ข่าว

'มาร์ค'แจง'ปปช.'ปมถอดถอน'บิ๊กโอ๋'

'มาร์ค'แจง'ปปช.'ปมถอดถอน'บิ๊กโอ๋'

19 เม.ย. 2556

'อภิสิทธิ์' ให้ถ้อยคำ 'ปปช.' ปมถอดถอน 'สุกำพล' แทรกแซงโผโยกย้ายนายทหาร มั่นใจทีมทนายไทยสู้กัมพูชาได้ทุกประเด็น แนะจับตา 'เฉลิม' ชงนิรโทษฯช่วย 'ทักษิณ'

 

                       19 เม.ย.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.  กรณีขอให้ถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลและมีคำสั่งย้ายนายทหารชั้นนายพลของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมโดยมิชอบว่า จะยืนยันข้อเท็จจริงซึ่งได้มีการเสนอในการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว โดยมีหลักฐานชัดว่ารมว.กลาโหม มีการปฏิบัติฝ่าฝืน รธน.และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายแต่งตั้ง เช่น ระเบียบกระทรวงกลาโหม จากเทปเสียงที่มีการนำเสนอในสภาและรมว.กลาโหมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ใช่เสียงของตัวเอง แต่พยายามตั้งคณะกรรมการสอบเกี่ยวกับเทปเสียงก็น่าจะเป็นการยืนยันได้ว่าเป็นเสียงของรมว.กลาโหม ซึ่งตนคิดว่าหลักฐานชัดที่สุด มีเสียงว่าพูดอย่างไร และเจ้าตัวก็ไม่ได้ปฏิเสธ โดยสิ่งที่ทำผิดข้อกฎหมายชัดเจน

                       นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พล.อ.อ.สุกำพล จะอ้างว่าเป็นการประชุมภายในไม่ได้เพราะไม่ว่าจะประชุมภายในหรือภายนอก การกระทำก็ขัดต่อหลักกฎหมายเพราะแทรกแซงและกระทำการเกินอำนาจหน้าที่ของตนเอง เนื่องจากกฎหมายเขียนไว้ให้มีคณะกรรมการในส่วนราชการและคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะเพื่อพิจารณากลั่นกรองไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีที่จะไปสั่งให้เสนอชื่อใครมา ทั้งนี้ยังคาดหวังว่า ป.ป.ช.จะพิจารณาได้เร็ว เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่ซับซ้อน ข้อกฎหมายก็ชัดเจน

 

'อภิสิทธิ์' มั่นใจทีมทนายไทยสู้กัมพูชาได้ทุกประเด็น

 

                       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารของฝ่ายไทยในการแถลงด้วยวาจาต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศรอบสุดท้ายว่า นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก หัวหน้าทีมกฎหมายฝ่ายไทยยืนยันแล้วว่า จะหักล้างกัมพูชาในทุกประเด็น ซึ่งตนก็ไม่อยากให้ตกหล่น ทั้งเรื่องข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าศาลจะหยิบจุดไหนมาเป็นหลักในการพิจารณาตัดสิน และตนมั่นใจในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ทีมทนายของไทยนำเสนอไปว่าอยู่บนความถูกต้องที่เหลือจึงต้องทำให้สมบูรณ์ที่สุดอย่าให้มีช่องว่าง ส่วนกรณีที่นายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงปิดคดีโดยนะบุว่าสองประเทศจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ได้ถ้าศาลไม่ตัดสินตามคำขอของกัมพูชานั้น ตนเห็นว่าไทยต้องยืนยันข้อเท็จจริงว่า ในอดีตที่ผ่านมาไทยไม่เพียงแต่พยายามไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้น แต่ในบางช่วงไทยยังไปช่วยให้เกิดสันติภาพในกัมพูชาด้วยซ้ำตอนที่เขามีปัญหา จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่ไทยจะไปใช้กำลังหรือความรุนแรงรุกรานกัมพูชา

                       ผู้สื่อข่าวถามว่า กัมพูชาประกาศพร้อมใช้กำลังแต่รัฐบาลไทยกลับยืนยันแต่เรื่องการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะส่งผลอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราก็อยากให้มีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ต้องอยู่บนความเคารพอธิปไตยและสิทธิของกันและกัน รัฐบาลไทยต้องยืนยันให้หนักแน่นตรงนี้ ส่วนผลจากคำพิพากษาจะเป็นอย่างไรคงวิเคราะห์ล่วงหน้ายากเพราะศาลมีทางเลือกหลายทาง แต่การนำเสนอของไทยต้องย้ำไปที่ข้อเท็จจริงที่กัมพูชาพยายามขอให้ศาลทำความชัดเจนเกี่ยวกับคำพิพากษาเดิมทั้งที่มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ตัดสินในเรื่องเขตแดน ไม่ยอมรับสถานะแผนที่ 1:200,000 ว่าเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน และข้อพิพาทในขณะนั้นมีการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยไปแล้ว ประเด็นหลักอยู่ตรงนี้

                       “รัฐบาลว่าไม่ควรชี้นำสังคมผ่านสื่อมวลชนของตัวเองว่าไทยอาจพ่ายแพ้ในคดีนี้ เพราะหน้าที่คือการต่อสู้คดีจนถึงที่สุดและต้องช่วยกันให้เกิดความเข้าใจกับประชาคมโลกที่อาจจะไม่มีโอกาสติดตามปัญหานี้ตั้งแต่ปี 2505 ทำให้ทราบเพียงวากัมพูชาเคยชนะคดีเท่านั้นทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา จึงควรใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจกับประเทศอื่นๆเพิ่มเติม“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

'อภิสิทธิ์' แนะจับตา 'เฉลิม' ชงนิรโทษฯช่วย 'ทักษิณ'

 

                       หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงสภาผู้แทนราษฏรมีมติเลื่อนร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมขึ้นมาเป็นวาระแรกในการประชุมสภาสมัยหน้าว่า รู้สึกหนักใจ ที่รัฐบาลเดินหน้าเอาเรื่องแบบนี้มาเป็นเรื่องสำคัญและพยายามทำให้เกิดบรรยากาศการเผชิญหน้า ซึ่งไม่เป็นผลดี ส่วนร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่จะเสนอในสมัยประชุมหน้านั้น อยากให้จับตาดูให้ดีเพราะมีโอกาสที่จะนำร่างนี้ไปรวมกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีการเลื่อนขึ้นมาพิจารณาในวาระแรก โดยเนื้อหาในกฎหมายของร.ต.อ.เฉลิมกลับไปสูตรเดิมคือการช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตนไม่คิดว่าจะเป็นการนับหนึ่งประเทศอย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอ้าง แต่เป็นการถอยหลังประเทศ เพราะถ้าเราปล่อยให้กฎหมายในบ้านเมืองไม่ศักดิ์สิทธิ คนมีเงิน มีอำนาจ อยู่เหนือกฎหมายได้

                       “ผมยืนยันว่าทั้งผมและนายสุเทพ พร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และพร้อมยอมรับคำตัดสินของกระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง เพราะถือว่าเรื่องของบ้านเมือง เรื่องกฎ กติกาของบ้านเมืองต้องมาก่อนเรื่องผลประโยชน์ของตัวบุคคล ถ้าจะให้เกิดการปรองดองที่แท้จริงทุกคนต้องยอมรับกระบวนการยุติธรรม และกระบวนการให้อภัยก็เป็นคนละหลักกับการนิรโทษกรรม เพราะการให้อภัยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการยอมรับแล้วว่าทำผิดและคนทำผิดมีความสำนึก เราจึงให้โอกาสด้วยการให้อภัย แต่การนิรโทษคือการประกาศว่าการกระทำเหล่านั้นไม่เป็นความผิด” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

                       นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.และส.ว. แถลงการณ์ไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญกรณีรับวินิจฉัยคำร้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาตามมาตรา 68 ว่า เป็นเรื่องไม่ดีเพราะจะทำให้เกิดการขัดแย้งระหว่างองค์กรมาขึ้น ตนอยากให้มองว่าในหลายคดีศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พิจารณาในลักษณะที่เป็นโทษหรือเป็นคุณกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตลอดเวลา ควรจะเปิดโอกาสให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำงานของตนเอง

 

'อภิสิทธิ์' วอน 'กิตติรัตน์-ประสาร' หันหน้าคุยกัน

 

                       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ออกมาระบุว่าอยากปลด นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ทุกวัน ที่ไม่ยอมลดดอกเบี้ยนโยบายตามที่ต้องการว่า ท่าทีของนายกิตติรัตน์แบบนี้ถือว่า ไม่ยอมรับกติกาในเรื่องความเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทย และสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้คนมองว่าธนาคารกลางของประเทศไม่สามารถที่จะมีอิสระในการรักษาวินัยทางการเงินได้ ซึ่งเป็นเรื่องอันตราย ตนเห็นว่าควรหาโอกาสทำความเข้าใจกันมากกว่าว่า ตรงไหนที่ประเมินสถานการณ์ไม่ตรงกันและถ้าอยากให้ดอกเบี้ยลดเป็นเพราะอยากแก้ปัญหาอะไรก็ต้องมาคุยกันว่าใครมีเครื่องมืออะไรบ้างและใครควรใช้เครื่องมืออะไรด้วยเหตุด้วยผล