
สาวไทยใน'บอสตัน'เล่านาทีชีวิต
สาวไทยใน'บอสตัน'เล่านาทีชีวิต ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเหตุขึ้นที่นี่ : อศินา พรวศิน @lekasina ทีมข่าวเครือเนชั่นรายงาน
ภรณี สายพินทอง หรือ “นัท” (@nuthmania) คนไทยในบอสตันผู้อยู่ในนาทีระทึก “บอสตัน มาราธอน” และออกจากจุดที่เกิดเหตุการณ์ระเบิดชั่วโมงกว่า บอกเล่าเรื่องราวนาทีชีวิตกับ”อศินา พรวศิน” @lekasina ทีมข่าวเครือเนชั่น
บอสตันที่เธอรู้จัก คือเมืองที่เงียบสงบ เป็นเมืองของมหาวิทยาลัยนับสิบ ทั้งมหาวิทยาลัยขนาดเล็กและขนาดใหญ่ทั้ง MIT และ Harvard University เป็นเมืองที่ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกสุดที่เกิดเหตุการณ์แรงๆ ขนาดนี้ขึ้นมา คนที่นี่ตกใจมาก เพราะคนที่นี่ไม่คิด ไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นที่นี่ ไม่เคยมีใครคิดว่าบอสตันจะเป็นเป้าหมายของเหตุการณ์รุนแรง
ภรณี มาอยู่ที่บอสตันปีครึ่ง เรียนจบ MBA ตั้งแต่สิงหาคมปีที่แล้ว ตอนนี้ทำงานด้านการตลาดอยู่ที่บริษัทญี่ปุ่นที่บอสตัน เคยทำงานที่ไมโครซอฟท์ ซินเนค และดีแทค
“ที่บอสตันมีคนไทยเยอะมาก ทั้งนักเรียนและคนที่มาทำงาน ทุกคนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนพยายามติดตามข่าวสาร ต้องตามข่าวว่าใครทำ ทุกคนอยากรู้ แล้วระบบรักษาความปลอดภัยจะต้องแน่นหนาขนาดไหน ซึ่งปกติบรรยากาศที่บอสตันที่อยู่มาปีครึ่ง ไม่เคยมีอะไรที่ร้ายแรง บ้านนัทอยู่ใกล้สถานีดับเพลิง ที่นี่อะไรนิดหน่อย มีควันเล็กน้อยก็จะเห็นรถดับเพลิงวิ่งผ่านหน้าบ้านวันละสิบรอบก็เป็นเรื่องปกติ แต่จะถึงระดับที่มีทหารมาเดินตรวจตราไม่มี เพราะบอสตันเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าปลอดภัยที่สุดเมืองหนึ่ง อัตราอาชญากรรมก็ไม่สูง นัทสามารถเดินข้างนอกได้ตอนเที่ยงคืน รู้สึกว่าเดินได้ไม่เป็นไร”
ภรณี (@nuthmania) เป็นคนไทยที่ทวิตข้อมูลจากในงาน “บอสตัน มาราธอน” ทั้งข้อมูล ภาพ และวิดีโอ โดยมีการสนทนาพูดคุยกับเพื่อนๆ คนไทยบนทวิตเตอร์ตามปกติธรรมดา ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้น
ภรณี ยอมรับว่า รู้สึกกลัวมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เพราะยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือใคร ทำเพื่ออะไร อะไรคือเป้าหมาย ตอนนี้จะไปไหนมาไหนต้องระวังตัวมากขึ้น ความรู้สึกร่วมที่มีคือ ไม่น่าจะทำในเหตุการณ์แบบนี้ คนมาวิ่งมาราธอน เด็กเยอะ คนที่มาดูเขาตั้งใจมาเชียร์ บอสตันอยู่ในช่วงหน้าหนาว หนาวมากมา 6 เดือน ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงสปริง และวันที่เกิดเหตุเป็นวันที่แดดดีมาก คนออกมาร่วมงาน ดูงานเยอะมาก คนออกมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย แต่มาเจอเหตุการณ์ระเบิดแบบนี้มันรู้สึกแย่ งานบอสตัน มาราธอน มีทุกปี ปีละครั้ง เป็นงานใหญ่ และจัดงานในวันแพทริออท เดย์ (Patriot's Day) ซึ่งคือวันหยุดของที่นี่ คนที่มาร่วมงานมาเชียร์จะยืนอยู่ด้านข้าง ยืนถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอ ซึ่งตรงจุดที่เกิดเหตุระเบิดคือ จุดที่ภรณีและเพื่อนอีก 3 คนยืนเชียร์นักกีฬาอยู่เป็นเวลา 2 ชั่วโมงกว่า ตั้งแต่ 10 โมงกว่าๆ จนเที่ยงกว่า จนนักวิ่งมาราธอนมืออาชีพวิ่งเสร็จเข้าเส้นชัยหมดแล้วและเปิดให้คนทั่วไปที่ร่วมวิ่งมาราธอนวิ่ง ภรณีและเพื่อนจึงออกจากตรงนั้นไปทานข้าวเที่ยง ซึ่งเวลาที่ภรณีออกจากจุดเกิดเหตุราวชั่วโมงครั้งถึงสองชั่วโมงก่อนที่จะเกิดระเบิดจริง
“พอทานข้าวเสร็จก็ไปซื้อของที่ร้าน Glossary เพื่อนที่ช็อปปิ้งอยู่ที่ร้านๆ แถวนั้นโทรมาบอกว่าเกิดระเบิด ผู้คนวิ่งกันมาจากตรงที่มีมาราธอน เขาก็วิ่งด้วย ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าอะไรระเบิด ก็พยายามจะเช็กข่าว เข้าเน็ต กูเกิลดูว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งไม่มีข่าวอะไรเลย ข่าวทีวีก็ยังไม่มีอะไร เลยเปิดทวิตเตอร์ ก็เลยรู้ว่าเกิดเหตุระเบิดที่งานบอสตันมาราธอน ยืนมือสั่น ทำอะไรไม่ถูก บอกเพื่อนที่ซื้อของอยู่ด้วยกันจ่ายเงิน เรียกแท็กซี่กลับบ้านเลยจะรีบไปเช็กข่าว”
กลับบ้านมาเปิด CNN เห็นที่ถ่ายทอดสดอยู่ก็ตกใจมาก เพราะจุดที่เกิดระเบิดคือ จุดที่เรายืนอยู่เมื่อก่อนหน้านี้ เลยรีบโทรหาเพื่อนเพื่อนบอกว่ารถไฟฟ้าใต้ดินหยุดให้บริการทั้งเมืองเพื่อนเลยต้องเดินกลับบ้านใช้เวลา 30-40 นาที เพราะบ้านอยู่ไกลออกจากตรงที่เกิดเหตุพอสมควร
“ตอนเกิดเหตุไม่ได้โทรบอกที่บ้าน เพราะตอนนั้นที่บ้านคงหลับหมดแล้ว เลยทิ้งข้อความไว้ว่าไม่ต้องเป็นห่วง ปลอดภัยดี แต่เพื่อนๆ เป็นห่วงมากนัก เพราะเขาเห็นว่านัทโพสต์รูปตอน 11 โมงกว่าๆ ว่าอยู่ตรงแถวนั้น ตรงที่มีระเบิด เขาเลยเป็นห่วงว่านัทปลอดภัยดีไหม เพราะตอนนั้นโทรศัพท์โทรไม่ค่อยติด เหมือนสัญญาณจะเต็มเพราะทุกคนต่างก็โทรหากัน”
นัทบอกว่า ณ เหตุการณ์นั้น โซเชียลมีเดีย คือ สื่อที่เร็วที่สุด เพราะข้อมูลมันออกมาจากที่เกิดเหตุโดยตรงเลย เพราะตอนนั้น ตอนที่เพิ่งเกิดระเบิด เว็บไซต์ข่าวยังไม่มีการรายงานข่าว แต่ทวิตเตอร์ข้อมูลขึ้นแล้ว เร็วกว่าและข้อมูลเยอะกว่า ซึ่งปกตินัทจะตามทวิตเตอร์ของสำนักข่าวและนักข่าวของที่นั่นอยู่แล้ว
“นัทวางแผนจะกลับเมืองไทยอยู่แล้ว ตอนนี้ทำงานหลังเรียนจบ แต่ยังมีวีซ่าทำงานอยู่ แต่เหตุการณ์ระเบิดนี้มีส่วนที่ทำให้นัทตัดสินใจว่าจะกลับไทย และแม่บอกว่ากลับเมืองไทยเถอะ ซึ่งตอนแรกแม่บอกว่าถ้าอยู่ต่อไปก็อยู่ไป แต่พอเกิดเหตุการณ์ระเบิดแม่เลยบอก่ากลับบ้านเถอะ”
ภรณีบอกว่า บรรยากาศวันถัดมา (16 เมษายน เวลาที่บอสตัน) คนก็ยังเดินกันตามท้องถนนเหมือนเดิม แต่เธอรู้สึกว่าเมืองมันเงียบลงไปนิดนึง ดูเหมือนเกร็งๆ ไปนิด แต่ผู้คนก็ยังใช้ชีวิตตามปกติ
.........
(หมายเหตุ : สาวไทยใน'บอสตัน'เล่านาทีชีวิต ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเหตุขึ้นที่นี่ : อศินา พรวศิน” @lekasina ทีมข่าวเครือเนชั่นรายงาน)



