ข่าว

'นพดล'ยันย้าย'ทูตวีรชัย'ไม่เกี่ยวปมพระวิหาร

'นพดล'ยันย้าย'ทูตวีรชัย'ไม่เกี่ยวปมพระวิหาร

19 เม.ย. 2556

'นพดล' อัดกลับ 'ปชป.' ยันย้าย 'ทูตวีรชัย' เมื่อ 5 ปีที่แล้วไม่เกี่ยวประเด็นปราสาทพระวิหาร จ่อฟ้องกลับ 'ปปช.' หลังกล่าวหาฝักใฝ่กัมพูชา

 

                         19 เม.ย.56 นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าให้ตนไปต่อสู้คดีที่ ป.ป.ช.ฟ้องต่อศาลฎีกาว่า ตนรู้สึกผิดหวังในตัวโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ที่ตอบไม่ตรงประเด็น เพราะไปยืมปากทนายกัมพูชามาด่าพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนว่าไปรับรองแผนที่ 1: 200,000 แต่พอตนปฏิเสธไปว่าพวกเราไม่เคยรับรองแผนที่นี้ตามที่นายชวนนท์กล่าวหา นายชวนนท์ก็แถไปเรื่องอื่นว่าให้ตนไปต่อสู้คดีที่ ป.ป.ช.ฟ้องต่อศาลฎีกา

                         ทั้งนี้ตนอยากจะบอกนายชวนนท์ว่า คดีนี้ ป.ป.ช.กล่าวหาว่าตนละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ซึ่งข้อหาไม่ได้รุนแรงเหมือนข้อหาสั่งให้ฆ่าประชาชน 96 ศพ ตนไปสู้คดีแน่ เพราะตนเป็นผู้ปกป้องดินแดนพื้นที่ทับซ้อน เป็นผู้บริสุทธิ์ คดีนี้อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องตนแล้ว แต่ ป.ป.ช. ก็อยากจะฟ้องให้ได้ และไปขอให้สภาทนายความยื่นฟ้องตน และคำฟ้องก็เลอะเทอะ ไร้สาระ เข้าข่ายฟ้องเท็จหลายตอน เช่น กล่าวหาเท็จว่าตนมีพฤติกรรมฝักใฝ่กัมพูชา ซึ่งตนจะฟ้องกลับ ป.ป.ช เพราะตนเป็นผู้ป้องกันไม่ให้กัมพูชาฮุบที่ดินพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร แล้วจะไปฝักใฝ่กัมพูขาได้อย่างไร

                         นายนพดล กล่าวอีกว่า ขอย้ำว่า ถ้าไม่มีคำแถลงการณ์ร่วม กัมพูชาเอาพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว แต่เพราะเอกสารชิ้นนี้เขาจึงยอมตัดพื้นที่ทับซ้อนออก และขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น นี่คือผลงานของพรรคพลังประชาชนและนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปกป้องดินแดนพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเอาไว้ แม้แต่ท่านทูตวีรชัย และศาสตราจารย์เปลเล่ ทนายของไทยชาวฝรั่งเศสก็กล่าวแถลงด้วยวาจาต่อศาลโลกถึงผลลัพธ์ของคำแถลงการณ์ร่วมว่า กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น ซึ่งน่าเสียดายที่ความดีของคำแถลงการณ์ร่วมพรรคประชาธิปัตย์ลำบากใจที่จะยอมรับ

                         ส่วนกรณีที่นายชวนนท์กล่าวหาว่าตนย้ายทูตวีรชัยเพราะความเห็นแตกต่างกันเรื่องปราสาทเขาพระวิหารนั้น เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง การย้ายหมุนเวียนข้าราชการเป็นเรื่องปกติ และเรื่องนี้เกิดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งนายชวนนท์จับแพะชนแกะมาโจมตีตน ขอย้ำว่าการย้ายทูตวีรชัยไม่เกี่ยวกับประเด็นปราสาทพระวิหารแต่อย่างใด

 

'โฆษกรัฐบาล' สวน 'ปชป.' ปัด 'นายกฯ' ตีสองหน้ากม.นิรโทษฯ

 

                         นพ.ทศพร เสรรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เลิกตีสองหน้าปฎิเสธรัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่า นายกฯมี 2 ฐานะคือเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารราชการแผ่นดิน สั่งการรัฐมนตรีได้ทุกกระทรวง ทบวง กรม อีกฐานะหนึ่งเป็นแค่ 1 ใน 500 ส.ส. และเป็น 1 ใน 650 สมาชิกรัฐสภา ไม่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ทิศทางในสภาได้ พรรคประชาธิปัตย์น่าเข้าใจตรงนี้ดี

                         ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็หาเหตุผลมาหักล้าง ไม่ใช่มาพูดกระแนะกระแหน อย่างการปฎิวัติรัฐประหารเมื่อปี 49 คณะทหารอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 นิรโทษกรรมให้ตัวเอง ไม่เห็นพรรคประชาธิปัตย์ออกมาคัดค้าน พอประชาชนจะนิรโทษกรรมให้ตัวเองสืบเนื่องจากกรณีเดียวกัน แต่ออกมาคัดค้านตลอด

 

'พท.' ยกย่อง 'รัฐบาล' สู้เพื่อชาติ

 

                         นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการแถลงคดีปราสาทพระวิหารด้วยวาจาต่อศาลโลกว่า พรรคเพื่อไทยขอยกย่องและชื่นชมนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และทีมกฎหมาย ในการทุ่มเทปกป้องดินแดนอย่างสุดกำลัง แม้รัฐบาลจะถูกสบประมาทจากฝ่ายค้านว่าตั้งแต่แรกว่าสู้ไม่เต็มที่ วันนี้เห็นชัดทั้งโลกว่า ทั้งรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพ ได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านการถ่ายทอดสด ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สามารถป้องกันและตัดโอกาสกลุ่มที่จ้องจะบิดเบือน ทั้งๆที่ควรจะทำหน้าที่เป็นหลังพิงที่แข็งแกร่งให้กับทีมกฎหมาย แต่กลับหาเศษหาเลย เล่นการเมืองในเรื่องนี้ พอทนายกัมพูชากล่าวว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์รุกรานเขา ก็ออกมาเรียกร้องว่ารัฐบาลต้องแก้ข้อกล่าวหาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอทนายกัมพูชาพูดถึงความร่วมมือของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน กลับเอามาบิดเบือน ใส่ร้าย โจมตี ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด การนำเอาประเด็นของทนายกัมพูชามาใส่ร้ายและปักปรำกันเองทั้งๆที่รู้ว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวและอาจส่งผลเสียต่อรูปคดีและเป็นความเท็จนั้น ถือว่าน่าละอาย

                         ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ควรสงบปากสงบคำและอย่านำประเด็นนี้มาเล่นการเมือง เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ประชาชนรู้ดีว่าใครที่เป็นคนชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน จุดกระแสคลั่งชาติจนวุ่นวายไปหมด

 

'วรชัย' ปัดพรบ.นิรโทษกรรมหมกเม็ดช่วย 'ทักษิณ'

 

                        นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากที่ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฯให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วนในช่วงเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปในเดือน ส.ค.นั้น ในช่วงปิดประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยทุกคนจะเดินลงพื้นที่ชี้แจงประชาชนให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มาตรา 3 มีเนื้อหาหมกเม็ดช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น มาตรา 3 ระบุชัดเจนว่า บรรดาการกระทำใดๆที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองให้พ้นผิดหลังจากกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ โดยให้ช่วยเหลือเฉพาะประชาชนที่มาชุมนุมเท่านั้น ยกเว้นแกนนำและคนสั่งการ ดังนั้นพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ เรื่องพ.ร.บ.นิรโทษกรรม พวกตนเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด เพื่อช่วยเหลือประชาชน พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้สั่งการให้ทำ แต่พรรคประชาธิปัตย์ชอบนำชื่อพ.ต.ท.ทักษิณมาหากินเรื่องพ.ร.บ.นิรโทษกรรมและพ.ร.บ.ปรองดอง ทั้งที่แกนนำพันธมิตรบางคนและนายคำนูน สิทธิสมาน ส.ว.สรรหาก็ไม่ได้คัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะเห็นว่า ประชาชนได้ประโยชน์

                        ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า มีคนได้ประโยชน์ 4 กลุ่มจากกฎหมายฉบับนี้คือ 1.พ.ต.ท.ทักษิณ 2.คนที่ถูกคดีก่อการร้าย 3.พวกเผาศาลากลาง 4.คนยิงวัดพระแก้ว นายวรชัยกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ประโยชน์แน่นอน เพราะพ.ต.ท.ทักษิณเคยบอกกับตนว่า ให้ช่วยเหลือประชาชนก่อน ไม่ต้องมานิรโทษกรรมให้ท่าน ส่วนคนที่ถูกคดีก่อการร้ายนั้น ตนและแกนนำเสื้อแดงทุกคนยืนยันว่า ไม่ขอรับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้ แต่คนที่เผาศาลากลางจะได้รับอานิสงส์ เพราะไม่ได้เป็นคนเผา ส่วนใหญ่เป็นไทยมุงที่ไปยืนดูเฉยๆ เหมือนคดีเผาเซ็นทรัลเวิล์ดที่ศาลตัดสินว่า ไม่มีความผิด ขณะที่คนยิงวัดพระแก้วเป็นคดีอาญา ไม่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง

 

'เพื่อไทย' เล็งยื่นถอดถอนตุลาการศาลรธน.

 

                        นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากที่ส.ส.และส.ว.ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการรับวินิจฉัยการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราของส.ส.และส.ว.312 คน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ภายใน 15 วันตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด เพราะเมื่อเราไม่ยอมรับอำนาจศาล ก็ไม่จำเป็นต้องไปชี้แจง และขั้นตอนต่อไป ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังดำเนินการรวบรวมหลักฐานต่างๆเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับศาลรัฐธรรมนูญ ข้อหาใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ กรณีรับคำร้องตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ขณะเดียวกันส.ส.และส.ว.ก็จะเข้าชื่อกันถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งคณะ โดยจะยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภา ส่งเรื่องให้ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนต่อไปในเร็วๆนี้

                        นายสามารถ กล่าวอีกว่า เหตุผลที่ต้องดำเนินการถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการรักษาหลักการแบ่งแยกอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการไว้ ไม่ใช่ต้องการเปิดศึกหรือเป็นศัตรูกับศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเราเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ระบุชัดเจนว่า รัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับรับคำร้องเรื่องนี้ไว้วินิจฉัย อีกทั้งที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญแนะนำให้แก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เมื่อเราปฏิบัติตามก็ยังรับคำร้องไว้ดำเนินการอีก จึงเห็นว่า การกระทำของศาลรัฐธรรมนูญเป็นการก้าวก่ายอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติชัดเจน หากเราไม่ทำอะไรเลยต่อไปฝ่ายนิติบัญญัติจะไปแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆไม่ได้ ก็จะถูกยื่นตีความไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด กลายเป็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน มีใหญ่กว่ารัฐสภาที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย

                        นายพิชิต ชื่นบาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งการไม่ส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญไม่คิดว่าจะเป็นการได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แต่อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญไปพิจารณาว่า เมื่อท่าทีของฝ่ายนิติบัญญัติแสดงออกมาเช่นนี้ ศาลก็ต้องทบทวนว่าจะทำอย่างไรต่อไป ส่วนตัวเห็นว่า ทุกฝ่ายควรหันกลับมาสำรวจอำนาจหน้าที่ของตัวเองว่า ได้ดำเนินการถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่อยากเห็นอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติกระทบกระทั่งกับฝ่ายตุลาการ จนทำให้อธิปไตยของประชาชนสั่นคลอน ทั้งนี้ในมาตรา 291 ไม่มีถ้อยคำใดให้ศาลรัฐธรรมนูญมาตรวจสอบการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการขอแก้ไขมาตรา 68 ไม่ใช่การตัดสิทธิประชาชนที่จะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ทำเพื่อให้เกิดความชัดเจน และอำนวยความยุติธรรมแก่คู่ความในคดี