
'ปชป.'ชื่นชม'ทีมทนาย'เก่ง
'ปชป.' ชื่นชม 'ทีมทนายไทย' มีข้อมูลหักล้าง'ข้ออ้างเขมร'ปี 05 ได้ แนะ'รบ.'เตรียมคาดการณ์คำพิพากษา ประเมินผลตัดสิน หวั่นออกมาหลายรูป
20 เม.ย.56 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการแถลงด้วยวาจาของทีมสู้คดีปราสาทพระวิหารของไทย เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า ขอชื่นชมการทำงานของนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะผู้นำคณะฝ่ายไทย และฝ่ายกฎหมายของไทยอีก 3 ท่าน โดยเฉพาะ น.ส.อลินา มิรอง ทนายฝ่ายไทย ที่ได้ค้นคว้าเรื่องแผนที่จนทำให้ไทยสามารถหักล้างคำกล่าวหาของกัมพูชา ที่ได้กล่าวอ้างมาตั้งแต่ปี 2505 จึงอยากให้คนไทยได้ศึกษาทำความเข้าใจในประเด็นปราสาทพระวิหาร ตามที่ทีมทนายความของไทยได้ใช้เป็นอาวุธในการตอบโต้กัมพูชา
นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า อยากให้ติดตามการทำงานของศาลโลก โดยมีหลักการที่ต้องให้ความสำคัญคือ ข้อ 60 ของข้อบังคับศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ระบุชัดว่าศาลโลกไม่สามารถขยายคำพิพากษาหรือนำคำพิพากษาเดิมมาตัดสินใหม่ หรือเพิ่ม ขยายขอบเขต ของความหมายที่ตีความแล้ว แต่สิ่งที่ศาลทำได้อย่างเดียวคือ เรื่องการตีความคำพิพากษา ซึ่งการจะตีความคำพิพากษาได้นั้น คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ต้องมีความเห็นต่างกันในเรื่องการตีความคำพิพากษา หรือในบทปฏิบัติการ ซึ่งไทยต้องยืนยันว่า ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานกัมพูชา แต่ตรงกันข้ามคือ กัมพูชาพยายามยั่วยุใช้อาวุธรุกรานไทยมาโดยตลอด โดยกัมพูชาหวังที่จะให้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดน เพื่อให้เกิดภาพว่าไทยรังแกประเทศที่เล็กกว่า และเพื่อนำเรื่องนี้ไปฟ้องในเวทีนานาชาติ และการที่กัมพูชาเห็นตรงกับไทย และยอมรับคำสั่งศาล มาตลอดเกือบ 50ปี วันนี้กัมพูชากลับเดินขึ้นไปบอกศาลว่า มีความเห็นไม่ตรงกัน จึงอยากให้ไทยได้ย้ำว่า เป็นเพราะเกิดจากการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกใช่หรือไม่
นายชวนนท์ กล่าวต่ออีกว่า หากศาลรับพิจารณาคำพิพากษา ในเนื้อหาสาระที่อยากให้รัฐบาลได้เน้นหนักในการต่อสู้คือข้อมูลใหม่ โดยเฉพาะสิ่งที่ทีมทนายความได้นำมาเปิดเผย ตนคิดว่าจะเป็นประโยชน์มากในการแก้ไขประวัติศาสตร์ ความเพรียงพร้ำของเราในอดีต อย่างที่ น.ส.อลินา ได้พูดถึงเรื่องแผนที่ 1:200,000 ตารางกิโลเมตรที่กัมพูชาพยายามกล่าวอ้าง โดยระบุว่าแผนที่ดังกล่าวของกัมพูชาไม่ได้มีฉบับเดียว และกัมพูชาเองก็สับสนในการใช้แผนที่ ว่าจะใช้ฉบับไหน อย่างไร และน.ส.อลินา ยังได้เปิดเผยหลักฐานต่อว่า กัมพูชาได้นำแผนที่ฉบับนั้นไปดัดแปลงลงในแผนที่ฉบับใหม่ จนทำให้เส้นเขตแดนเปลี่ยนแปลง รวมทั้งประเด็นที่กัมพูชาพยายามกล่าวอ้างว่า พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารนั้น เป็นอาณาเขตที่ไปชนเส้นเขตแดนเลยหรือไม่ เพราะกัมพูชาต้องการฮุบแผนที่ทั้งหมด ซึ่งเราก็ต้องยืนยันว่าอาณาเขตของปราสาทพระวิหาร ไม่สามารถจะไปชนกับเส้นเขตแดนได้ เพราะอาณาเขตมีเท่าที่มี
“จึงเป็นสิ่งที่ไทยต้องยืนยันว่าคำขอของกัมพูชา เป็นเรื่องที่ประหลาดมาก เพราะไม่อย่างนั้นผมก็บอกได้ว่าวัดที่เชียงใหม่มีอาณาเขตถึงแม่สาย หรือวัดที่กาญจนบุรีมีขอบเขตชนชายแดนไทย-พม่า เราต้องยืนยันว่าคำขอของกัมพูชาใช้ไม่ได้ และประเด็นที่เราจะต้องเอาชนะกัมพูชาก็คือ ไทยกับกัมพูชาต้องกลับมาทำหลักเขตแดนให้ชัดเจนโดยใช้เอ็มโอยู 43 ซึ่งเป็นกระบวนการที่ครบ เมื่อเราตีแผนที่ของกัมพูชาตกไปแล้ว ก็ยืนยันว่าด้วยเหตุผลที่แผนที่ตกไปกัมพูชากับไทยจึงต้องกลับมาปักปันเขตแดนกัน” นายชวนนท์ กล่าว
นายชวนนท์ กล่าวต่อไปว่า ก่อนที่จะมีการแถลงด้วยวาจา คนของรัฐบาลทั้งนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือนายสุรพงษ์ โตวิจักรชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ พยายามพูดว่าหากไทยแพ้คดีพรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นผู้แต่งตั้งทูตวีรชัยและทีมทนายความ ซึ่งตนก็เคยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่กลับเห็นความกลับกลอกของคนในรัฐบาล ที่เมื่อเห็นว่าทีมทนายความทำงานดีก็สวมรอยเอาเป็นผลงาน ซึ่งคนทั้งประเทศก็รู้ดีว่าเป็นผลงานของทีมทนายความไทย เพราะคนของรัฐบาล 3 คนที่ไปนั่งเกะกะในศาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร แต่ที่น่าอายคือพอเห็นทีมทนายความทำงานดี ก็เอามาอวดอ้างเป็นผลงานตัวเอง เกาะชายกางเกงเขาดังซึ่งเป็นเรื่องที่น่าละอายใจ แต่ก็ทำให้เห็นได้ว่าคนที่ตั้งใจดูแล ปกป้องผลประโยชน์ประเทศจะมีความคงเส้นคงวาขณะที่คนหวังได้ชื่อเสียงไม่ยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ก็จะมีพฤติกรรมกลับกลอก หลอกลวง เหมือนหลายคนในรัฐบาลชุดนี้
“คนที่นายสุรพงษ์บอกว่าเป็นวีรบุรุษนั้น นายนพดล ปัททมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ เคยย้ายไปแขวนในตำแหน่งที่ปรึกษากระทรวงโดยอ้างว่าเป็นความก้าวหน้า ซึ่งนายสุรพงษ์ควรมีความละอายใจ ที่ได้ย้ายทูตวีรชัยออกจากการเป็นคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(เจบีซี) จึงอยากให้ประชาชนคิดว่าคนอย่างทูตวีรชัยควรที่จะอยู่ในเจบีซีหรือไม่ เพราะจะมีกี่คนที่รู้เรื่องนี้ดีกว่าทูตวีระชัย จึงอยากถามนายสุรพงษ์ว่าย้ายทูตวีระชัยออกจากเจบีซีทำไม และผมก็ขอเรียกร้องให้นายสุรพงษ์แต่งตั้งทูตวีรชัยเข้าเป็นเจบีซีเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ”โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายชวนนท์ กล่าวต่อไปอีกว่า อยากฝากให้รัฐบาลได้เตรียมตัว โดยต้องคาดการณ์ผลการตัดสินที่สามารถออกมาได้หลายรูปแบบ ซึ่งไม่ว่าจะออกมารูปแบบใดรัฐบาลต้องมีความพร้อมในการประเมินว่า เราจะรับมือกับคำพิพากษารูปแบบต่างๆ อย่างไร จะปฏิบัติตามมากน้อยแค่ไหน และประเมินว่าคำพิพากษารูปแบบต่างๆนั้น กัมพูชาจะมีท่าทีอย่างไร สิ่งที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ 4.6 ตร.กม.จะเป็นอย่างไร และเราจะประคองสถานการณ์การเจรจาเรื่องนี้ให้เดินหน้าต่อไปอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องคิดต่อ เพราะแม้ศาลยกฟ้องหรือไม่รับคำฟ้องก็ต้องคิดต่อ ไม่จบแค่คำพิพากษา จึงอยากให้รัฐบาลคิดตั้งแต่วันนี้ไม่ใช่คิดเมื่อคำตัดสินออกมาแล้ว หรือให้ทีมทนายความคิดให้ทั้งหมด



