ข่าว

กล้าแต่เบ่ง-เก่งแต่ปาก

กล้าแต่เบ่ง-เก่งแต่ปาก

19 เม.ย. 2556

กล้าแต่เบ่ง เก่งแต่ปาก : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ โดยปะภัสสร เสวิกุล

               ในนิทานเวตาล กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ทรงนิพนธ์ไว้ตอนหนึ่งว่า
  
  ชายหาญเห็นได้เมื่อ        สงคราม นั้นนา
 ความซื่อส่อถนัดยาม          ส่งหนี้
 เห็นมิตรเห็นความจริงเมื่อ            ทุกข์นา
 เมียสัตย์ชัดแน่ชี้                       เมื่อไข้ไร้สิน
 
               พูดถึงเรื่องความซื่อสัตย์ก่อน คนซื่อสัตย์คือคนที่รักษาคำพูดหรือคำสัตย์ของตนเอง ไม่ว่าจะพูดที่ไหนเมื่อไหร่ก็เป็นคำเดียวคำเดิมไม่พลิกแพลงเล่นลิ้นเอาตัวรอดไปวันๆ และเมื่อพูดคำไหนแล้วก็เป็นคำนั้นเสมอ คนที่มีหน้าที่ต่อประเทศชาติ เช่น ทหาร ข้าราชการ หรือคณะรัฐมนตรี เมื่อถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว ก็จะต้องรักษาคำสัตย์ปฏิญาณนั้นยิ่งชีพของตน สำหรับบุคคลทั่วไปนั้น ความซื่อสัตย์ที่เห็นได้ชัดเจนอย่างหนึ่งคือการชำระหนี้สิน เพราะคนเรานั้นในเวลาที่หยิบยืมเงินใคร ไม่ว่าจะกี่ร้อยหรือกี่ล้าน มักจะให้สัญญาเป็นมั่นเหมาะเสมอว่าเมื่อนั้นเมื่อนี้จะคืนให้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความสามารถในการหาเงินมาใช้หนี้ของตน หรือสักแต่พูดให้ผ่านๆ ไป ครั้นพอถึงกำหนดนัด ก็มักจะผัดผ่อนหรือหายเข้ากลีบเมฆไปเลย ดังนั้น การชำระหนี้ตรงตามเวลาจึงถือเป็นการแสดงความซื่อสัตย์อย่างหนึ่ง
 
               ภาษิตนานาชาติในเรื่องเพื่อนที่ตรงกันเรื่องหนึ่ง ก็คือ “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก” เพราะใครๆ ก็อยากจะร่วมสุขแต่ไม่คอยมีใครอยากที่จะร่วมทุกข์ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ การพิสูจน์ความเป็นเพื่อนแท้-เพื่อนเทียม จึงเห็นได้ชัดเจน ในเวลาที่ประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน เพื่อนแท้ หรือ “เพื่อนน้ำมิตร” คือเพื่อนที่จะยืนหยัดอยู่เคียงข้าง เป็นกำลังใจและให้ความช่วยเหลือเท่าที่สามารถจะทำได้ แต่สมัยนี้คำว่าเพื่อนแท้ดูจะเลือนๆ ไป เพราะคนทุกวันนี้มักจะคบกันด้วยผลประโยชน์เป็นสำคัญ
 
               สามีภรรยาเองก็จะเห็นอกเห็นใจกัน และซาบซึ้งถึงคำว่า “คู่ทุกข์ คู่ยาก” ก็ในยามที่เจ็บไข้ได้ป่วยและขาดแคลนเงินทอง และอีกคนหนึ่งต้องเสียสละความสุขส่วนตนมาเฝ้าดูแล รวมทั้งต้องดิ้นรนขวนขวายหาเงินมารักษาพยาบาล ซึ่งล้วนเป็นภาระที่หนักอึ้ง ภรรยาที่ยินยอมแบกรับสภาวการณ์เช่นนี้ได้ จึงควรค่าแก่การยอย่อง
 
               ส่วนสงครามนั้น เป็นเรื่องของลูกผู้ชายที่ต้องอาศัยความกล้าหาญ ความเสียสละ ความรับผิดชอบในหน้าที่และความไม่หวาดกลัวหรือหวั่นไหวต่ออันตรายใดๆ อย่างคำพูดที่ว่า “ลูกผู้ชายเกิดหนเดียว ตายหนเดียว” หรือ “คนกล้าตายครั้งเดียว แต่คนขลาดตายนับครั้งไม่ถ้วน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่มีคนพูดถึงความขลาดกลัวของตน ในลิลิตตะเลงพ่าย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิดชิโนรส ได้ทรงนิพนธ์ถึงตอนที่พระมหาอุปราชเกิดนิมิตไม่ดี ทำให้ครั่นคร้ามในการยกทัพไปทำศึกกับกรุงศรีอยุธยา จนพระเจ้าหงสาวดี ผู้เป็นพระราชบิดาตรัสบริภาษว่า “แม้เจ้าคร้ามเคราะห์กาจ จงอย่ายาตรยุทธนา เอาพัสตรสตรี สวมอินทรีสร้างเคราะห์” แปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ ถ้ากลัวเรื่องเคราะห์ร้าย ก็ให้เอาผ้าถุงมานุ่ง นั่นแหละครับ พระมหาอุปราชจึงทรงมีขัตติยะมานะนำทัพมาตีเมืองไทยและกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวร จนสิ้นพระชนม์
 
               ครับ คนเป็นเสนาบดี หรือแม่ทัพนายกอง เมื่ออยู่หน้าศึกหน้าศัตรูจะแสดงความขลาดกลัวออกมาไม่ได้หรอกครับ ต่อให้ปากกล้าขาสั่นเพียงไรก็ตาม เพราะการแสดงความขลาด นอกจากจะเป็นการบ่งบอกถึงใจของตนเองว่าใหญ่โตขนาดวาฬ หรือเล็กเท่าปลาซิวแล้ว ยังส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของไพร่พล-ในสมัยโบราณนั้น คนที่ทำเช่นนี้ต้องอาญาศึกถึงขั้นตัดหัวเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีต่อไปทีเดียวแหละครับ
 
               คนกล้าที่แท้จริง คือคนที่เป็นลูกผู้ชายซึ่งแสดงความกล้าหาญในพื้นที่สงคราม ด้วยความเสียสละ รับผิดชอบและไม่หวั่นไหวต่ออันตราย ไม่ใช่คนที่ “กล้าแต่เบ่ง เก่งแต่ปาก” อย่างแน่นอน