
ทางรอด'โชห่วยไทย'
ทางรอด 'โชห่วยไทย' สร้างแบบฉบับลงตัวอยู่อย่างยั่งยืน : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน
หลายต่อหลายครั้ง "โชห่วย" มักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองท่ามกลางกระแสการรุกของค้าปลีกขนาดใหญ่ แต่จนแล้วจนรอดความช่วยเหลือที่เข้ามาก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยสร้างความยั่งยืน โชห่วยดั้งเดิมยังคงล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ ภายใต้เหตุผลส่วนหนึ่งคือการไม่ยอมปรับตัวเพื่อสู้กับกระแสการเปลี่ยนแปลงของการบริโภค พฤติกรรมคนเปลี่ยน ค่านิยมเปลี่ยน และการไม่มีทายาทเข้ามาสานต่อกิจการ
โชห่วยอีกส่วนหนึ่งอยู่ไปแบบแกนๆ มีกำไรพออยู่ตัว ทำแบบพออยู่พอกิน ขณะที่โชห่วยสายพันธุ์ใหม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ปรับตัวเองให้เข้ากับยุคกับสมัยที่ยอมรับว่าเมื่อโลกเปลี่ยนแปลง เราก็จะต้องปรับตัว
อย่างไรก็ตาม การสร้างความยั่งยืนให้โชห่วย อาศัยความมีใจสู้ของผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียวคงลำบาก คงต้องอาศัยความจริงใจจากภาครัฐที่เข้ามาช่วยสนับสนุนในบางด้าน เช่น การสนับสนุนทางด้านภาษี การจัดหาสินค้าต้นทุนต่ำ เพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการ เป็นต้น
แนะลดภาษีเพิ่มแต้มต่อโชห่วย
นางเสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหารการเงิน บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ศูนย์จำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภครายใหญ่ที่จัดโครงการ "มิตรแท้โชห่วย" ต่อเนื่องมาหลายปี แสดงความคิดเห็นถึงความยั่งยืนของโชห่วยไทย ว่าจะต้องอาศัยการสนับสนุนจาก 2 ฝ่ายคือ การปรับตัวของเจ้าของกิจการเอง และความช่วยเหลือจากภาครัฐ ขณะที่แม็คโครก็ให้ความสนับสนุนโชห่วยที่เข้ามาเป็นสมาชิก เพื่อช่วยในการปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ให้มีการบริหารงานที่ทันสมัย นอกจากนี้ ยังมีการจัดหาพันธมิตรเข้ามาร่วม เช่น ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ให้เข้ามาพิจารณาให้สินเชื่อแก่ลูกค้ารายย่อย เพื่อพัฒนาลูกค้าที่เป็นโชห่วยให้มีศักยภาพ และเติบโตไปได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ มองว่าการที่ภาครัฐจะช่วยให้โชห่วยแข่งขันกับคอนวีเนียนสโตร์ได้นั้น นโยบายที่ดำเนินการอยู่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่ง แต่หากต้องการให้อาชีพโชห่วยอยู่ได้อย่างยั่งยืนในสังคมไทย น่าจะมาพิจารณาในเรื่องของภาษี หรือการลดภาษีให้ร้านค้าขนาดเล็ก เพื่อสร้างแต้มต่อให้โชห่วยที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่ารายใหญ่ ขณะที่ในแง่ของการบริหารจัดการ ทางแม็คโครได้เข้ามาช่วยอยู่แล้ว ทั้งการจัดอบรมให้ความรู้ และการปรับปรุงร้านค้า เป็นต้น
"ในแง่การบริหารจัดการรายเล็กอาจสู้ได้ แต่จะทำอย่างไรที่จะให้เขามีแต้มต่อเพิ่มขึ้นอีกนิด เพื่อให้เขาแข่งขันได้" นางเสาวลักษณ์ กล่าวและว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมายอดลูกค้าของแม็คโครไม่เคยตก มีแต่จะเพิ่มขึ้นจนปัจจุบันมีกว่า 7 แสนราย
น.ส.ปริยานุช ณ ตะกั่วทุ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บมจ.สยามแม็คโคร กล่าวเสริมว่า โชห่วยเป็นร้านค้าในชุมชน สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้ก็คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ถือเป็นเอกลักษณ์ของร้านโชห่วยที่จะต้องรักษาไว้ จุดแข็งอีกข้อของโชห่วยคือ การที่เจ้าของร้านบริหารเอง จึงขึ้นอยู่กับเจ้าของว่าต้องการให้ร้านค้าตนเองเป็นแบบไหน ก็สามารถทำได้หมด
"หากเขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้ ลูกค้ารักเขา ไว้ใจ ร้านค้าเป็นจุดศูนย์กลางของชุมชนที่ให้คนในชุมชนเข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พูดคุยกัน อีกทั้งร้านโชห่วยสามารถให้ซื้อของแบบเชื่อได้ แบ่งปริมาณของจำหน่ายได้ พวกนี้คือกลยุทธ์ที่หากต่างชาติจะเข้ามาก็สู้ยาก นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของโชห่วย" น.ส.ปริยานุช กล่าว
ปรับตัว-เข้าหาชุมชนอยู่ได้ยั่งยืน
"ร้านบุญมี มาร์เก็ต" คือต้นแบบโชห่วยที่พยายามปรับตัว เพื่อให้เข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลง โดยสร้างแบบฉบับของตนเอง เพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนในอนาคต ซึ่งนายสิทธิชัย นิชกรรม เจ้าของร้าน กล่าวว่า หากโชห่วยไม่รู้จักปรับตัว คงจะอยู่ไม่ยั่งยืน แต่ถ้ารู้จักปรับปรุงตัว รู้จักตัวเอง พัฒนาตนเอง ธุรกิจก็จะเดินต่อไปได้และอยู่ได้อย่างยั่งยืนแน่นอน
เขากล่าวว่า การปรับตัวเริ่มตั้งแต่การสำรวจตัวเอง การสำรวจพฤติกรรมของลูกค้า แล้วจัดหาสินค้ามาวางจำหน่ายให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า เช่น จากเดิมอาจจะจัดหาสินค้ามาวางจำหน่ายเป็นจำพวกแมส โปรดักส์ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม อย่างยาสีฟันก็ต้องมีทั้งยาสีฟันสำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ หรือแบบสมุนไพร เพื่อสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น
นอกจากนี้ จัดหาบริการเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ร้านค้า โดยสำรวจชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงกับร้านว่ายังขาดการอำนวยความสะดวกในเรื่องใด เช่น บริการโอนเงิน บริการเติมเงินค่าโทรศัพท์ ทางร้านก็เพิ่มบริการนี้เข้ามาเป็นให้บริการโอนเงินออนไลน์ และเติมเงินทางออนไลน์ เพราะหากเป็นเครื่องสำหรับเติมเงินเองคนในพื้นที่อาจจะไม่ถนัดทำเอง ทางร้านจึงให้บริการเป็นแบบออนไลน์คือทำให้เสร็จเรียบร้อยทั้งหมด
เรื่องการปรับปรุงทางกายภาพของทางร้านเป็นอีกประเด็นที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเรียงสินค้าภายในร้าน จากเดิมที่ร้านโชห่วยจะทั้งแขวน ห้อยดูรกรุงรัง ก็มาจัดให้เป็นหมวดหมู่เพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินหาซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น ในด้านราคาสินค้าก็จะปรับให้ใกล้เคียงกับร้านค้าใกล้เคียงรวมถึงห้างค้าปลีกที่มีในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย โดยจะออกสำรวจราคาตามร้านต่างๆ ด้วยตนเอง
นายสิทธิชัย กล่าวอีกว่า นอกจากการปรับตัวแล้วทางร้านยังมีการสื่อสารทางการตลาดกับลูกค้าด้วย โดยในด้านราคาจะมีการจัดโปรโมชั่นเป็นรอบๆ และจะโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางวิทยุชุมชนในท้องถิ่นว่าในช่วงเวลานั้นๆ จะจัดโปรโมชั่นอะไรบ้าง ซึ่งก็จะมีการทำเป็นระยะๆ ตามช่วงเทศกาล รวมทั้งจะมีการนำสินค้าเฉพาะฤดูกาลมาหมุนเวียนจำหน่าย
ขณะเดียวกัน ยังได้ปรับเปลี่ยนเวลาเปิดปิดของร้าน โดยดูที่การใช้ชีวิตของคนในท้องถิ่นเอง ที่เกษตรกรจะออกทำงานในช่วงเช้าตรู่ ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นยังคงอยู่นอกบ้านในช่วงค่ำ ขณะที่ร้านโดยทั่วไปจะเปิดร้านเวลา 7 โมงเช้าและปิดเวลา 1 ทุ่ม ก็ขยายเวลาเป็นเปิด 6 โมงเช้า และปิด 4 ทุ่ม นับเป็นจุดเด่นของร้านที่ร้านอื่นเขาไม่ทำ ซึ่งจากการปรับปรุงร้านที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 3 เท่า
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเมื่อมีร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งห้างค้าปลีกขนาดย่อมที่รุกเข้ามาในทุกอำเภอ ก็ทำให้ลูกค้าอยากเข้าไปซื้อในที่ใหม่เพราะเห็นถึงความแปลกใหม่ แต่คิดว่านี่เองคือจุดเปลี่ยนที่โชห่วยจะต้องปรับปรุงตัวเอง ถือเป็นโจทย์ที่เราต้องทำ ถ้าไม่ทำลูกค้าก็ไม่เข้าร้าน ตลอดจนรักษาความเป็นโชห่วย หาจุดแข็งที่ร้านค้าสมัยใหม่ไม่มี เช่น ในช่วงเทศกาลทางร้านก็รับจัดหาสินค้าซึ่งจะเป็นล็อตขนาดใหญ่ โดยเราจัดส่งให้ฟรี อีกครั้งให้เครดิตได้ และหากใช้ไม่หมดก็ส่งคืนได้อีกเช่นกัน
ควบคุมมาตรฐาน-คัดเลือกสินค้า
อีกแบบฉบับที่ลงตัวของโชห่วยไทยผ่านการบริหารธุรกิจโดยคนรุ่นใหม่ น.ส.ชุตินันท์ นุตรพิบูลมงคล ทายาทโชห่วยที่ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้าน SJ แสงเจริญ ย่านสาทร กรุงเทพฯ กล่าวว่า โชห่วยจะอยู่อย่างยั่งยืนได้จะต้องปรับตัว ปรับเปลี่ยนสินค้าให้ตรงตามยุค สมัย รู้จักคัดเลือกสินค้าที่ไม่มีจำหน่ายในพื้นที่ ซึ่งก็จะเป็นหนทางรอดได้ เช่น ดูว่าตามร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าในละแวกใกล้เคียงจะปิดเวลา 5-6 โมงเย็น ทางร้านก็จะมีอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น หลอดไฟ จำหน่าย แต่ก็จะเปิดเลยหลัง 6 โมงเย็นออกไปอีก
"ถ้าถามว่าโชห่วยจะรอดหรือไม่ เรื่องนี้คิดว่าขึ้นอยู่กับใจของเจ้าของร้านว่าจะมีใจสู้หรือเปล่า เพราะเรื่องสำคัญเลยคือจะต้องปรับตัวเองให้เปลี่ยนไปตามโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา มีการเรียกร้องการบริการมากขึ้น ขณะเดียวกันคนก็มีทางเลือกมากขึ้นด้วย"
เธอกล่าวว่า ทางร้านให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานทั้งความสะอาด แสงสว่าง การจัดเรียงสินค้า ความสดใหม่ของสินค้า คัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพ เหมือนกับการซื้อความไว้วางใจจากลูกค้า อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการแข่งขันจากร้านค้าทันสมัยทำให้มีผลกระทบกับร้านโชห่วย โดยลูกค้าหายไปจำนวนหนึ่ง แต่การจะอยู่รอดได้คือการปรับตัว การสร้างความแตกต่างให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราจะค้นพบสิ่งนั้นหรือไม่
ทั้งนี้ นโยบายการสนับสนุนจากภาครัฐนั้น น.ส.ชุตินันท์ กล่าวว่า ยังมีความจำเป็นที่ภาครัฐน่าจะเข้าไปช่วยดูแลกลุ่มโชห่วยแบบดั้งเดิม เปิดมุมมองแนวคิดใหม่ ทำใหม่ให้กับพวกเขา และให้ความรู้ในด้านกลยุทธ์ และการปรับตัว แต่ที่ผ่านมากลับพบว่านโยบายของรัฐเองที่เข้ามาสนับสนุนโชห่วยกลับไม่ได้ผลลัพธ์เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็นนัก
--------------------
(ทางรอด 'โชห่วยไทย' สร้างแบบฉบับลงตัวอยู่อย่างยั่งยืน : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)



