ข่าว

'ปู'ขอบคุณทีมทนายสู้คดีพระวิหาร

'ปู'ขอบคุณทีมทนายสู้คดีพระวิหาร

20 เม.ย. 2556

'นายกฯ'โฟนอินขอบคุณทีมทนายฝ่ายไทยสู้คดีพระวิหาร ชม'ทูตวีรชัย'แจงได้ชัดเจนสมบูรณ์ ด้านปชช.หวั่นกระทบสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ขณะที่'ปึ้ง'ลุ้นผลตัดสินเหมือนเดิมปี2505

               เมื่อเวลา 23.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ภายหลังจากที่ทีมทนายฝ่ายไทยให้ถ้อยแถลงต่อศาลโลก กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์แล้วเสร็จ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้โทรศัพท์ไปแสดงความขอบคุณคณะทนายต่อสู้คดีฝ่ายไทย และกล่าวว่า จากการติดตามฝ่ายกัมพูชาพูดในตอนแรกรู้สึกใจหาย แต่หลังจากที่ได้ฟังฝ่ายไทยชี้แจงแล้ว เห็นว่าทุกคนทำงานอย่างเต็มที่กันจริงๆ และตอบได้ชัดเจนและทุกประเด็น โดยการให้ถ้อยแถลงในวันที่ 19 เม.ย.ผ่านมานั้น มีประเด็นตอบโต้ที่ชัดเจนสมบูรณ์โดยเฉพาะเรื่องแผนที่ ขณะที่นายวีรชัย พลาชัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าทีมทนายของฝ่ายไทย ทำหน้าที่ได้ดีมาก สามารถชี้แจงได้ทุกประเด็น

                “ขอชื่นชมและขอบคุณจากใจในความตั้งใจของทุกคนที่ทำงานอย่างเต็มที่ในวันนี้ ทุกคนให้การดีทุกคน โดยเฉพาะนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ตัวแทนประเทศไทย ทำได้ดีมาก ขอให้กำลังใจทุกคน” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

               ขณะที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ในวันที่ 22 เม.ย.นี้ เวลา 14.00 น. ตนจะนำทีมทนายของไทยเข้าพบนายกฯ ที่ทำเนียบฯ

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การโฟนอินของนายกฯ ดังกล่าวได้กล่าวขอบคุณทีมทนายฝ่ายไทย ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ เป็นภาษาอังกฤษด้วย

 

 

ปชช. หวั่น ประเด็นพระวิหาร กระทบสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา นำสู่สงครามระหว่างประเทศ

               นายสุริยัน บุญแท้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความกังวลของประชาชนต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ท่ามกลางกรณีพิพาทประสาทพระวิหาร : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี ปทุมธานี ชลบุรี อุตรดิตถ์ สุโขทัย เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ หนองบัวลำภู สกลนคร ศรีษะเกษ ขอนแก่น ระนอง พัทลุง และสุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 2,232 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15 - 19 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 ประเด็นสำคัญที่พบมีดังนี้

               ท่ามกลางกรณีพิพาทประสาทพระวิหารในสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าตัวอย่างร้อยละ 47.6 รู้สึกกังวลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในอนาคต ขณะที่ร้อยละ 52.4 ไม่รู้สึกกังวล เมื่อสอบถามความคิดเห็นต่อการส่งผลกระทบต่อการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนจากกรณีพิพาทดังกล่าว พบว่าตัวอย่างเกือบ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 61.1 คิดว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน ในขณะที่ ร้อยละ 38.9 คิดว่าส่งผลทางด้านความกังวลว่ากรณีพิพาทนี้จะนำไปสู่สงครามระหว่างไทย-กัมพูชา พบว่าตัวอย่างเกือบครึ่งหรือร้อยละ 47.4 กังวลมาก ถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 27.6 กังวลน้อยถึงไม่กังวลเลย โดยมีร้อยละ 25.0 กังวลปานกลาง อย่างไรก็ดี พบว่าตัวอย่างสูงถึงร้อยละ 95.2 สนับสนุนให้ใช้การเจรจาโดยสันติวิธีเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา โดยมีเพียงร้อยละ 4.8 สนับสนุนให้ใช้กำลังทหาร อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามถึงความรู้สึกที่มีต่อชาวกัมพูชาในปัจจุบัน พบว่าตัวอย่างร้อยละ 24.3 ระบุรู้สึกดี ร้อยละ 42.0 ระบุรู้สึกเฉยๆ ในขณะที่ร้อยละ 33.7 ระบุรู้สึกแย่

               นายสุริยัน ผช.ผอ. เอแบคโพลล์ กล่าวต่อว่า แม้กรณีพิพาทประสาทพระวิหารจะเป็นเรื่องตึงเครียดของทั้งสองประเทศ แต่คนไทยเองก็ยังอยากรักษามิตรกับประเทศนี้ไว้ และหนุนแนวทางสันติวิธีในการแก้ปัญหา ทั้งนี้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมายผู้ถูกศึกษา ยังพบว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อาทิ การค้าชายแดน แรงงาน และการลงทุนในกัมพูชานั้น แม้จะมีระดับความสำคัญไม่เทียบเท่ากับอธิปไตยเหนือดินแดน แต่ก็ถือว่ามีความสำคัญมากที่จะยอมสูญเสียไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น จึงไม่อยากให้เกิดเหตุบานปลายจนกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว และหวังว่ารัฐบาลของทั้งสองประเทศจะมีแนวทางออกในการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติร่วมกันต่อไป

               จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 49.0 เป็นชาย ร้อยละ 51.0 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.7 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.7 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 19.2 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 21.5 อายุระหว่าง 40-49 ปี และร้อยละ 33.9 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 77.0 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 17.0 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 6.0 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 32.4 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 30.4 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 8.8 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 9.6 ระบุอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.7 ระบุเป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 8.1 ระบุเป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 4.0 ระบุว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ

 

               

"สุรพงษ์"เผย"ยิ่งลักษณ์"พอใจผลแจงศาลโลก ลุ้นผลตัดสินเหมือนเดิมปี 2505

               นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะต่อสู้คดี ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเร้น จากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวในรายการ

               “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ภายหลังฝ่ายไทยเสร็จสิ้นการแถลงด้วยวาจาต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศของฝ่ายรัฐบาลไทยในคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทเขาพระวิหาร

               นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ทีมทนายจากไทยได้ทำการบ้านมาอย่างดี โดยได้ยืนยันกับศาลเพราะคดีจบตั้งแต่ปี 2505 ซึ่งไทยก็ถอนทหาร และตำรวจให้มาอยู่แนวรั้วรวดหนามใกล้เคียงบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร นอกจากนี้ การทำงามของทีมทนายมีไม้เด็ดเรื่องแผนหลังจากใช้เวลามา 3 ปี เพื่อยืนยันให้ศาลเห็นว่าสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องไม่ได้มีเหตุผล ส่วนภาพรวม 4 วันก็พอใจ ซึ่งข้อห่วงใยที่หลายฝ่ายเสนอแนะให้ทีมทนายว่าอย่าลืมประเด็นอื่นๆ ทางเราก็ได้รวบรวมประเด็นเหล่านี้ไว้แล้ว แต่บางครั้งพูดไม่ได้ เพราะต้องเก็บเป็นความลับ หากกัมพูชาอ่านเกมเราก็จะทำให้ภาพเราไม่ได้ บางครั้งอยากจะตอบสังคมไทย แต่กลัวความลับถูกเปิดเผย

               นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่หลายฝ่ายบอกว่ารัฐบาลจะมาฮั้วกับกัมพูชา ยืนยันว่าต่อสู้อย่างเต็มที่และใช้ทีมทนายชุดเดิมที่มีประสบการณ์ แต่หลายฝ่ายกลับคิดว่าจะมาโยนความผิดให้รัฐบาลชุดที่แล้ว ยืนยันไม่นำเรื่องประเทศชาติมาเป็นเกมการเมือง ที่ผ่านมาในเย็นวันที่ 2 ที่ศาลได้จัดเลี้ยงรับรองฝ่ายไทยและกัมพูชา ตนได้พบและได้สอบถามผู้พิพากษาอับดุลคาวิ อะห์เม็ด ยูซูฟ ชาวโซมาเลีย ว่า คำถามที่ยกขึ้นมาถามให้ไทยและกัมพูชาอธิบายเรื่องบริเวณใกล้เคียง เป็นคำถามส่วนตัวหรือคำถามขององค์คณะผู้พิพากษาศาลทั้งหมด ซึ่งผู้พิพากษายูซูฟบอกว่าเป็นคำถามส่วนตัว เพราะอยากทราบเหตุผลให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น

               “ประเทศเราไม่ควรนำการเมืองมาเล่นกับต่างประเทศ ขอร้องผู้ที่มีความคิดแตกต่าง เราอยู่สังคมโลก เราเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ขอร้องให้เลิก เช่นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทยกับกัมพูชาซึ่งมีทรัพยากรทางทะเล ถ้ามีการกล่าวหากันคนรุ่นหลานจะเสียโอกาส” นายสุรพงษ์ กล่าว

               นายสุรพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้พบกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ก็บอกว่าไม่ว่าผลตัดสินจะเป็นอย่างไรก็ยอมรับได้ จะพัฒนาพื้นที่ไปด้วยกัน และความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชาเหมือนเดิม และผลคดีจะออกมาเป็นอย่างไร จะไม่เอาผลไปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสองประเทศ และจะต้องแน่นแฟ้นขึ้นเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไทยกับกัมพูชาแยกไม่ออก เหมือนไทยกับลาว และไทยกับพม่า นอกจากนี้ ตนกับนายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาก็ได้รับบัญชาให้มีการพูดคุยเรื่องความร่วมมือของชายแดน ซึ่งจากนี้จะมีการประชุมร่วมคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้โฟนอินมาขอบคุณและชมเชยทีมงานที่ได้ทำงานอย่างเหน็จเหนื่อย เพราะนายกฯได้ติดตามมาตลอด ก็เห็นว่าทีมงานเตรียมข้อมูลได้ดี

               “งานครั้งนี้หากคิดว่าเสมอตัวหรือศาลไม่รับตีความก็กลับไปเหมือนปี 2505 ไทยก็ยืนยันชัดเจนว่าศาลไม่ควรตีความ เพราะมีการตัดสินไปแล้ว ไม่มีเหตุผลจะตีความย้อนหลัง เพราะกัมพูชาต้องการพื้นที่ย้อนหลัง 4.6 ตารางกิโลเมตร วันนี้จึงอยากเห็นการเสมอตัว คือกลับไปแบบเดิม ไปพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ก่อนถึงคำวินิจฉัย เราจะให้ความรู้คนไทย สมมติว่าคำตัดสินไม่ตรงตามที่คิดไว้ ทีมงานจะหารือกัน และจะเสนอบทสรุปว่าเป็นอย่างไรให้คนไทยได้เข้าใจตรงกัน แต่อยากให้ใจเย็น เพราะเชื่อว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มี 17 คนจะให้ความยุติธรรมได้" นายสุรพงษ์ กล่าว

               ด้านนายวีระชัย กล่าวว่า กัมพูชายังต้องการขึ้นทะเบียนมรกดโลกฝ่ายเดียว และเสนอแผนที่ล้ำเข้ามาในบริเวณไทย4.5 ตารางกิโลเมตร และบอกว่าพื้นที่เป็นของกัมพูชามาตลอด จึงต้องมีการประท้วง แต่ทางกัมพูชาไม่ยอมเจรจาภายใต้กรอบการทำงานของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(เจบีซี) และเป็นฝ่ายฟ้อง ไทยจึงต้องป้องกันตัวเอง ซึ่งก่อนปี 2550 ทุกรัฐบาลของไทยต้องการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อน แต่กัมพูชากลับอยากเอาพื้นที่ทั้งหมดเป็นของตัวเอง ส่วนหลักฐานที่ให้ชัดเจนในการต่อสู้เป็นเรื่องเขตแดนอยู่นอกกรอบคดีเดิม และแผนที่เป็นจุดแข็งพอสมควร ซึ่งกัมพูชาก็ไม่มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องแผนที่

               นายวีระชัย กล่าวต่อว่า เราไม่ปฏิเสธเรื่องแผนที่ว่าผูกพันไทยและกัมพูชาตั้งแต่ปี 2505 แต่ต้องดูอธิปไตยเหนือปราสาทเป็นของไทยไม่ใช่เรื่องเขตแดน เมื่อศาลไม่มีอำนาจตัดสินก็ไม่ผูกพันเรื่องเขตแดน เพราะตัดสินเพียงว่าประสาทเป็นของใคร ซึ่งกัมพูชาได้ประท้วงไทยมาตลอด มีการบอกว่าไทยจะไปยึดประสาทคืน แต่คิดว่าหลักฐานครั้งนี้น่าจะแน่น ส่วนแผนที่แบ่งเป็น 2 เรื่อง 1.แผนที่ภาคผนวก 1 ที่เคยยื่นเมื่อปี 2505 กับครั้งนี้ไม่เหมือนกัน มีเส้นเขตแดนต่างกัน แต่ปัญหาอยู่ที่กัมพูชาอยากได้เส้นเขตแดนครั้งล่าสุดใช้เป็นเขต 2.แผนที่อื่นกว่า 60 ฉบับก็เพื่อดูว่าพื้นที่พิพาทอยู่ตรงไหน ซึ่งก็มีแผนที่ภาคผนวก 1 อยู่ในนั้นด้วย ซึ่งศาลก็ใช้แผนที่ทั้ง 2 อันพิจารณา

               “เราไม่ปฏิเสธว่ามีข้อคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่ความคิดเห็นเรื่องปี 2550 แต่เมื่ออยู่มา 45 ปีก็อยู่กันมาได้ ไม่ได้ไปแจ้งตำรวจ แต่พอผ่านมา 45 ปีกลับไปแจ้งตำรวจก็อยู่กันลบาก และกัมพูชากลับบอกว่ามีสิทธิอยู่ ถ้าเป็นแบบนี้โลกก็ไม่มีเสถียรภาพ” นายวีระชัย กล่าว

               นายวีระชัย กล่าวต่ออีกว่า คำว่ามั่นใจไม่เคยพูด เพราะไม่อาจก้าวล่วงศาลได้ แต่ฝ่ายไทยได้ทำดีที่สุด ละเอียดที่สุด โปร่งใสที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรซ้อน อย่างไรก็ตามไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรตนสบายใจ ส่วนการทำงานของฝ่ายทนายไทยกับรัฐบาลชุดนี้กับชุดที่แล้วยังทำเหมือเดิม เรียกว่าไม่มีลอยตัวทั้งงบประมาณ บุคลากร หรือกำลังใจก็ไม่มีความแตกต่าง ทั้งนี้ ขอขอบคุณจริงๆ กับข้อมูลที่ส่งให้ตน ถ้ามีอะไรดีก็ถือว่าเป็นผลงานร่วมกัน เพราะทุกคนให้ความร่วมมือกันทั้งหมด