
'อภิสิทธิ์'ขอบคุณชาวเชียงใหม่
'อภิสิทธิ์' ขอบคุณชาวเชียงใหม่เติมคะแนนให้ผู้สมัคร 'ปชป.' หลังพ่ายศึกลต.ซ่อม ส.ส.เขต3 แนะ 'รัฐบาล' เรียกทุกกลุ่มร่วมเจรจาปมแก้ไฟใต้
22 เม.ย.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เชียงใหม่ว่า ขอบคุณชาวเชียงใหม่ที่สนับสนุนนางกิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่ แม้ว่าพรรคจะไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ในช่วงการรณรงค์ก็ได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างอบอุ่น แม้คะแนนจะเพิ่มขึ้นมาน้อยไม่เป็นไปตามเป้าที่อยากให้เพิ่มขึ้นมากกว่านี้ แต่ก็ต้องแสดงความขอบคุณที่ชาวเชียงใหม่ยังเปิดโอกาสให้พรรคในระดับหนึ่ง ซึ่งพรรคจะทำงานหนักขึ้น เพื่อหาแนวทางในการอธิบายข้อเท็จจริงกับประชาชนและขอโอกาสมากขึ้น เนื่องจากผลการเลือกตั้งที่ออกมาฝ่ายพรรคเพื่อไทยก็ได้คะแนนถอยร่นตามลำดับ
ทั้งนี้พรรครู้ดีว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ยากมากที่จะได้รับชัยชนะ เนื่องจากในการเลือกตั้งใหญ่พรรคแพ้อยู่ประมาณเกือบ 4 เท่า ตอนนี้ก็พยายามเพิ่มเสียงสนับสนุน ประกอบกับการรณรงค์ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีระยะเวลาสั้นเพียงแค่ 19 วัน แต่ก็ทำให้เห็นลู่ทางมากขึ้น ซึ่งพรรคต้องทำงานต่อเนื่องโดยไม่ทิ้งพื้นที่ไหนทั้งสิ้นเพราะถือว่าประชาธิปัตย์เป็นพรรคของคนทั้งประเทศ พื้นที่ไหนที่ยังไม่สนับสนุนไม่เข้าใจพรรค เราก็มีหน้าที่เข้าไปหาทำความเข้าใจให้มากขึ้น
'อภิสิทธิ์' แนะรัฐเรียกทุกกลุ่มร่วมเจรจาปมแก้ไฟใต้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการนำป้ายผ้าคัดค้านการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มบีอาร์เอ็นไปติดไว้ในหลายพื้นที่ภาคใต้ว่า รัฐบาลยังต้องเดินหน้าเกี่ยวกับการเจรจาต่อ แต่ต้องเดินไปสู่จุดที่เรียกร้องฝ่ายที่มาพูดคุยว่าจะจัดการอย่างไร โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่ากระบวนการพูดคุยยังมีจุดอ่อน คือไม่สามารถดึงฝ่ายต่างๆ ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ให้ยอมรับหรือเข้ามาร่วมได้ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ในการพูดคุยให้เกิดความสำเร็จ ถ้าพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ประเมินว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการเรียกร้องความสนใจของกลุ่มที่ต้องการเข้าร่วมเจรจาด้วย ก็ต้องไปดำเนินการให้กลุ่มเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วม
ทั้งนี้ตนเห็นว่ากลุ่มที่ก่อเหตุในพื้นที่มีหลากหลาย การจะสรุปว่ามีเพียงแค่ความคิดเดียวคงไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือการพูดคุยจะได้ผลต้องดึงทุกฝ่ายเข้ามา และต้องเริ่มมีข้อตกลงที่ชัดเจนเพราะคงไม่มีประโยชน์ที่จะคุยไปเรื่อยๆ ในขณะที่มีแต่ความสูญเสียและความรุนแรงอยู่ทุกวัน ทั้งนี้ในการทำงานของรัฐบาลก็ต้องมีความเป็นเอกภาพทั้งในส่วนของนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ ไม่ใช่ต่างคนต่างคิดต่างคนต่างทำ เพราะจะทำให้ประสบความสำเร็จยาก
“รัฐบาลต้องกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการเจรจา ต้องมีคำตอบให้คนในพื้นที่ว่าจะลดความรุนแรงได้อย่างไร ซึ่งรัฐบาลควรจะลดเรื่องการตลาดที่นำมาใช้ในงานด้านความมั่นคงลง โดยในการเจรจาที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 เมษายนนี้จะต้องนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบเดือนมาเป็นตัวตั้งเพื่อประเมินและหาคำตอบร่วมกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า
'อภิสิทธิ์' ติง 'โภคิน' ออกจม.เปิดผนึกค้านอำนาจศาลรธน.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวถึงกรณีที่นายโภคิน พลกุล ประธานคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เตรียมออกจดหมายเปิดผนึกค้านอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ที่รับคำร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราว่า ทุกคนมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตนเอง ศาลรัฐธรรมนูญก็มีหน้าที่เฉพาะในการดูแลพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ที่มีผู้ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็มีการยกคำร้องไปแล้ว เพียงแต่ชี้ประเด็นว่าควรจะเป็นอย่างไรเท่านั้น ในครั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งจะรับคำร้องแต่กลับมีการคัดค้านแล้ว เนื่องจากเป็นการเพิ่มความขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการมากขึ้น
ทั้งนี้ตนเห็นว่า ฝ่ายรัฐบาลต้องการที่จะผลักดันไปสู่เป้าหมายที่ไม่ว่าจะฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ หรือทุกๆฝ่ายจะต้องอยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารเกือบหมด ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย จึงคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่เป็นความพยายามที่จะนำไปสู่การล้มอำนาจตุลาการเพราะมีการท้าทายอำนาจตุลาการมาโดยตลอดหากตัดสินถูกใจก็เฉยๆแต่ถ้าไม่พอใจคำตัดสินก็จะสร้างกระแสเข้ามาล้มระบบตรงนี้ซึ่งอันตราย
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สไกป์มาในการประชุม ส.ส.ว่า หากแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จจะมีการยุบสภาจะทำให้ดีกรีทางการเมืองร้อนแรงขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเป้าหมายเพราะถึงที่สุดแล้วพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ปักธงอย่างเดียวว่า จะกลับบ้านมาโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเหมือนกับคนอื่น โดยรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยก็วนเวียนอยู่ตรงนี้ผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้ว ทั้งๆที่มีหน้าที่ต้องไปทำในเรื่องอื่นมากกว่า แต่ก็ทำให้ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรมกลับมาเป็นปัญหาของประเทศอีกครั้ง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณเอาปัญหาของตัวเองมาเป็นปัญหาของประเทศอยู่ตลอด ขอเตือนรัฐบาลว่าอย่าสร้างปมความขัดแย้งเลย เมื่อได้อำนาจมาแล้วควรใช้อำนาจนั้นในการแก้ปัญหาของประเทศ ทำไมถึงจะให้บ้านเมืองยุ่งวุ่นวายอยู่กับปัญหาคดีความของคนไม่กี่คน ส่วนจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะยุบสภาในระยะเวลาใกล้นี้ ตนคงตอบยาก
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อยู่ในระหว่างการแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการ ว่า หากนับวันแปรญัตติ 15 วัน ตามที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภากำหนดให้นับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2556 ก็ครบกำหนดแล้ว แต่ตนยังไม่ได้ตรวจสอบว่ามียอดส.ส.แปรญัตติกี่คนและมีใครจะแปรญัตติหลังจากนี้อีกหรือไม่ เพราะอาจมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับกระบวนการในส่วนนี้เนื่องจากบางส่วนเห็นว่าควรนับวันแปรญัตติจากวันที่มีการประชุมรัฐสภาวันที่ 18 เมษายน 2556 ที่มีการลงมติในญัตติแปรญัตติ 60 วัน หลังจากที่ญัตตินี้ค้างอยู่เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบจากการประชุมในวันที่ 4 เมษายน จึงคิดว่าอาจจะมีปัญหาตามมาแต่คงต้องดูก่อนว่าจะมีช่องทางในการโต้แย้งอย่างไร เพราะเป็นเรื่องข้อบังคับเป็นหลัก
ทั้งนี้ในส่วนของตนได้แปรญัตติเกี่ยวกับมาตรา 190 แล้ว โดยตนยืนยันว่าข้อตกลงที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม อย่างกว้างขวางต้องผ่านกระบวนการของสภา เพียงแต่ทำกระบวนการให้มีความกระชับขึ้นเท่านั้น
'อภิสิทธิ์' แนะรัฐแสดงจุดยืนให้ชัดเจนปมพระวิหาร
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเตรียมการต่อสู้ต่อไปของไทยหลังแถลงด้วยวาจาต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทเขาพระวิหารเสร็จสิ้นไปแล้ว ว่า รัฐบาลต้องติดตามการกระทำอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย อย่าคิดว่าเมื่อแถลงต่อศาลจบแล้วจบไปเฉย ๆ เพราะคงมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องหลายเรื่อง เช่น มรดกโลกที่รัฐบาลต้องยืนยันว่า ไม่สมควรมีการดำเนินการอะไรเพิ่มเติมจนกว่าอย่างน้อยที่สุดมีความชัดเจนจากศาล เป็นต้น ประชาชนเองก็แสดงความสนใจและติดตามในคดีนี้ด้วยความห่วงใย และต้องการให้ตัดสินอย่างเป็นธรรมไม่ให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ ทั้งนี้จุดยืนของรัฐบาลจะต้องสอดคล้องกับจุดยืนของทีมกฎหมายไทยในการต่อสู้คดีในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศก็จะเป็นการเพิ่มน้ำหนัก แต่ถ้าไปทำอะไรที่ขัดแย้งหรือสวนทางกับการต่อสู้คดีในศาลก็จะลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายไทย
“รัฐบาลต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าสนับสนุนแนวทางการต่อสู้ที่ได้ดำเนินการไปแล้วอย่างเต็มที่ และจะทำทุกอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการต่อสู้นั้น และเห็นว่าในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่จะมีขึ้นรัฐบาลต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในแนวทางเดียวกับที่ต่อสู้คดีด้วย“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การพิจารณาในกรรมการมรดกโลกจะมีผลผูกพันกับการตัดสินของศาลโลกมากน้อยแค่ไหนนั้น ตนคิดว่าศาลโลกคงต้องฟังจากข้อต่อสู้ในสำนวน แต่ถ้ามีเหตุการณ์ใดๆขึ้น ต้องไม่ลืมว่าศาลโลกต้องการตัดสินเพื่อให้ได้ข้อยุติในทางปฏิบัติด้วย หากท่าทีของประเทศไทยไม่ชัดเจนในเรื่องมรดกโลกและไม่สอดคล้องกับการต่อสู้ก็จะลดความน่าเชื่อถืออย่างหลีกเลี่ยงไมได้ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ต้องยืนยันว่าเราไม่ต้องการสร้างปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่การอยู่ด้วยกันต้องเคารพในเรื่องสิทธิซึ่งกันและกัน เพราะไทยก็ต่อสู้ตามสิทธิของตัวเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดอย่างไรที่ รมว.ต่างประเทศให้สัมภาษณ์หลังการแถลงด้วยวาจาของสองประเทศต่อศาลโลกจบลงว่า หากไทยแพ้ก็ยอมรับได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในเวลานี้ไม่จำเป็นต้องแสดงออกอะไรเลย ขอให้ทุกคนสนับสนุนแนวทางการต่อสู้จะดีที่สุด
'10ส.ส.ปชป.' พบ 'ดีเอสไอ' รับทราบข้อกล่าวหาคดีเงินบริจาคพรรค
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ เรียก 44 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ไปรับทราบข้อกล่าวหากรณีบริจาคเงินให้พรรคว่า ในวันพรุ่งนี้ (22 เม.ย.56) ส.ส.ของพรรคประมาณ 10 กว่าคนจะเดินทางไปที่ดีเอสไอ ส่วนส.ส.ที่เหลือนั้นยังติดภารกิจอยู่ ซึ่งไม่มีอะไรที่น่ากังวล แต่คนที่ทำสำนวนต้องทบทวน เพราะส.ส.ของพรรค เห็นตรงกันว่า ออกไปในทางกลั่นแกล้ง และอาจต้องมีการใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อฟ้องกลับด้วย โดยสามารถดำเนินการได้ทันทีหลังจากมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพราะถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว ส่วนใครจะใช้สิทธิบ้างยังไม่ได้คุยในรายละเอียด
เมื่อถามว่า นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวหาว่ามีผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์โทรศัพท์ไปข่มขู่ดีเอสไอในคดีนี้ นายอภิสิทธิ์ ย้อนถามว่า ข่มขู่เรื่องอะไร ไม่มี ไปเอามาจากไหน อย่างไรก็ตามตนไม่แปลกใจกับการที่ดีเอสไอแจ้งข้อหาส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เพราะทุกอย่างเป็นขบวนการเดียวกัน ซึ่งตนเคยพูดแล้วว่าจะมีการใช้กลไกของรัฐกดดันพรรคเพื่อให้เข้าร่วมวงในเรื่องนิรโทษกรรม ตนขอยืนยันอีกครั้งว่าคิดอย่างนี้ไม่รู้จักไม่เข้าใจจุดยืนพรรค ไม่มีผลกระทบอะไรต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคเพราะจุดยืนพรรคมีความมั่นคง และเชื่อว่าคงมีการเรียกพวกตนไปดีเอสไออีกหลายคดี จึงอยากเตือนเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายว่า หากไม่ทำตามกฎหมายในที่สุดจะต้องรับผิดชอบ เพราะคนที่สั่งเขาไม่รับผิดชอบด้วย



