ข่าว

ตำหนิ'ซูจี'ปัดประณามการโจมตี'มุสลิม'

ตำหนิ'ซูจี'ปัดประณามการโจมตี'มุสลิม'

21 เม.ย. 2556

นางอองซาน ซูจี ถูกนักเคลื่อนไหวตำหนิที่ไม่ยอมประณามการโจมตีชาวมุสลิมในพม่า

 

                         21 เม.ย. 56  การที่นางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่า ไม่ยอมเอ่ยปากประณามการโจมตีชาวมุสลิมในพม่าได้สร้างความผิดหวังให้กับรรดานักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก แต่ผู้เสังเกตการณ์ต่างมองว่า การสงวนท่าทีของนางซูจี จะทำให้เธอไม่เสียคะแนนเสียง

                         เป็นเวลาเกือบเดือน หลังจากเกิดเหตุจลาจลทางศาสนา ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 43 คน ทางภาคกลางของพม่า นางซูจี อดีตนักโทษการเมืองที่กลายมาเป็น ส.ส. ได้แสดงแสดงความเสียใจต่อชาวมุสลิมที่ตกเป็นเป้าของความรุนแรงที่มัสยิดและบ้านเรือนถูกเผาทำลายไปเป็นจำนวนมาก แต่เธอกลับไม่เอ่ยปากประนามอย่างชัดเจนต่อการโจมตีชาวมุสลิม ที่เป็นประชากรราว 4 เปอร์เซ็นต์ ของประเทศหรือการกล่าวแสดงความเกลียดชังชาวมุสลิมของพระสงฆ์หัวรุนแรง

                         เมื่อปี 2555 ตอนที่เกิดคลื่นความรุนแรงสองครั้ง จากเหตุจลาจลที่เกิดจากการวิวาทกันระหว่างชาวมุสลิมโรฮิงยาและชาวพุทธ ในรัฐยะไข่ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 180 คน ในพื้นที่ทาวตะวันตกของประเทศ นางซูจีทำได้แค่เรียกร้องให้เคารพกฎหมาย

                         นางซูจี ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อปี 2534 หลังจากถูกกักบริเวณในบ้านพักมานานหลายปี ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เธอเสียใจ ถ้ามีคนคิดว่า ความเห็นของเธอไม่น่าสนใจพอที่พวกเขาจะยอมรับได้ ขณะที่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มฮิวแมน ไรท์ วอทช์  ระบุว่า ความเห็นของเธอออกมาช้าไป แม้เธอจะยอมรับว่าประชาชนเหล่านี้กำลังเผชิญความยากลำบากอย่างยิ่ง แต่เธอควรจะแสดงท่าอื่นที่นอกจากจะแสดงความเสียใจ แม้ว่า ภาระความรับผิดชอบจะเป็นของรัฐบาลพม่า แต่เธอไม่ใช่ผู้นำฝ่ายค้านธรรมดาทั่วไป คุณธรรมที่เธอสั่งสมมาหลายปี ควรถูกนำออกมาใช้ได้แล้ว

                         บรรดากลุ่มชาติพันธุ์ ต่างแบกรับความสงสัวว่า ชาวพม่า ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ รวมทั้งนางซูจี เลือกปฏิบัติต่อพวกเขา โดยเฉพาะชาวมุสลิมโรฮิงยา ที่รู้สึกว่าถูกนางซูจีทอดทิ้งเช่นกัน กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเพียง 8 แสนคน และกลุ่มนี้ ถูกสหประชาชาติพิจารณาว่า เป็นหนึ่งในชาติพันธุ์ที่ถูกข่มเหงมากที่สุดในโลก

 

 

--------------------

(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : EPA)