ข่าว

หมัดต่อหมัดคดี'พระวิหาร'ไทย-กัมพูชา

หมัดต่อหมัดคดี'พระวิหาร'ไทย-กัมพูชา

22 เม.ย. 2556

ที่นี่บัวแก้ว : ดวลกันหมัดต่อหมัด คณะต่อสู้คดีพระวิหาร ไทย-กัมพูชา : โดย...นันทิดา พวงทอง

 

                         หมดยกสุดท้าย หลังสิ้นเสียง "ปีเตอร​์ ทอมกา" ประธานผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก (ไอซีเจ) กล่าวขอบคุณคณะดำเนินการทางกฎหมายของไทย และกัมพูชา ที่ได้เข้าชี้แจงทางวาจาต่อกรณีที่กัมพูชายื่นต่อศาลโลกให้ตีความอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยที่ศาลโลกนัดให้ 2 ประเทศ ยื่นเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 26 เมษายน และให้แต่ละฝ่ายยื่นข้อโต้แย้งเรื่องนี้ภายในวันที่ 3 พฤษภาคม จากนั้นศาลจะนำไปพิจารณาและจะมีคำตัดสินในเวลาที่เหมาะสมต่อไป

                         ดูจากการสู้คดีในศาลโลก ระหว่างวันที่ 15-19 เมษายน ที่ผ่านมา ถ้าวัดถึงความมั่นใจ ทั้งไทยและกัมพูชาต่างเชื่อมั่นจะเป็นผู้ชนะคดีครั้งนี้ ซึ่งกัมพูชาก็ตระเตรียมข้อมูลหลักฐาน บทพูด ตลอดจนทุ่มเทเวลา ขนาดที่ว่า นายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา สละโอกาสไม่ร่วมเข้าประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่บรูไน เมื่อต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา

                         ด้านคณะต่อสู้คดีของไทย นำโดย "ทูตแสบ" วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ในฐานะตัวแทนคณะต่อสู้คดีของไทย ก็ได้โชว์ลีลาวาทะเด็ดในห้องพิจารณาศาลโลก สมชื่อ ด้วยการแสดงข้อมูลหลักฐานที่หนักแน่น ชัดเจน ตามที่ได้ทุ่มเทสรรพกำลังส่งเจ้าหน้าที่การทูตไปขลุกอยู่ในหอจดหมายเหตุ เพื่อศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล แผนที่ และเอกสารอ้างทางประวัติศาสตร์ ที่ประเทศฝรั่งเศสอย่างลับๆ หลายปี ซึ่งแนวทางต่อสู้ของไทยไม่เพียงต้องการให้ศาลโลกรู้ข้อเท็จจริง ยังเพื่อป้องกันข้อครหาว่า ชาตินิยม สวนกระแสกับก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน

                         ที่นี่บัวแก้ว ขอหยิบยกข้อความบางตอนของการต่อสู้คดี ระหว่างไทย-กัมพูชา ในประเด็นหลักๆ มาเปรียบเทียบ เรียกว่า ดวลกันหมัดต่อหมัด เพื่อให้ได้ตัดสินใจกันเอง

                         "ความสำคัญที่ต้องการแก้ไขข้อพิพาท หรือเจตนาแฝง หวังให้ศาลโลกจะต้องรับตีความอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร"

                         "ฮอร์ นัมฮง" ชี้แจงทางวาจาต่อศาลโลก ร่ายถึงความจำเป็นที่ต้องยื่นตีความอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร เนื่องจาก 2 ประเทศเข้าใจคำตัดสินศาลโลกปี 2505 ไม่ตรงกัน ทำให้ขัดแย้งและปะทะกันอย่างต่อเนื่อง "หากย้อนไปปี 2554 สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไทยได้รุกรานชายแดน สร้างความเสียหายแก่พื้นที่และตัวปราสาทพระวิหาร ขณะที่กัมพูชาพยายามขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่ไทยก็คัดค้าน และทำไม่ทราบเรื่องนี้ พร้อมกับมีท่าทีไม่สอดคล้องคำตัดสินศาลโลกเมื่อ 50 ปีก่อน รวมทั้งคำสั่งศาลโลกล่าสุดที่ให้ถอนทหารในพื้นที่เขตปลอดทหาร ตั้งแต่ปี 2554 ไทยก็ยื้อเวลา และเบี่ยงประเด็นกล่าวหากัมพูชานำประชาชนไปตั้งชุมชน สร้างวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ และตัดถนนในพื้นที่ดังกล่าว

                         "ทูตวีรชัย" แจงศาลโลก ระบุกัมพูชาเจตนาไม่บริสุทธิ์ ทำหลักฐานเท็จหวังชิงพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยที่เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นข้อพิพาทที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 และก่อนหน้าปี 2543 กัมพูชาไม่เคยประท้วงและยอมรับในกิจกรรมของฝ่ายไทยที่ทำอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว แต่ต่อมากัมพูชารุกล้ำพื้นที่ที่ไทยมีอธิปไตยเหนือดินแดน โดยก่อสร้างวัดและมีการประท้วง พร้อมหมางเมินแนวทางเจรจาผ่านทางคณะกรรมาธิการเขตร่วมแดนไทย-กัมพูชา (เจบีซี) เป็นไปตามขั้นตอนที่อยู่ในบันทึกความเข้าใจร่วม หรือเอ็มโอยู ปี 2543 โดยทูตแสบ ชี้ให้เห็นว่า กัมพูชามุ่งแสวงหาประโยชน์ในดินแดนพิพาท และสามารถหันหลังให้แก่หลักนิติธรรม สิ่งสำคัญในการก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนร่วมกัน

 

"แผนที่ 1:200,000 จะทำให้รู้เส้นเขตแดนได้จริงหรือ"

 

                         นายฌองมาร์ค ซอร์เรล ทนายความชาวฝรั่งเศสของกัมพูชา กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลโลก เมื่อปี 2505 ระบุว่า ที่ตั้งปราสาทพระวิหารเป็นพื้นที่อธิปไตยของกัมพูชา แต่กลับไม่ได้คำนึงในข้อสรุปของเนื้อที่ หรือจุดสิ้นสุดของดินแดนว่า ซึ่งแผนที่ 1:200,000 เป็นส่วนประกอบพิจารณาของศาล และในคำตัดสินปี 2505 ได้ใช้คำว่า เส้นเขตแดนกว่า 100 คำ เป็นแนวปฏิบัติที่ศาลได้จัดทำขึ้นมา โดยที่ไทยก็ยอมรับและไม่คัดค้านแผนที่ดังกล่าว 

                         "อลินา มิรอง" ทนายความชาวโรมาเนียของไทย ได้จับสังเกตในแผนที่ 1:200,000 ที่แนบท้ายภาคผนวกที่ 1 ตามที่กัมพูชาได้นำเสนอต่อศาลว่า ในคำร้องกัมพูชาได้ใช้แผนที่อ้างอิงหลายฉบับ สังเกตจากคำว่า "maps" ที่เป็นพหูพจน์ โดยชี้ว่า ถ้านำแผนที่เก่าของกัมพูชามาเทียบแผนที่ปัจจุบัน จะพบว่าไม่มีความแม่นยำ ขณะที่ทนายฝ่ายกัมพูชาให้ถ้อยแถลงต่อคณะผู้พิพากษาเมื่อวันที่ 15 เมษายน ว่า แผนที่ที่นำเสนอนั้น เป็นการขีดเส้นตัดกันระหว่างแผนที่ในภาคผนวก 1 และแนวเส้นสันปันน้ำ ข้อมูลนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะไม่ใช้วิธีทางคณิตศาสตร์คำนวณ และพบว่า ส่วนที่ตัดกันนั้นอยู่ห่างจากตัวปราสาทมากถึง 6.8 กิโลเมตร โดยผู้เชี่ยวชาญหน่วยวิจัยเขตแดนระหว่างประเทศได้ร่วมศึกษาวิธีการของกัมพูชา ทำให้แผนที่เกิดความคลาดเคลื่อนมากถึง 500 เมตร ในทางตอนเหนือของปราสาทพระวิหาร รวมถึงภูมะเขือ และเทือกเขาพนมดงรัก ทั้งที่พื้นที่ในภูมิประเทศจริงไม่สามารถพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือภายในเวลา 50 ปี

 

 

--------------------

(ที่นี่บัวแก้ว : ดวลกันหมัดต่อหมัด คณะต่อสู้คดีพระวิหาร ไทย-กัมพูชา : โดย...นันทิดา พวงทอง)