
ทีมทนายไทยแฉ'เขมรกลับกลอก'
ไทยแถลงยก 2 ต่อศาลโลก ชี้ศาลไม่มีสิทธิ์รับตีความ 'อลินา' อัดซ้ำสร้างแผนที่เทียมเพื่อประโยชน์กัมพูชา 'วีรชัย'เชือดเขมรไม่มีความคงเส้นคงวาจ้องฮุบที่พิพาท4.6ตร.กม.
เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2556 ที่ศาลโลก กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทีมทนายตัวแทนประเทศไทย ขึ้นกล่าวชี้แจงต่อคณะผู้พิพาษาศาลระหวางประเทศ หรือศาลโลก รอบที่สอง โดย ศ.อแลง เปลเลต์ ทนายความ กล่าวชี้แจงต่อศาลโลกว่า สิ่งแรกที่ไทยต้องคลี่คลาย ในเรื่องอำนาจศาลโลกในการรับตีความเรื่องอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งเห็นว่า ศาลโลกยังไม่มีข้อมูลเพียงพอจากกัมพูชาที่ทำให้เชื่อได้ว่า มีข้อพิพาทเกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว หรือต้องมีความกำกวมในเนื้อหาของคำตัดสินของศาลโลกปี 2505 ที่ศาลได้รับพิจารณาตีความใน 3 เรื่อง แต่ขอย้ำว่า ครั้งนั้นศาลโลกปฏิเสธจะมีคำตัดสินในเรื่องเส้นเขตแดน อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่า กัมพูชาไม่สามารถยื่นขอตีความเรื่องอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร มาในรูปแบบของการตีความในคดีเดิมได้
ส่วนข้อกังขาของกัมพูชาในเรื่องการถอนทหารไทยออกนอกพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ซึ่งปัญหาที่ชัดเจนมีอยู่ว่า กัมพูชาไม่สามารถทำความเข้าใจในเนื้อหาคำตัดสินศาลโลก ปี 2505 แม้ได้อ้างแผนที่ในภาคผนวก 1 ทำให้ทราบว่า กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหารที่เป็นผลให้ไทยต้องถอนกำลังทหารออกนอกพื้นที่ปราสาทพระวิหารให้กัมพูชา และขอยืนยันว่า ไทยได้ถอนกำลังทหารไปแล้ว จะให้ถอนอีกไม่ได้ และที่ผ่านมาไทยไม่เคยนำกำลังทหารกลับเข้าไปในพื้นที่อีก ในความจริงกัมพูชาต้องการพื้นที่เพิ่ม ความอยากทำให้เกิดความหงุดหงิดใจ โดยเป็นผลในการที่กัมพูชาได้ยื่นตีความอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร ที่ทำให้ไทยและกัมพูชาต้องมายืนที่ศาลโลกในวันนี้
ชี้ศาลไม่มีสิทธิตีความตามเขมรขอ
"ข้าพเจ้าไม่สามารถรับฟังคำโต้แย้งกัมพูชาได้ โดยเฉพาะกัมพูชามาพูดทีหลังว่า ติดใจเรื่องที่ไทยได้ล้อมรั้วลวดหนามรุกล้ำมายังดินแดนกัมพูชา 2-3 เมตร ทั้งนี้ ขอสนับสนุนคำกล่าวของคู่ความ หากมีความเห็นต่าง ก็ต้องหารือและตีความร่วมกัน ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องเห็นตรงกันมากกว่าต่างกัน ในแง่ของข้อบทปฏิบัติการถ้าชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งวรรคหนึ่งของข้อบทปฏิบัติการ ไทยก็เห็นว่าปราสาทอยู่ในดินแดนกัมพูชาอยู่แล้ว แน่นอนว่า ไทยก็ต้องถอนกองกำลังทหาร ที่สอดคล้องกับวรรคสอง ของข้อบทปฏิบัติการ ที่แสดงให้เห็นถึงดินแดนอธิปไตยเหนือตัวปราสาท ที่เพียงพอแล้วและเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องตีความในเรื่องเส้นเขตแดนกันอีก ก็เมื่อปราสาทพระวิหารอยู่ในภายใต้อธิปไตยกัมพูชาอยู่แล้ว" ศ.เปลเลต์
"อลินา"อัดเขมรสร้างแผนที่เทียม
ขณะที่ น.ส.อลินา มิรอง ทนายความฝ่ายไทย ชาวโรมาเนีย ให้ถ้อยแถลงด้วยวาจาต่อคณะตุลาการศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) โดยย้ำถึงความคลาดเคลื่อนและความไม่ถูกต้องเกี่ยวกับแผนที่ภาคผนวก 1 หรือแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ตามที่ฝ่ายกัมพูชานำมาแสดงต่อคณะผู้พิพากษา โดยจากการค้นคว้าพบว่าในหอจดหมายเหตุของศาล พบว่าแผนที่ตามภาคผนวก 1 มีอยู่หลายฉบับ และแผนที่ฝ่ายกัมพูชานำมาอ้างอิง ไม่ระบุปีที่จัดทำอย่างแน่นอน ทราบเพียงว่าทำช่วงในปี 1900 ทั้งนี้ตามที่นายร็อคแมน บุนดี ทนายความฝ่ายกัมพูชา ชาวสหรัฐอเมริกา ระบุว่า แผนที่ที่กัมพูชาได้นำมาอ้างอิงมีความคล้ายคลึงกับแผนที่ที่จัดทำในปี 2011 จากการค้นคว้าพบว่าในคำร้องของปี 1962 รวมถึงหนังสือระหว่างนายทะเบียนศาลกับฝ่ายไทย พบว่ากัมพูชาได้ยื่นภาพถ่ายของแผนที่ไว้หลายฉบับ รวมถึงแผนที่ภาคผนวกหนึ่ง ที่ไทยได้รับเป็นเอกสารจำนวน 3 ชุด และลงวันที่ 20 มกราคม ปี 1960 ทั้งนี้ส่วนตัวได้เห็นแผนที่และได้สัมผัส ยืนยันว่า ไม่สามารถเลือกได้ว่ากัมพูชาใช้แผนที่ฉบับใดแน่นอน
น.ส.อลินา ให้ถ้อยแถลงต่อไปว่ากัมพูชาใช้จินตนาการในการถ่ายทอดเส้นของแผนที่เก่า ลงในแผนที่ที่ปัจจุบันทำให้เกิดข้อผิดพลาดในภูมิประเทศ ส่วนประเด็นที่ทนายฝ่ายกัมพูชาพยายามยกแผนที่ขนาดใหญ่ และตีความในดินแดนใกล้เคียงว่า เป็นเส้นเดียวกันกับแผนที่ของภาคผนวก 1 หรือแผนที่ฉบับที่ 3 ซึ่งมีความแม่นยำคลาดเคลื่อนจากภูมิประเทศที่แท้จริง ทั้งนี้กัมพูชาได้ทำแผนที่ที่ 4 ขึ้นมา โดยไม่มีพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจน โดยกัมพูชาพยายามปฏิเสธที่จะใช้เส้นสันปันน้ำ ตามที่สนธิสัญญาได้ระบุให้ใช้แนวสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน ดังนั้นทำให้กัมพูชาได้ใช้วิธีการสร้างแผนที่เทียม โดยไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่
อัดใช้ทฤษฎีแบบไสยศาสตร์
ขณะที่ ศ.โดนัลด์ เอ็ม แม็คเรย์ ทนายความฝ่ายไทย กล่าวว่า กัมพูชาที่ได้ให้ถ้อยคำต่อศาลโลกไม่ว่าด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร ที่ได้นำบทปฏิบัติการวรรคหนึ่งและวรรคสองมาปนกัน โดยต้องการสร้างความสับสน หากพิจารณาตามคำพิพากษาของศาลโลก เมื่อปี 1962 ผู้พิพากษาได้ระบุเพียงพื้นที่ที่ตัวปราสาทพระวิหารที่กัมพูชามีอธิปไตยเหนือ คือ พื้นที่สามเหลี่ยมของขอบหน้าผาและมีความลาดเอียงไปทางเหนือ โดยไม่ระบุถึงข้อความที่บ่งชี้ถึงเรื่องพื้นที่พิพาทหรือพื้นที่บริเวณใกล้เคียงรอบปราสาท อย่างไรก็ตามกัมพูชาไม่ยอมรับความจริงในส่วนที่คำพิพากษาในปี 1962 ไม่เกี่ยวกับเรื่องดินแดน หรือเขตแดน และได้มีการคาดคะเนเอาเองว่า ศาลหมายความไว้ว่าอย่างไร ทั้งนี้ในพจนานุกรมของกัมพูชา ได้ให้ความหมายคำว่าขอบดินแดน คือ เส้นแผนที่ ทำให้กัมพูชาได้เปลี่ยนตรรกะอย่างน่าทึ่งว่า บริเวณใกล้เคียง คือ ดินแดนของกัมพูชา และถือเป็นเส้นเขตแดนของประเทศกัมพูชา
“การตีความคำว่าบริเวณใกล้เคียง ของเซอร์แฟรงคลิน เบอร์แมน ทนายความฝ่ายกัมพูชาเป็นการใช้ทฤษฎีแบบไสยศาสตร์ โดยมองข้ามคำพิพากษา และไม่สนใจข้อเท็จจริง เมื่อศาลตัดสินสิ่งที่เป็นคุณกับกัมพูชาแล้ว ก็ได้เปลี่ยนจากพื้นที่ปราสาท ไปเป็นบริเวณอื่นที่กว้างกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้การคาดคะแน หรือลูกแก้วเท่านั้น เรื่องที่โวยวายมากที่สุด คือ มติ ครม. เมื่อปี 1962 เส้นแผนที่สีแดง และรั้วลวดหนาม ที่ไม่มีพันธกิจที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งตรงกับสุภาษิตโบราณว่า พยายามอ้างกฎหมาย ทั้งที่กฎหมายไม่เกี่ยวข้องกัน” ทนายความฝ่ายไทย ชาวแคนาดา-นิวซีแลนด์ กล่าว
ตอกเขมรไม่มีความคงเส้นคงวา
ด้านนายวีรชัย พลาศรัย แถลงสรุปต่อศาลโลกว่า ขอย้ำ ค่านิยม ซึ่งเป็นแนวทางหลักการของไทยว่า ไทยมีความคงเส้นคงวามาโดยตลอดว่า ศาลไม่ได้มีอำนาจตัดสินเขตแดน และที่ผ่านมาไทยก็ทำตามคำพิพากษาของศาลโลกอย่างเคร่งครัด แม้ว่าในแนวเส้นสันปันน้ำแสดงว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในฝั่งไทย แต่ไทยก็ทำตามคำพิพากษา ขณะเดียวกันไทยเห็นว่าจุดยืนของกัมพูชามีความไม่คงเส้นคงวาโดยตลอด เช่น 1959 ยื่นคำร้อง 2 ข้อ แต่พอ 1962 ขอเพิ่มอีก 3 ข้อ รวมเป็น 5 ข้อ และตั้งแต่ปี 1959 ถึงตอนนี้ กัมพูชายื่นแผนที่ภาคผนวก 1 ฉบับหนึ่ง แต่ตอนนี้ยื่นอีกฉบับหนึ่ง
"นอกเหนือจากนิสัยที่ชอบแย่งหลักฐานของเราไปใช้ จุดยืนก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความไม่คงเส้นคงวา โดยเมื่อปี 1959 ขอให้พิพากษาเรื่องบูรณภาพเหนือปราสาท แต่ถูกศาลปฏิเสธ กัมพูชาในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต โดยเมื่อปี 1959 ยื่นแผนที่ภาคผนวกให้ศาล ที่แสดงเส้นสันปันน้ำว่าปราสาทอยู่ฝั่งกัมพูชา แต่กัมพูชาปัจจุบันคนละเรื่อง ยื่นเส้นเทียม เพื่อแสดงขอบเขตดินแดน มีการปลอมแปลงจนจำไม่ได้ กัมพูชากลับแย้งแผนที่แสดงเส้นสันปันน้ำเสียเอง เพราะกระทบข้อเรียกร้องเรื่องดินแดนที่ใหญ่ขึ้น และยังมีความไม่ชัดเจนเรื่องวิธีการถ่ายทอด ที่ไม่ยอมรับรั้วลวดหนาม ป้าย แต่ในปี 1963 องค์ประมุขของกัมพูชา ตรัสว่า เส้นแตกต่างแค่ 2-3 เมตร เล็กน้อย ไม่สำคัญ แต่ปัจจุบันกัมพูชาจะมาเอาพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ดังนั้นเห็นว่า ศาลไม่มีอำนาจตามคำขอของกัมพูชา เพราะมันไม่มีมูล ไม่มีเหตุผลที่จะตีความ" นายวีรชัย กล่าว
"ปึ้ง"ชมทนายเจ๋งแต่ยังมีข้อกังวล
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า มีความมั่นใจในทีมทนายของไทย เพราะได้ชี้แจงครบทุกประเด็น เพื่อให้ศาลได้เห็นถึงความตั้งใจของกัมพูชาที่จะให้เกิดการตีความใหม่ให้ได้ ส่วนการปิดคดีของทูตวีรชัยก็ทำได้ดีมาก เพราะท่านทำให้เห็นว่า กัมพูชามีความคิดเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในความไม่คงเส้นคงวา และเชื่อว่า ศาลจะเข้าใจในสิ่งที่ไทยนำเสนอเป็นอย่างดี จึงมีความมั่นใจต่อทีมกฎหมายของฝ่ายไทยเป็นอย่างมาก ส่วนข้อกังวลของฝ่ายไทยนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่เกรงว่า ศาลโลกอาจจะรับพิจารณาตัดสินในเรื่องดินแดนรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งตรงนี้ได้มีการพูดคุยกัน แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ไทยชี้แจงจะทำให้ศาลเข้าใจเป็นอย่างดี
"การตัดสินว่าเราจะเสียดินแดนหรืออะไรนั้นเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ แต่สิ่งที่เราทำในวันนี้เป็นการร่วมต่อสู้ที่ทำได้ดีที่สุด และทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีการประเมินพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง" นายสุรพงษ์ กล่าว
คมชัดลึกจัดถกศึกศักดิ์ศรี...ในศาลโลก?
ยกสุดท้ายไทยจะแถลงปิดอย่างไร หมัดเด็ดไทยวันนี้มีอะไรบ้าง รายการ "คม ชัด ลึก" ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชนแนล มีคำตอบให้ ในตอน "ศึกศักดิ์ศรี...ในศาลโลก?"
นายอัครพงษ์ ค่ำคูณ จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การสู้ความในศาลโลกครั้งนี้ยังคงตอกย้ำประเด็นเดิม คือ กัมพูชาโกหก คือ เราได้ทำตามที่ศาลโลกเมื่อปี 2505 สั่งทุกอย่างแล้ว แต่การสู้คดีครั้งนี้ คือการสู้กันตรงที่กัมพูชาขอให้ศาลพิจารณาใหม่ว่า เส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ซึ่งเมื่อปี 2505 ศาลโลกเคยบอกไปแล้วว่า ไม่สามารถพิจารณาได้
นอกจากนี้ สิ่งที่ฟังมาสองวันคือ ไทยพยายามยืนยันว่าคำตัดสินของศาลโลกเมื่อปี 2505 บอกว่าตัวประสาทเท่านั้นเป็นของกัมพูชา แต่ใต้ปราสาทไม่ใช่ของกัมพูชา โดยศาลได้พิจารณาจากแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ลงความเห็นว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยกัมพูชา แต่เมื่อกัมพูชาบอกให้ไทยถอนทหารออกมาจากบริเวณใกล้เคียง ซึ่งศาลก็ไม่ได้ระบุว่าบริเวณใกล้เคียงอยู่ตรงไหนบ้าง แต่ประเด็นของตัวปราสาทนั้น ทนายของทั้งสองฝ่ายก็ยอมรับตามนั้น ซึ่งถือว่ากัมพูชาชนะแล้ว
นายอัครพงษ์กล่าวด้วยว่า จากการแปลความ ณ วันนี้ เท่ากับว่าเรารับแล้วว่าบริเวณโดยรอบปราสาทตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งไม่ใช่เรื่องของเส้นสันปันน้ำที่เราเคยยึดถือ ซึ่งประเด็นนี้เหมือนทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันแล้ว แต่ก็อาจไม่ใช่ประเด็นหลักในการต่อสู้ เนื่องจากเราต้องทำความเข้าใจว่า การที่มาคุยกันวันนี้ ไม่ใช่มาพูดเรื่องเขตแดน แต่จะพูดเฉพาะเรื่องอาณาบริเวณโดยรอบประสาทพระวิหาร หรือ Vicinity
ดร.สมปฤณ นิยมไทย อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า ตามที่มีคำพิพากษาเมื่อปี 2505 กัมพูชาไม่เคยสนใจในอาณาเขตบริเวณโดยรอบส่วนนี้เลย แต่ทำไมตอนนี้ถึงอยากได้ ฉะนั้นตามที่ผู้พิพากษาอับดุลกาวี อาห์เหม็ด ยูซุฟ ของศาลโลกขอให้ทั้งสองฝ่ายไปกำหนดเขตบริเวณโดยรอบมาให้ดูนั้น หากเห็นตรงกันก็จบ แต่วันนี้กัมพูชากำลังทำเนียนเพื่อที่จะกำหนดพื้นที่มากกว่านี้ คือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร
คำว่า อาณาเขตบริเวณโดยรอบปราสาท ต้องตีความว่าเป็นของกัมพูชาหรือไม่ ซึ่งวันนี้กัมพูชากำลังมาบอกว่า ศาลต้องเข้าใจโดยดุษณีว่า ถ้าศาลตัดสินว่าปราสาทเป็นของกัมพูชา ฉะนั้นก็ต้องตัดสินด้วยว่าเขตแดนของกัมพูชาอยู่ตรงไหน ซึ่งวันนี้กัมพูชากำลังตีขลุมว่า ปราสาท ประเทศ ดินแดน ของเขาอยู่ตรงไหน ตามที่ "ฮอร์ นัมฮง" พูดเมื่อวันปิดคดีว่า "หากศาลไม่ตัดสินเขตแดน ทั้งสองประเทศจะอยู่กันโดยไม่มีสันติภาพ"
ดร.สมปฤณยังชี้ด้วยว่า การที่ทนายความของไทยได้ชี้ให้เห็นว่า อำนาจอธิปไตยของกัมพูชาอยู่เฉพาะตัวปราสาท แต่กัมพูชากำลังตีขลุมว่า อาณาเขตของกัมพูชาอยู่ตามเส้นในแผนที่ภาคผนวก 1 หรือแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งกำลังจะหาเรื่องว่า ไทยกำลังละเมิดคำสั่งศาล
อย่างไรก็ตาม ไทยได้พยายามต่อสู้ว่า ตอนนี้ที่กำลังสู้กันอยู่ว่านั้นไม่ได้พูดเรื่องเส้นเขตแดน เพราะศาลไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องเขตแดน ไม่ว่าจะเป็นเส้นใดในแผนที่ ศาลก็ไม่มีอำนาจตัดสิน แม้ว่าการที่กัมพูชาจะสอดแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน เข้ามาเพื่อหวังจะได้ดินแดน 4.6 ตร.กม. ก็จะถือว่าไม่ใช่สิ่งที่ศาลโลกเคยตัดสินไว้



