
'ชูวิทย์'พาลูกชายแจ้งความถูกปล้นทรัพย์
'ชูวิทย์'พาลูกชายวัย 17 ปี เข้าแจ้งความ สน.ดินแดง หลังถูก 6 โจ๋ปล้นชิงทรัพย์นาฬิกาหรู มูลค่ากว่า 8 หมื่นบาท
18 เม.ย.56 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครักประเทศไทย พานายต่อตระกูล กมลวิศิษฏ์ อายุ 17 ปี บุตรชาย เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ภานพ วรธนัชชากุล ผกก.สน.ดินแดง และพ.ต.ท.สุภัทร ทองส้ม พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ และเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมกรณีที่บุตรชายนายชูวิทย์ ถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายและใช้อาวุธมีดปล้นเอาทรัพย์สินไป เหตุเกิดหน้าริชชี่ คอนโด ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงและเขตดินแดง เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา
นายชูวิทย์ เปิดเผยว่า บุตรชายคนเล็กซึ่งศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษเดินทางกลับมาพักผ่อนที่บ้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นเวลา 20 วัน โดยเมื่อวันที่ 15 เมษายน บุตรชายได้มาขออนุญาตไปเที่ยวเล่นน้ำสงกรานต์ที่อาร์ซีเอ ซึ่งก็ได้ห้ามปรามไม่ให้ไปแล้วแต่บุตรชายไม่เชื่อ ช่วงไปเที่ยวก็ไม่ได้นำรถไป หลังจากเลิกก็เดินกลับบ้าน ระหว่างทางแวะทานข้าวมันไก่ที่ ซอยรัชดาภิเษก 3 กับเพื่อนอีกหนึ่งคน เมื่อทานข้าวมันไก่เสร็จก็พากันเดินกลับบ้านเพราะดึกมากไม่มีรถแท็กซี่หรือจักรยานยนต์รับจ้าง ระหว่างทางมีกลุ่มวัยรุ่น 6 คน ใช้รถจักรยานยนต์ขี่ตามมารุมทำร้าย ชกต่อย และใช้มีดจี้เอานาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อ บูการี่ ไปหนึ่งเรือน มูลค่าประมาณ 80,000 บาท ไป 1 เรือน ส่วนทรัพย์สินอื่นๆคนร้ายไม่ได้ไปด้วย เนื่องจากบุตรชายกับเพื่อนอาศัยจังหวะวิ่งหลบหนีเอาตัวรอดมาได้
นายชูวิทย์ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้ให้ลูกน้องไปขอดูภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งที่หน้าปากซอยซึ่งตรงกับจุดที่เกิดเหตุก็มีภาพเหตุการณ์บันทึกไว้ได้ จากนั้นได้มาแจ้งความที่ สน.ดินแดง เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา สาเหตุที่มาแจ้งล่าช้าเพราะว่าเพิ่งหายตกใจ ซึ่งเบื้องต้นตำรวจได้ตรวจสอบแฟ้มประวัติแล้วพบผู้ต้องหาสงสัยเป็นวัยรุ่นชาย 2 คนที่บุตรชายยืนยัน แต่ยังทราบเพียงชื่อเล่นว่าโต๊ต กับ เบิร์ด
นายชูวิทย์ กล่าวด้วยว่า มาในฐานะพ่อของลูก และฐานะประชาชนคนธรรมที่บุตรชายถูกก่อเหตุเหมือนผู้เสียหายคนอื่นๆ อีกเป็นร้อยเป็นพันคนที่ถูกก่อเหตุใจกลางกรุงเทพฯ จึงอยากให้ตำรวจติดตามจับกุมคนร้ายมาให้ได้โดยเร็วภายใน 15.00 น.วันนี้ หาก เนื่องจากมีทั้งพยานหลักฐาน และสามารถชี้ตัวผู้ต้องสงสัยได้บางคนแล้ว หากยังไม่สามารถจับกุมได้ก็ไปร้องเรียนกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไป เชื่อว่าไม่ได้เป็นการกดดันตำรวจมากเกินไปเพราะตำรวจไทยเก่งอยู่แล้ว



