
นำร่องยางฯผสมแอสฟัลต์
นำร่องยางฯผสมแอสฟัลต์ทางรอดพยุงราคาผลผลิต : รายงาน โดย... กัมปนาท ขันตระกูล / สิทธิชัย สิขวัตร
ข้อสรุปจากการสัมมนา ในหัวข้อ "ทิศทางและการเติบโตในด้านอุตสาหกรรมยางของกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศพันธมิตร" ระหว่างวันที่ 10-11 เมษายน ที่จ.ภูเก็ต โดยมีบุคคลในระดับรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโส เข้าร่วม สาระสำคัญนอกจากการเป็นเวทีความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเพาะปลูกยางพาราจากประเทศผู้ผลิตยางพาราทั้ง 10 ประเทศ การพบปะกับผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก ได้แก่ ประเทศจีน และอินเดีย การเจรจาและลงนามซื้อขายยางพารามากกว่า 8 แสนตัน รวมถึงการรับทราบความคืบหน้าต่อความร่วมมือของประเทศไทยและมาเลเซียในการจัดตั้งรับเบอร์ซิตี้ บนพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย ด้านจ.สงขลา ซึ่งจะเป็นเขตอุตสาหกรรมยางพาราที่สำคัญแล้ว
อีกความเคลื่อนไหวด้านหนึ่งที่น่าสนใจของฝ่ายไทยก็คือ การประกาศความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อโครงการวิจัยการใช้ยางพาราผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ในงานจัดทำถนนทางหลวงหมายเลข 44 สายกระบี่-ขนอม กม.4 + 500 - กม. 21 + 400 ซึ่งเป็นทางเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันกับฝั่งทะเลอ่าวไทย ระยะทาง 16.9 กิโลเมตร และการเกิดขึ้นของโครงการนี้ส่วนหนึ่งก็คือ สนับสนุนให้เกิดการใช้ยางพาราภายในประเทศ ด้วยการเพิ่มมูลค่าผลผลิตยางพารา ที่จะนำมาเป็นส่วนผสมกับยางแอสฟัลต์ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำหน้าที่ในการพัฒนาเทคโนโลยีการผสมแอสฟัลต์กับยางพารา เพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์
นี่จึงเป็นความต่อเนื่องนับจากการประชุมรัฐมนตรีสภาไตรภาคียางพารา ของบริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในปลายปี 2555 ที่ผ่านมา และที่ประชุมครั้งนั้น มีมติสนับสนุนให้ใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางในระยะยาว โดยประเด็นที่ฝ่ายไทยขับเคลื่อนก็คือเห็นควรให้สนับสนุนการนำยางพารามาผสมกับยางมะตอย ในอัตราส่วน 5% เพื่อใช้ในการก่อสร้างถนนแทนการใช้ยางแอสฟัลติกส์ ซึ่งจะได้ถนนที่มีคุณภาพ มีความทนทาน และมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 3 เท่า ของถนนที่ไม่มีส่วนผสมของยางพารา ที่สำคัญคือสามารถประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุงถนนได้มาก และแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำได้
ในการศึกษาของสำนักวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร พบว่า การใช้ยางพาราผสมกับยางมะตอยเพื่อทำถนน จะช่วยให้ถนนมีความทนทาน สามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้น ทั้งยังปลอดภัยจากข้อจำกัดเรื่องอุณหภูมิสูงของยางมะตอยที่จะอ่อนตัวและผิวถนนแตกเมื่ออุณหภูมิต่ำ ซึ่งข้อดีของการใช้ยางข้นคือสามารถผสมเป็นเนื้อเดียวกับยางมะตอยได้ง่ายกว่า ภายใต้อุณหภูมิสูงถึง 150 องศาเซลเซียส ดังนั้น จึงต้องใช้เครื่องมือการผสมที่มีคุณภาพ มีการคำนวณว่าหากยางพารากิโลกรัมละ 150 บาท จะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 16% ของค่าใช้จ่ายในการราดผิวถนน หรือประมาณ 45.75 บาท ต่อตารางเมตร
ทั้งนี้ ไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงที่ใช้ระหว่างการผสม ประมาณ 0.231 บาทต่อตารางเมตร ในราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 30 บาท และค่าไฟฟ้าระหว่างการผสม 0.054 บาท ในอัตราค่าไฟฟ้ายูนิตละ 5 บาท ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบแล้วค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นกับถนนที่มีความทนทานมากกว่าปกติ 2-3 เท่า การนำยางพารามาเป็นส่วนประกอบ เท่ากับว่าสามารถประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุงได้ปีละหลายพันล้านบาท และช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ จึงคุ้มค่าหากจะลงทุนในช่วงที่ราคายางตกต่ำ
การนำยางพารามาเป็นส่วนผสมในการทำพื้นผิวถนน มีการหารืออย่างเป็นทางการในที่ประชุมที่มี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในเดือนกันยายน 2555 โดยขณะนั้น "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ทำหน้าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณาถึงแนวทางการใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราในประเทศ ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบการก่อสร้างถนนราดแอสฟัลต์ผสมยางพารา (รับเบอร์โรด) เส้นทางแรก ตัดผ่านพื้นที่ขององค์การสวนยาง (อสย.) หมู่ 2 และหมู่ 7 ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช กับถนนสายบ้านคอกช้าง ต.บางขัน อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช ระยะทาง 19 กิโลเมตร ใช้งบประมาณจากกรมวิชาการเกษตรจำนวน 85.5 ล้านบาท
สำหรับถนนสายนี้เป็นถนนลูกรัง และถูกร้องขอให้จัดทำเป็นถนนลาดยาง โดยการก่อสร้างจะใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมแทนยางมะตอยเพื่อราดผิวถนน ที่ประชุมครั้งนั้นยังให้นโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทางการส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กด้านยางพารา เพื่อช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการผลิต และแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราให้มีคุณภาพ ทั้งยังเห็นชอบให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ศึกษาแนวทางการใช้ยางพารามาเป็นส่วนผสมในการผลิตแผ่นรองรางรถไฟ และถนนข้ามรางรถไฟว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ โดยกำหนดกรอบการศึกษาให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว เป็นการรองรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูงของไทยในอนาคตด้วย ขณะเดียวกัน ยังให้กรมชลประทานศึกษาการใช้ยางพาราในการสร้างคันดินกั้นน้ำของอ่างเก็บน้ำด้วย
"ขณะนี้ถือว่ามีความชัดเจนในการทำโครงการวิจัยการใช้ยางพาราผสมแอสฟัลต์คอนกรีตในงานถนนทางหลวงหมายเลข 44 สายกระบี่-ขนอม กม.4 + 500-กม. 21 + 400 ซึ่งเป็นทางเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันกับฝั่งทะเลอ่าวไทย ระยะทาง 16.9 กิโลเมตร การเกิดขึ้นของโครงการนี้จะเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องของการส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศ สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตยางพาราด้วยการนำมาเป็นส่วนผสมกับยางแอสฟัลต์ " ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว
"โครงการนี้ผมมองว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ยางพารา และแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำในระยะยาว ทราบว่าเดิมกำหนดพื้นที่โครงการที่นครศรีธรรมราช แต่ประสบปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงมาดำเนินการที่กระบี่ โดยเลือกเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่น และเป็นเส้นทางท่องเที่ยว มีรถวิ่งผ่านเฉลี่ย 5,300 คันต่อวัน ในจำนวนนี้จะมีรถบรรทุกหนักใช้งานวันละ 500 คัน และการนำยางพาราเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการทำพื้นถนน จะช่วยเพิ่มมูลค่ายางพาราได้มากยิ่งขึ้น ช่วยแก้ปัญหาผลผลิตมีราคาตกต่ำในระยะยาวได้อย่างแน่นอน" บุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย สะท้อนความเห็น
การก่อสร้างถนนด้วยการใช้ยางพารา จึงเป็นมิติของการส่งเสริมให้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ จากเดิมที่การส่งออกยางพารามุ่งเน้นในไปในรูปของวัตถุดิบหรือยางแปรรูปอย่างง่าย อันเป็นที่มาของความเสี่ยงทางด้านราคา และเสียโอกาสต่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม
.......................................
(หมายเหตุ นำร่องยางฯผสมแอสฟัลต์ทางรอดพยุงราคาผลผลิต : รายงาน โดย... กัมปนาท ขันตระกูล / สิทธิชัย สิขวัตร )



