประชุมที่เมืองโคเปนเฮเกนในเดือนธันวาคม โดยเป็นการดำเนินรอยตามความสำเร็จของการประชุมในรอบแรกเมื่อปี 2008
ในระดับประเทศ รัฐบาลไทยมีแนวทางนโยบายเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในฐานะ เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของชาติ ข้าพเจ้า ในฐานะประธานคนปัจจุบันของคณะกรรมการว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ได้มีการวางแนวทางยุทธศาสตร์ระดับชาติในประเด็นเกี่ยวกับ ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสำหรับปี 2008-2012 ซึ่งจะสร้างกรอบการทำงานสำหรับการนำนโยบายไปปฏิบัติให้บรรลุผลในระดับประเทศและมีมาตรการต่อปัญหาดังกล่าว ผ่านแรงจูงใจทางด้านภาษีสำหรับพลังงานทางเลือก การปลูกป่า และการใช้เทคนิคในการเกษตรกรรมที่ให้ก๊าซมีเทนต่ำ รัฐบาลยังได้ผลักดันโครงการธนาคารต้นกล้าเพื่อที่จะเพิ่มความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนและ เพิ่มศักยภาพในการดูดซับก๊าซเรือนกระจก
เมื่อมองไปยังอนาคต ในการเตรียมการหลังยุคของระบบสนธิสัญญาเกียวโต ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ถูกบรรจุให้เป็นนโยบายระดับชาติด้านสังคมและการพัฒนาเศรษฐกิจในปี 2012-2016 ในลำดับที่ 11 ซึ่งได้เริ่มร่างขึ้นแล้วตั้งแต่ตอนนี้ แผนการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เป็นสังคมที่มีก๊าซคาร์บอนต่ำ ประเทศไทยยังจะได้ให้ความสนใจในประเด็นเกี่ยวกับการย้ายฐานการผลิตคาร์บอน เพื่อสนับสนุนความให้เกิดความเท่าเทียมและร่วมกันแบ่งปันความรับผิดชอบในประเด็นนี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีแผนในระยะยาวที่จะสนับสนุนการบริโภคพลังงาน ที่มีความสะอาดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รัฐบาลกำลังผลักดันแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจแผน ที่สองที่มีมูลค่า 45 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งปรับใช้ต่อแนวทางที่ไม่ใช่แค่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือการพัฒนาการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังเพื่อขยายความเป็นไปได้ในขอบเขตของทางเลือกของพลังงานสะอาด โดยเฉพาะในด้านการผลิตพลังงานจากพืช เช่น ปาล์มและมันสำปะหลัง สำหรับความพยายามของรัฐบาลไทยในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช ทรงเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง ด้วยนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการฝนเทียมในพระราชดำริ และแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นเครื่องป้องกันที่จำเป็นในการต่อสู้กับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ และการพัฒนาเศรษบกิจและสังคม ของคนไทย โดยเฉพาะช่วงแห้งแล้งหรือเกิดอุทกภัย ภายใต้บริบทของอาเซียน ข้อริเริ่มของอาเซียนและคู่เจรจา โดยเฉพาะแถลงการณ์สิงคโปร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ปี 2007 ย้ำ ให้เห็นว่าแต่ละประเทศ สามารถมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน แต่ต่างความรับผิดชอบและความสามารถ ในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ ไทยจะได้เร่งรัดดำเนินการตามข้อริเริ่มภาพใต้กฎบัตรอาเซียน เพื่อให้อาเซียนเป็นชุมชนที่ไม่เพียงแต่เอาใจใส่ประชาชน แต่ยังดูแลสิ่งแวดล้อมของตนเองด้วย
นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า ผู้เข้าร่วมประชุม ณ ที่นี้ ต่างมีความเห็นเหมือนกันว่า “การป้องกันนั้น ดีกว่าการรักษา” ดังนั้น พวกเราแต่ละคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งสำหรับความสำเร็จในการป้องกันการลดลงของชั้นโอโซน ส่งผลต่ออุณหภูมิของโลกอย่างชัดเจน และการเกิดน้ำท่วมนอกฤดูกาล รวมทั้งการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศต่อโลก ชีวิตและความเป็นอยู่ ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นอีกครั้งที่ประกาศโครงการ “Cool Earth Promotion Programme” ไว้ในปีที่แล้ว โดยกำหนดเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพภายใต้ กรอบ Post-2012 เพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Post-2012 Framework on Climate Change) ซึ่งประเทศเศรษฐกิจทั้งหลายต้องร่วมมือกันเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และในขณะเดียวกันต้องจัดหาเทคโนโลยี่ที่สนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาในการลดการเกิดก๊าซเรือนกระจก โดยปราศจากการต่อรองด้วยขนาดการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การรวมตัวกันในวันนี้ ไม่เพียงแต่เหมาะสมต่อโอกาสเวลาเท่านั้น พรุ่งนี้ (5 มิ.ย.)ก็เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก แต่สาระสำคัญที่เราจะได้จากการสัมมนาในครั้งนี้ ยังเป็นการย้ำเตือนว่า ขณะนี้โลกของเรากำลังอยู่ในจุดเชื่อมต่อที่วิกฤต นั่นคือ จากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยและจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างฉับพลัน (climate change) ซึ่งวิกฤตการณ์ทั้งสองอย่างนี้ ถูกเริ่มขึ้นโดยมนุษย์และจะหยุดได้โดยมนุษย์เท่านั้น ในขณะนี้เราไม่มีเวลาสำหรับที่จะเสียกันต่อไปอีกแล้ว เราต้องให้ความพยายามและใส่ใจในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นอีกเป็นสองเท่า หากเราต้องการที่จะประสบความสำเร็จในช่วงเวลาที่วิกฤต ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสัมมนา Cool Earth ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างเสริมและเพิ่มพูนความรู้ ทักษะและความชำนาญ ซึ่งจำเป็นต่อแนวทางแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (climate change) และจะช่วยนำทางไปสู่ความพยายามอันทำให้โลกเราดียิ่งขึ้น



