
ทนายเขมรจี้ศาลโลกชี้ชัด'เขตแดน'
ทนายเขมรจี้ศาลโลกชี้ชัด'เขตแดน' ยัน'สีหนุ'โต้แย้งผ่านยูเอ็น ขณะที่ 'ฮอร์นัมฮง' ขู่ไม่ยึดแผนที่1:2แสนไร้สันติภาพ 'สุรพงษ์'ชี้เขมรปั่นประเด็นให้ศาลโลกเชื่อ
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 18 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่น กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ คณะดำเนินการทางกฎหมายของกัมพูชา นำโดยนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา เข้าให้การชี้แจงทางวาจาต่อคณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก (ไอซีเจ) เป็นรอบสุดท้าย โดยนายปีเตอร์ ทอมกา ประธานศาลโลก ได้เชิญนายร็อคแมน บุนดี ทนายความชาวอเมริกันของกัมพูชาขึ้นกล่าวชี้แจงทางวาจา เพื่อหักล้างข้อโต้แย้งของไทย โดยทนายบุนดีได้ กล่าวยืนยันว่า ข้อกล่าวหาที่ว่ากัมพูชาได้ยอมรับเส้นสีแดง เป็นสิ่งไม่มีมูล และการที่ทนางอลินา มิรอง ทนายความของไทย ได้ชี้ให้เห็นว่า ในแผนที่ได้แสดงพื้นที่ของปราสาทที่มีอยู่จริงนั้นมีขนาดเล็ก เป็นสิ่งเข้าใจผิด ตนขอย้ำว่า ข้อพิพาทมีจริง ตามที่ได้เสนอหลักฐานจำนวนมากที่ทำให้เห็นว่า มีความขัดแย้ง ซึ่งที่ผ่านมากัมพูชามีคำประท้วงว่า เส้นดังกล่าว ที่ไม่สอดคล้องกับคำตัดสินของศาลโลก และการที่ ศ.อแลง แปลเลต์ ทนายความของไทย บอกว่า กัมพูชาเห็นสอดคล้องกับมติ ครม. ปี 2505 ขอชี้แจงเริ่มต้นจากที่ว่า มติครม. ปี 2505 ที่ได้อ้างเส้นสีแดงในแผนที่ใช้แบ่งเขตแดนในพื้นที่ปราสาท เป็นเหตุกึ่งบังเอิญว่า ไทยได้ใช้เส้นสันปันน้ำ เป็นเส้นเขตแดน ในแผนที่ L7017 โดยไทยได้อ้างว่า เป็นเอกสารลับ ทั้งที่แผนที่ดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับจาก 2 ประเทศ
ชี้"สีหนุ"แย้งผ่านสหประชาชาติ
ทนายบุนดี กล่าวว่า ในปี 2506 นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้แถลงเกี่ยวกับการที่ไทยได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ที่สหประชาชาติ แต่ก็เป็นเพียงคำกล่าวในตอนหนึ่งเท่านั้น ความจริงประเทศไทยได้หลอกลวง ทำเหมือนปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลก โดยได้คืนแต่ปราสาทพระวิหาร ที่ผ่านมาทางกัมพูชาก็ประท้วงเสมอมา ไทยก็ไม่เคยถอนทหารออกจากพื้นที่หลังรั้วลวดหนาม และการที่พระบาทสมเด็จนโรดม สีหนุ เสด็จฯ ไปที่นั้น เพื่อร่วมพิธีมอบคืนปราสาทพระวิหาร และการที่ไทยบอกว่า แนวรั้วรุกล้ำเข้าไปในกัมพูชา 2-3 เมตร ก็ไม่ติดใจ แต่ไทยไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมดที่พระบาทสมเด็จนโรดมสีหนุ เสด็จฯ ไปที่นั่น ซึ่งก่อนหน่านี้ 4-5 เดือน กัมพูชาได้ประท้วงไทย และการเดินทางไปที่นั่น ก็เพื่อทำความเข้าใจกับไทยในเรื่องการกำหนดแนวรั้วลวดหนาม ที่มีนัยสำคัญ หากพระองค์พยายามในเรื่องนี้ ก็จะเป็นปัญหาขึ้นมาอีก
จะเห็นว่า พระองค์พยายามไม่ติดใจและแสดงออกในเรื่องนี้ ดูจากบันทึกของสถานทูตอเมริกันว่า แม้ไทยจัดทำรั้วลวดหนามที่รุกล้ำดินแดนกัมพูชา แต่พระบาทสมเด็จนโรดมสีหนุ ก็เสด็จฯ เยี่ยมปราสาทพระวิหาร เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่ไทยกลับกล่าวหาว่า ประมุขยอมรับ และยังเทียบเคียงกับการเดินทางของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้อย่างไรทั้งที่มีความแตกต่างกัน
ยันต้องตีความเรื่องเส้นเขตแดน
นายเชอร์แฟรง เบอร์แมน ทนายชาวอังกฤษของกัมพูชา กล่าวว่า ไทยนิ่งไปจะดีกว่าการออกมาพูด โดยขอชี้แจงข้อกล่าวหากัมพูชาไม่มีข้อโต้แย้ง ทั้งในเรื่องมติ ครม.ปี 2505 ที่ไทยได้ปฏิบัติตามคำตัดสินศาลโลกแล้ว สิ่งนี้ได้ส่งผลนัยสำคัญตามมา ซึ่งมีความจำเป็นที่ศาลโลกต้องหาข้อสรุปในเรื่องที่ศาลโลกสื่อสารไปยัง 2 ประเทศไม่เข้าใจ ที่ได้กลายมาเป็นข้อพิพาทในวันนี้ ตนจะขอสรุปการชี้แจง อาจเป็นคำไม่สุภาพ แต่ก็ขอปฏิเสธเรื่องที่กัมพูชาไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องถอนกำลังทหาร มีข้อสงสัยว่า ไทยถอนทหารออกจากดินแดนกัมพูชา ไปสู่ดินแดนไทย จากจุดไหนไปยังจุดไหน ในข้อแท้จริงไทยไม่ได้ชี้แจงในเรื่องการถอนทหารออกจากปราสาท แต่การถอนทหารที่ไทยดำเนินการ ก็เพื่อถอนไปอยู่อีกพื้นที่หนึ่งของกัมพูชาอย่างนั้นหรือ ไทยต้องชี้แจงในเรื่องนี้ให้ชัดเจน
แม้ว่าในคำตัดสินปี 2505 ศาลโลกจะไม่ชี้ชัดในเรื่องเส้นเขตแดน แต่การบิดเบือนข้อบทปฏิบัติการคงไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่แท้ ทั้งนี้ ได้ชี้ว่า ทนายของไทยท่านหนึ่งได้บิดเบือนว่า กัมพูชาต้องการตีความในเรื่องเส้นแดนมาในรูปคดีเดิม เรื่องนี้คงปฏิเสธไม่ได้ในเรื่องศาลตัดสินให้ปราสาทอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา โดยที่ไม่รู้เส้นเขตแดน
"แผนที่ในภาคผนวก 1 นั้น ได้อ้างอิงโดยสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ที่นำมาใช้ประกอบการพิจารณาของศาลที่ไทย และกัมพูชาก็ได้ยอมรับ ซึ่งไม่ใช่สันปันน้ำที่ไทยอ้างถึง แต่ไทยพยายามเบี่ยงเบนประเด็นว่า กัมพูชาต้องการยื่นให้ศาลตีความในข้อบทปฏิบัติการ ข้อสรุปของ ศ.โดนัลด์ เอ็ม แม็คเรย์ อาจจะสับสน และมีความคิดแบบสุดโต่งมากกว่าที่เราคิดมาก่อน ซึ่งศาลโลกไม่เคยมีปัญหาว่า ประเทศที่ประสบปัญหาจะยื่นคำร้องมาในรูปแบบใด แต่การที่ไทยมีความเห็นว่า กัมพูชายื่นขอตีความเรื่องใหม่ในคดีเดิม ทำให้แปลกใจว่า ข้อบทปฏิบัติการกับผลคำตัดสิน จะแยกออกจากกันอย่างไร"
ชี้ปักปันเขตแดนตามแผนที่ไทยไม่เป็นธรรม
นายฌอง มาร์ค ซอร์เวล ทนายชาวฝรั่งเศสของกัมพูชา ชี้ว่า ศาลโลก มีความจำเป็นต้องมีเส้นแบ่งเขตแดนที่แท้จริงให้ปรากฏขึ้น ซึ่งเอ็มโอยูปี 2543 ก็ยังไม่สร้างความกระจ่างในเรื่องเส้นแขตแดน ที่อ้างว่า ไทยและกัมพูชา ต้องมีการปักปันเขตแดนทางบก สิ่งนี้ได้สร้างความประหลาดใจว่า แผนที่ที่ใช้ในการเจรจาปักปันเขตแดน จะถ่ายทอดไปสู่พื้นที่จริง และกระบวนการปักปันเขตแดนจะเกิดขึ้นจริง และเป็นธรรมได้อย่างไร เมื่อ 2 ประเทศยังมีความห็นในเรื่องเส้นแดนที่แตกต่าง และแผนที่ L7017 ก็เป็นแผนที่ไทยได้ทำขึ้นเอง โดยที่ไม่ได้ยอมรับทั้งสองประเทศ
"ฮอร์นัมฮง"ขู่ศาลไม่ตีความไม่มีสันติภาพ
นายฮอร์ นัมฮง กล่าวปิดคำให้การของกัมพูชาว่า ขอบคุณศาลที่ให้ความสนใจต่อคดีนี้ ที่ทำให้คู่ความได้แสดงเหตุผล ย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศซึ่งจะมีบทบาทต่อภูมิภาค ถ้าศาลไม่ตัดสินเรื่องข้อบทปฏิบัติการตามคำพิพากษา ปี 2505 จะมีผลตามมาที่ไม่เป็นที่น่ายินดีทำให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ได้ ศาลต้องทราบถึงวิธีการที่ประเทศไทยใช้มาตรการต่างๆ ทั้งการยึดครองปราสาท การบาดเจ็บล้มตาย การต้องย้ายถิ่นที่อยู่ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ กัมพูชาจึงมีความชอบธรรมที่จะขอให้ศาลตีความเรื่องนี้เพื่อยุติข้อพิพาทที่ทำให้ไม่สามารถมีความสัมพันธ์อย่างสันติระหว่างสองประเทศได้
กัมพูชายืนยันเรื่องแผนที่ภาคผนวก 1 ซึ่งข้อพิพาทระหว่างสองฝ่ายเกี่ยวกับการตีความวรรคแรก และวรรคสองข้อบทปฏิบัติการที่มีผลผูกพันจากคำตัดสินของศาลปี 2505 แผนที่ภาคผนวก 1 จะแยกจากคำตัดสินของศาลไม่ได้ เพราะสถานะของแผนที่ศาลได้ตัดสินไปแล้ว หมายถึงดินแดนที่เป็นข้อพิพาททั้งหมดเป็นของกัมพูชา
มั่นใจชนะคดีปราสาทพระวิหาร
หลังออกจากห้องพิจารณาศาลโลก นายฮอร์ นัม ฮง ให้สัมภาษณ์ว่า คำพิพากษาในปี 2505 มีสองส่วน คือส่วนที่เป็นเหตุผลกับส่วนที่เป็นบทปฏิบัติการ ถ้าจะอ้างอิงตามบทปฏิบัติการ ปราสาทพระวิหารและบริเวณโดยรอบอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา หากจะถามว่า"บริเวณใกล้เคียง"ปราสาทอยู่ที่ใดก็ได้แสดงไว้อย่างชัดเจนแล้วในแผนที่ภาคผนวก 1 และในส่วนที่เป็นเหตุผลของคำพิพากษา ศาลโลกได้พูดชัดเจนแล้วว่าทั้งสองฝ่ายได้ยอมรับว่ามีเส้นเขตแดนระหว่างสองชาติอยู่แล้ว
เมื่อถามว่ามั่นใจแค่ไหนว่าจะชนะคดี นายนัมฮงกล่าวว่า มั่นใจว่าศาลจะพิจารณาในทุกแง่มุมทางกฎหมายที่เราได้นำเสนอต่อศาล เมื่อถามอีกว่าบริเวณใกล้เคียงที่ผู้พิพากษาขอให้ชี้แจงเพิ่มเติมตามความเข้าใจของกัมพูชาคือจุดใด นายนัมฮงกล่าวว่า ประเทศไทยนำแผนที่มาอ้างอิงหลายชุด แต่ในปี 2505 ศาลโลกได้ตัดสินคดีบนพื้นฐานของแผนที่ภาคผนวก 1
ผู้สื่อข่าวถามว่าผลคำตัดสินของศาลจะส่งผลกระทบความสัมพันธ์สองประเทศในอนาคตหรือไม่ นายนัมฮงกล่าวว่า ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไรก็จะไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเรา ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทยจะต้องดำเนินต่อไป
"สุรพงษ์"ชี้กัมพูชาปั่นประเด็นให้ศาลโลกเชื่อ
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กัมพูชาพยายามจะชี้ว่าไทยและกัมพูชา มีความเข้าใจเรื่องแผนที่ภาคผนวก 1 ไม่ตรงกันโดยยืนยันว่า ศาลโลกได้ตัดสินแล้วว่าเส้นตามแผนที่ดังกล่าวเป็นเส้นเขตแดนและว่ากัมพูชาไม่เคยยอมรับเส้น มติ ครม.2505 ที่ฝ่ายไทยทำขึ้นเอง โดยขอให้ศาลโลกกลับไปอ่านคำพิพากษาเดิม ซึ่งการชี้แจงรอบสุดท้ายของไทยก็จะชี้แจงให้ศาลโลกเข้าใจในประเด็นเหล่านี้ รวมทั้งยืนยันว่า สิ่งที่ศาลโลกได้ตัดสินมีการดำเนินการจนจบไปแล้วตั้งแต่ปี 2505 ทั้งนี้ทีมทนายของไทยได้กลับไปทำงานต่อ เพื่อเตรียมการชี้แจงในวันสุดท้ายให้ดีที่สุดแล้ว



