
'กิตติรัตน์-กรณ์'ดีเบตการคลังต่างทฤษฎี
'กิตติรัตน์-กรณ์' สองขุนคลังจัดหนัก 'วิพากษ์-แจกแจง' ปมกู้เงิน 2 ล้านล้าน และวินัยการคลังที่ต่างมุมมอง 2 ทฤษฎี
นั่นคือประเด็นร้อนๆ ที่เกิดขึ้นในงาน ดีเบตการกุศลครั้งประวัติศาสตร์หัวข้อ "อนาคตประเทศไทย" ที่มหาวิทยาลัยเนชั่น หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และเครือเนชั่น จัดให้นักการเงิน การคลัง ระดับขุนคลังคนสำคัญของประเทศอย่าง กิตติรัตน์ ณ ระนอง และ กรณ์ จาติกวณิช มาพบแลกเปลี่ยนทัศนะกันบนเวที โดยมี สุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมสื่อสารด้วยในฐานผู้ดำเนินรายการ
บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นสร้างสีสันและเรียกเสียงฮือฮาด้วยการเปิดเพลง "คู่กัด" ของเบิร์ด- ธงไชย แมคอินไตย ซึ่ง สุทธิชัย ตั้งคำถามกับทั้งสองคนว่าเป็นเหมือนเพลงหรือไม่ สองขุนคลังต่างปฏิเสธ บอกเป็นเพียง คู่พิพาท ที่มีจุดยืนต่างกันเท่านั้น
ก่อนที่จะให้ทั้ง 2 คนแสดงความคิดเห็นในแต่ละประเด็นก็มีการเรียกน้ำย่อยด้วยการที่พิธีกรขอให้ทั้งคู่ตอบคำถามเพียงว่าใช่หรือไม่ใช่ ชอบหรือไม่ชอบ ดีหรือไม่ดีเท่านั้น
เริ่มจากการลดดอกเบี้ย กิตติรัตน์ ซึ่งสวมหมวกรองนายกฯ และ รมว.คลัง ในรัฐบาล "ปู" ตอบว่า ใช่ ขณะที่ กรณ์ ซึ่งก็มีดีกรีขุนคลังมือ 1 สมัยรัฐบาล "มาร์ค" เหมือนกัน ตอบว่า ไม่ชอบ คำถามต่อไปเป็นเรื่องของเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท กิตติรัตน์ ตอบว่า ชอบ ส่วน กรณ์ ตอบว่า ไม่ชอบ ตามมาด้วยเรื่องเงินทุนไหลเข้า กิตติรัตน์ ตอบว่า เป็นปัญหาจริง แต่ กรณ์ ปฏิเสธว่าไม่จริง
ส่วนเรื่องของฟองสบู่ภาคอสังหาฯ 2 ขุนคลัง กลับเห็นพ้องกันว่า ไม่มี ขณะที่เรื่องจำนำข้าว กิตติรัตน์ ย้ำว่าดี แต่ กรณ์ เห็นแย้ง เช่นเดียวกันเรื่องวินัยการคลัง กิตติรัตน์ บอกว่ายังดีอยู่ ขณะที่ กรณ์ เห็นในทางตรงกันข้าม
กระนั้น มีความเห็นที่ทั้งคู่เห็นตรงกันคือเศรษฐกิจไทยต้องกระตุ้นและเศรษฐกิจดีขึ้นจริง แต่เรื่องคอร์รัปชั่นเห็นต่างกันอีกครั้ง เมื่อ กิตติรัตน์ มองว่าไม่แย่ลง แต่ กรณ์ ย้ำว่าแย่ลง
ส่วนคำถามที่เรียกเสียงฮาเห็นจะเป็นที่พิธีกรถามว่า แมลงสาบดีหรือไม่ ทั้งสองประสานเสียงว่าไม่ดี และเรื่องของโกหกสีขาว (ไวท์ไลน์) ดีหรือไม่ กิตติรัตน์ บอกว่าเมื่อจำเป็นก็ดี แต่ กรณ์ บอกว่าไม่ดีแน่นอน จนกระทั่งบนจอปรากฏภาพของนายกรัฐมนตรี พิธีกรถามว่าดีและเก่งหรือไม่ กิตติรัตน์ ตอบทันทีว่า ดี ส่วน กรณ์ ขอผ่านไม่ตอบคำถามนี้
จากนั้นเป็นรูปของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งคู่ตอบว่าดีเหมือนกัน สุดท้ายเป็นรูปของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กิตติรัตน์ ไม่ลังเลที่จะตอบว่า ดี ขณะที่ กรณ์ ก็ไม่ได้สร้างเซอร์ไพรส์ เพราะเขาตอบว่า ไม่ดี
เมื่อผู้ดำเนินรายการนำเข้าสู่ประเด็นที่ 2 ขุนคลังมีความเห็นแตกต่างกัน เริ่มจาก การกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท
กรณ์ย้ำ ว่า เห็นด้วยที่ไทยจำเป็นต้องมีการลงทุน แต่ยังเห็นต่างในเรื่องรายละเอียดและโครงการลงทุนในเอกสารแนบท้ายร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน โดยมองว่าโครงการที่ไม่พร้อม หรือยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ อย่างรถไฟความเร็วสูงนั้น ไม่ควรนำเข้ามาไว้ในแผน ซึ่งใช้เงินเกือบครึ่งหนึ่งของการกู้ครั้งนี้ พร้อมตั้งคำถามว่าควรจะเอาไปใช้ลงทุนด้านอื่นที่จำเป็นด้วยหรือไม่ เช่น ระบบการศึกษา สาธารณสุข ที่สำคัญการใช้เงิน 2 ล้านล้านบาทสามารถใส่ไว้ในงบประมาณปกติได้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบการใช้เงินไม่ใช่มากู้เงินนอกงบประมาณเช่นนี้
ขณะที่ กิตติรัตน์ ตอบโต้ว่า นโยบายการคลังที่ กรณ์ ทำไว้ก็ต้องการลดการขาดดุลงบประมาณใช่หรือไม่ และตนก็ทำตามกรอบที่วางไว้แล้ว มีการลดการขาดดุลลงทุกปี อีกทั้งงบประมาณลงทุนมีจำกัดในการจะลงทุนขนาดใหญ่ที่จะทำแบบต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลได้จัดลำดับความสำคัญของการลงทุนไว้แล้ว และเห็นว่าขณะนี้เป็นโอกาสดีที่จะลงทุนด้านระบบราง หากในอนาคตเศรษฐกิจโตมีรายได้เข้ามามากขึ้นก็สามารถนำเงินไปลงทุนด้านอื่นๆ ได้
กรณ์ หักล้างว่า การที่รัฐบาลบอกว่า การลงทุนจะช่วยให้จีดีพี โต 1% ในแง่ความคุ้มค่าการลงทุนมีไม่ถึงครึ่งของเม็ดเงินที่ใช้ อย่างรถไฟความเร็วสูงหากคิดตามราคาที่กำหนดเบื้องต้น 2 พันบาทต่อเที่ยว จะทำให้ขาดทุนทันที 0.7% บวกค่าดอกเบี้ยเงินกู้อีก 5% รวมรัฐต้องชดเชยปีละ 2-2.5 หมื่นล้านบาท และผู้ใช้บริการก็ต้องเป็นคนมีเงินเท่านั้น ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ขณะที่ กิตติรัตน์ แจงว่าคนที่มีกำลังซื้อและโดยสารเครื่องบินก็มีอยู่มากน่าจะหันมาใช้รถไฟแทน
ส่วนที่ถูกตั้งคำถามว่า จำเป็นต้องออกเป็น พ.ร.บ.กู้เงินหรือควรยึดวินัยทางการคลังดี กิตติรัตน์ ชี้แจงว่า ไม่ห่วงเรื่องหนี้และยอมรับว่า อาจทำในสิ่งที่ขัดหลักการที่ล้าสมัย เพราะคนที่กู้เงินได้ต้นทุนต่ำที่สุดคือรัฐบาล จึงเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีคลัง และรัฐคงต้องเป็นแกนนำในการลงทุนระบบราง เพราะเอกชนคงไม่ลงทุนหากไม่ได้รับผลตอบแทนที่จูงใจพอ
กิตติรัตน์ บอกด้วยว่า การจ่ายดอกเบี้ย 5% ก็เป็นการคิดไว้สูงสุด หากกู้จริงอาจต่ำกว่านี้และปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มีภาระจ่ายดอกเบี้ยในการออกพันธบัตรมาดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินอยู่แล้ว ทำให้มีเงินกองอยู่กว่า 3 ล้านล้านบาทที่ควรจะนำออกมาใช้ประโยชน์ โดยจ่ายดอกเบี้ยให้ประชาชนในประเทศแทนที่จะให้ต่างชาติเข้ามากินส่วนต่างดอกเบี้ย
กรณ์ แย้งทันทีว่า วินัยการคลังไม่ใช่เรื่องที่ล้าสมัย แต่เป็นเรื่องที่ต้องรักษาไว้ ดูจากปัญหาวิกฤติหนี้ในยุโรปและสหรัฐเป็นตัวอย่าง การที่ รมว.คลังพูดว่าล้าสมัยจึงน่าเป็นห่วง ที่สำคัญ การที่ไทยรอดวิกฤติมาได้ก็เพราะกรอบกฎหมายและการยึดวินัยการคลังในอดีต การพูดของ รมว.คลัง เช่นนี้เป็นการทรยศต่อตำแหน่ง
สุดท้ายผู้ดำเนินรายการหยิบยกเรื่องการจำนำข้าวขึ้นมาเป็นประเด็นให้ 2 ขุนคลังถกเถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
กิตติรัตน์ ยืนยันว่า จำนำข้าวไม่ได้ขาดทุนมากถึง 1.7 แสนล้านบาท ตามที่คู่ดีเบตอ้าง และความจริงเป็นการเพิ่มรายได้ให้ชาวนาด้วยซ้ำ ขณะที่ กรณ์ แย้งว่า เม็ดเงินไม่ได้ตกถึงมือชาวนาส่วนใหญ่ 4 ล้านคน แต่กระจุกอยู่ที่ 1.4 ล้านคนเท่านั้น แถมยังมีการรั่วไหลทุจริตง่าย ทำให้ข้าวไทยสูญเสียตลาด เพราะแพงกว่าเพื่อนบ้าน ซึ่ง กิตติรัตน์ ยอมรับว่ามีการทุจริตจริงและได้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดไปแล้ว
แม้บนเวทีทั้งสองฝ่ายจะไม่ยอมกัน แต่เมื่อจบการดีเบตก็ผลัดกันเอ่ยชมแต่ละฝ่าย และยืนยันว่าโดยส่วนตัวไม่ได้มีปัญหากัน เพียงแต่ทำหน้าที่ต่างกันและมีความคิดเห็นต่างกันเท่านั้น
.........
(หมายเหตุ : 'กิตติรัตน์-กรณ์' ดีเบตประเทศไทย...การคลังต่างทฤษฎี)



