'สุรพงษ์'ชมคณะไทยโน้มน้าวศาลโลกได้
"ทูตวีรชัย" นำทีมชี้แจงทางวาจา ชี้ศาลโลกไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องขอบเขต เขตแดน แผนที่ภาคผนวกและเอ็มโอยู 'สุรพงษ์' ชมคณะไทยโน้มน้าวศาลโลกได้
17เม.ย.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันที่ 17 เม.ย. เมื่อเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น กรุงเฮก ประเทศเนเธนแลนด์ คณะดำเนินการกฎหมายต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารของไทย นำโดยนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ในฐานะตัวแทนไทยดำเนินการทางกฏหมายปราสาทพระวิหาร และที่ปรึกษาต่างชาติของไทย เข้าชี้แจงทางวาจาต่อคณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก (ไอซีเจ) ซึ่งประกอบด้วยองค์คณะผู้พิพากษาจำนวน 17 คน ต่อกรณีที่กัมพูชาได้ยื่นตีความอาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหารต่อศาลโลก โดยมีผู้แทนรัฐบาลไทยประกอบด้วย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการ และพล.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม และเจ้าหน้าที่ระดับสูงกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ขณะที่คณะดำเนินการทางกฎหมายของกัมพูชา นำโดยนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ในฐานะตัวแทนไทยดำเนินการทางกฏหมายปราสาทพระวิหาร และที่ปรึกษาต่างชาติของกัมพูชา นายวาร์ กิมฮอง รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมาธิการชายแดนแห่งชาติ กับนายลองวิสาโล รัฐมนตรีช่วยว่าการต่างประเทศกัมพูชา เข้าให้การชี้แจงทางวาจาต่อศาลโลก
โดยวันนี้เป็นวันแรกที่คณะดำนินการกฎหมายของไทยได้เข้าชี้แจงต่อศาลโลก เป็นนัดสุดท้ายของการต่อสู้คดีพระวิหาร ก่อนที่ศาลโลกจะพิจารณาและมีคำพิพากษาในปลายปีนี้
นายปีเตอร์ ทอมกา ประธานศาลโลก ได้เชิญนายวีรชัย ในฐานะตัวแทนไทยดำเนินการทางกฏหมายปราสาทพระวิหาร ขึ้นให้การชี้แจงทางวาจาต่อศาลโลก โดยนายวีรชัย กล่าวว่า เป็นเกียรติที่ได้รับโอกาสจากศาลโลก ในการชี้แจงในข้อเท็จจจริงต่อกรณีที่กัมพูชาขอให้ตีความอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งประเทศไทยเชื่อในการอยู่อย่างสันติสุขและความมั่งคั่งกับประเทศเพื่อนบ้าน อนาคตของไทยและกัมพูชาเชื่อมผสานกัน เรื่องเขตแดนไม่แบ่งแยก แต่เป็นโอกาสสำหรับความร่วมมือและการพัฒนาร่วมกัน ในการนี้ ประเทศไทยตกลงในกระบวนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมภายใต้บันทึกความเข้าใจเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเพื่อการกำหนดเส้นเขตแดน มิใช่เป็นกระบวนการทางยุติธรรมครอบคลุมถึงพื้นที่ซึ่งกัมพูชาอ้างในปัจจุบันด้วย รัฐบาลไทยมีความเคารพต่อศาลเสมอ และประเทศไทยก็ปฏิบัติตามคำพิพากษา ซึ่งได้รับการยอมรับแล้วโดยประมุขของกัมพูชาในสมัยนั้นซึ่งเสด็จปราสาทไม่นานหลังจากนั้น แต่ 50 ปีผ่านไป กัมพูชากลับมาขอโดยแฝงในคำขอตีความให้ศาลให้ในสิ่งที่ศาลได้ปฏิเสธอย่างชัดแจ้ง
นายวีรชัย ชี้ให้ศาลเห็นว่า คำฟ้องของกัมพูชาเป็นการใช้กระบวนการคดีในทางที่ผิดและไม่เคารพศาล เพราะคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ชัดเจน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2505 ไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้วและกัมพูชาก็ยอมรับ แต่ครึ่งศตวรรษหลังจากนั้น กัมพูชากลับมาต่อหน้าศาลเพื่อท้าทายความหมายและขอบเขตของคำพิพากษา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนท่าทีอย่างสลับขั้ว และมีวัตถุประสงค์เพื่อขอในสิ่งที่ศาลได้ปฏิเสธแล้วในปี 2505 กล่าวคือคำพิพากษาเกี่ยวกับเส้นเขตแดนและสถานะทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก 1 ซึ่งคำขอกัมพูชาไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ภายใต้ข้อ 60 ของธรรมนูญศาลว่าด้วยกระบวนการตีความ เพราะองค์ประกอบของอำนาจศาลภายใต้ข้อนี้ไม่ครบ
นายวีรชัย กล่าวยืนยันว่า ข้อพิพาทปัจจุบันเกิดจากการเรียกร้องดินแดนใหม่ของกัมพูชา เพื่อยื่นเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวกับคดีเดิมซึ่งเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือปราสาทซึ่งได้รับปฏิบัติแล้วทันทีภายหลังจากการมีคำพิพากษา โดยมติคณะรัฐมนตรีได้กำหนดขอบเขตบริเวณใกล้เคียงปราสาท โดยมีการสร้างรั้วและป้าย และเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2505 ไทยก็ได้คืนปราสาทให้กัมพูชาพร้อมถอนกำลังทหารออกจากบริเวณนั้น ซึ่งถือว่ากัมพูชาได้ในสิ่งที่ตนขอในคำขอเมื่อปี 2502 กล่าวคืออธิปไตยเหนือปราสาท และการถอนกำลังทหารออกจากที่ดินผืนหนึ่งบนดินแดนกัมพูชาซึ่งเรียกว่าบริเวณสิ่งหักพังของปราสาท และกัมพูชาได้แสดงความพึงพอใจโดยหัวหน้าทางการทูตของกัมพูชาต่อหน้าที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ และประมุขของรัฐกัมพูชาที่เดินทางไปทำพิธีครอบครองปราสาทอย่างเป็นทางการ
จนกระทั่งถึงช่วงปี 2543 กัมพูชาไม่เคยคัดค้านการควบคุมพื้นที่อย่างเป็นจริง และความชอบธรรมของไทยในอีกฟากหนึ่งของเส้นมติคณะรัฐมนตรี และยอมรับเองในคดีนี้ว่ากิจกรรมของตนในพื้นที่ที่เรียกร้องในวันนี้เพิ่งเริ่มในช่วงปลายปี 2541 โดยการสร้างวัด และนับจากเริ่มทศวรรษ 2543 การรุกล้ำเส้นมติคณะรัฐมนตรีเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งเป็นการละเมิดอย่างชัดแจ้งต่อข้อ 5 ของบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกก็เริ่มเป็นที่ปรากฏเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกิจกรรมที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้ได้กระทบต่อกระบวนการเจรจาตามบันทึกความเข้าใจ และทำให้เกิดการประท้วงอย่างหนักจากไทย และข้อพิพาทใหม่นี้ ตกผลึกในปี ค.ศ. 2550
"เมื่อกัมพูชาเสนอแผนผังเพื่อการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารฝ่ายเดียวต่อคณะกรรมการมรดกโลก ในการประชุมสมัยที่ 31ซึ่งดินแดนที่กัมพูชาอ้างล้ำเข้ามาในดินแดนไทยประมาณสี่ตารางกิโลเมตรครึ่ง การรุกล้ำหรือเหตุการณ์ในพื้นที่ต่างๆ กลายเป็นข้อเรียกร้องทางดินแดน เพราะต้องการเขตพื้นที่ที่จำเป็นต่อการขึ้นทะเบียนปราสาท ซึ่งไทยก็ประท้วงอย่างหนักเพื่อยืนยันในอธิปไตยต่อเนื่องของไทยในผืนดินแดนซึ่งกัมพูชาเรียกร้องใหม่นี้ซึ่งไทยได้รับรู้อย่างเป็นทางการเมื่อปี2550 ประเด็นเรื่องเขตแดนนี้เกินขอบเขตของคดีเดิม ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขในกรอบของบันทึกความเข้าใจปี 2543 ซึ่งกัมพูชาปฏิเสธ และยืนยันในคำพิพากษาปี 2505 เท่านั้นเพื่อยัดเยียดเส้นเขตแดนตามแผนที่ภาคผนวก 1 ตามที่ตนถ่ายทอดอย่างอำเภอใจในวันนี้ต่อไทย" นายวีรชัยกล่าว
นายวีรชัย กล่าวชี้ด้วยว่า พื้นที่พิพาทประมาณสี่ตารางกิโลเมตรครึ่งไม่ใช่ “บริเวณใกล้เคียง” ปราสาทตามนัยของวรรคปฏิบัติการที่ 2 ของคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ทั้งนี้ ตรงข้ามกับสิ่งที่กัมพูชาอ้าง ผืนดินแดนไทยซึ่งกัมพูชาเรียกร้องตั้งแต่ปี 2550 ไม่ใช่ และไม่อาจจะเป็นบริเวณใกล้เคียงปราสาทตามนัยของคำพิพากษาเมื่อปี 2505 เพราะในคำร้องในคดีเดิม กัมพูชามิได้เรียกร้องพื้นที่ขนาดนี้ และเรื่องเขตแดน ดังนั้น ศาลไม่สามารถตัดสินเกินคำร้อง และให้ในสิ่งที่กัมพูชาไม่ได้ขอ และแม้ในคำขอเพิ่มเติมของกัมพูชาในขณะนั้นเกี่ยวกับเส้นเขตแดนและสถานะทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก 1 ซึ่งศาลไม่รับไว้พิจารณา ก็ไม่มีการระบุถึงพื้นที่สี่ตารางกิโลเมตรครึ่งดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่อธิบายความลำบากของกัมพูชาที่จะพิสูจน์ความมีอยู่ของพื้นที่พิพาทดั้งเดิม โดยทำได้อย่างมากก็ปลอมแปลงเอกสารจดหมายเหตุและโต้แย้งด้วยเส้นจากภาคผนวก 49 ของคำให้การแก้ฟ้องของไทยเมื่อปี 2504 ที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
นายวีรชัยกล่าวว่า ส่วนมติคณะรัฐมนตรีของไทยเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2505 กำหนดพื้นที่ที่สอดคล้องกับ “บริเวใกล้เคียง” ปราสาท ตามความเข้าใจของคู่กรณีและศาลในคดีเดิม ซึ่งสะท้อนอยู่ในหน้า 15 ของคำพิพากษาและแผนที่ภาคผนวก 85 ดี ซึ่งเป็นแผนที่ฉบับเดียวซึ่งศาลจัดทำขึ้นในคดีเดิม เป็นดินแดนผืนหนึ่งซึ่งกัมพูชาเรียกร้องในคดีเดิม และเส้นมติคณะรัฐมนตรียังสอดคล้องกับเส้นในแผนที่ภาคผนวก 66 ซีของคำตอบแก้ของกัมพูชา ซึ่งเป็นเส้นเดียวที่กัมพูชาต่อสู้ในคดีเดิม ดังนั้น การเรียกร้องในปัจจุบันของกัมพูชาจึงเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงจากในอดีต และอ้างว่าเป็นบริเวณใกล้เคียงปราสาทตามนัยของคำพิพากษา ทำให้คำพิพากษามีความหมายและขอบเขตซึ่งแท้จริงแล้วไม่มี และพยายามให้แผนที่ภาคผนวก 1 รวมเป็นส่วนหนึ่งของส่วนข้อบทปฏิบัติการของคำพิพากษา
นายวีรชัยกล่าวว่า อนึ่ง ไทยก็เสนอเอกสารหลักฐานมากมาย ที่สามารถโต้แย้งการกล่าวอ้างของกัมพูชาได้ อาทิ อ้างว่าตนไม่รับรู้เส้นมติคณะรัฐมนตรีจนกระทั่งปี 2550 หรืออ้างว่าไทยไม่เคยโต้แย้งเส้นเขตแดนตามแผนที่ภาคผนวก 1 ดังที่ถ่ายทอด และอ้างต่อศาลในวันนี้ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏว่า กัมพูชาอ้างเส้นนี้ประมาณปลายทศวรรษ 2000 เท่านั้น และไทยก็เพิ่งรับรู้ในเส้นดังกล่าวในปี 2550 ในกรอบคณะกรรมการมรดกโลก อีกทั้ง กัมพูชาก็ได้ตัดภูมะเขือซึ่งอยู่ 2700 เมตรห่างจากปราสาทออกจากข้อเรียกร้องของตนในปี 2502 แต่ในปัจจุบันกลับรวมพื้นที่ดังกล่าวในคำขอของตนในปัจจุบัน ซึ่งไทยใช้อำนาจอธิปไตยแต่เพียงผู้เดียวอย่างต่อเนื่อง และกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้ต่อเอกสารหลักฐานต่างๆ เหล่านั้น
นายวีรชัยกล่าวว่า นอกจากนี้กัมพูชายังปิดตัวเองในโลกคู่ขนาน โดยอ้างว่า พื้นที่ปราสาทพระวิหารไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้ของบันทึกความเข้าใจฯ ด้วยผลของคำพิพากษาปี 2505 และทฤษฎีที่คลุมเครือเกี่ยวกับการแยกจากกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างการกำหนด และการจัดทำเขตแดน แผนที่ภาคผนวก 1 เป็นที่มาเดียวของเส้นเขตแดนซึ่งถูกำหนดไปแล้วในบริเวณนี้ ซึ่งคู่กรณีก็เพียงแค่จัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ตามลักษณะของเส้นเขตแดนบนแผนที่ โดยไม่คำนึงถึงภูมิประเทศจริงและหลักทางแผนที่ ซึ่งในความเป็นจริงบันทึกความเข้าใจฯ ครอบคลุมเส้นเขตแดนร่วมทั้งแนว รวมทั้งบริเวณปราสาทด้วย และยังระบุถึงสนธิสัญญาว่าด้วยการกำหนดเขตแดน แต่ไม่ระบุคำพิพากษาปี 2505 บันทึกความเข้าใจเป็นหลักฐานที่ไม่ต้องสงสัยว่าเรื่องเขตแดนในบริเวณปราสาทจะต้องได้รับการแก้ไขโดยสอดคล้องกับพันธกรณีทางสนธิสัญญา และเป็นเอกเทศจากคำพิพากษาเมื่อ ปี 2505 ในส่วนข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ซึ่งตกลงกันในปี 2546 เพื่อปฏิบัติบันทึกความเข้าใจฯ ก็ไม่ปรากฏว่ามีการระบุถึงคำพิพากษาเมื่อปี 2505 แต่อย่างใด และไม่ปรากฏว่ามีข้อบทใดในตราสารนี้ที่ทำให้เข้าใจว่ารวมโดยนัยคำพิพากษาปี 2505 ไว้ในกระบวนการของบันทึกความเข้าใจฯ แต่เป็นตราสารที่กำหนดขึ้นตอนสำหรับงานสำรวจร่วมเส้นสันปันน้ำต่อเนื่องในพื้นที่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่รวมอยู่ในคำพิพากษา
นายวีรชัยกล่าวว่า กัมพูชาดำเนินการต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมทางกระบวนคดีเพื่อปฏิเสธสิทธิของไทยที่จะได้รับการตัดสินคดีโดยถูกต้องและเป็นธรรม และเพื่อให้ศาลเข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ โดยกัมพูชากล่าวหาว่าไทยยื่นเอกสารคำให้การลายลักษณ์อักษรที่ยาวเกิน และมีจำนวนภาคผนวกมากเกิน ซึ่งคดีนี้มีข้อเท็จจริงมากมาย กอปรกับต้นกำเนิดของข้อพิพาทย้อนไปกว่า 50 ปีก่อน คำพิพากษา และกว่า 50 ปีได้ผ่านไปหลังคำพิพากษา ซึ่งข้อเท็จจริงมีความตรงประเด็น และเป็นประโยชน์สำหรับศาลในการพิจารณาความหมายและขอบเขตของคำพิพากษา ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงก่อนปี 2505 ซึ่งมาทำให้คำให้การของคู่กรณีในคดีเดิมกระจ่างขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นพื้นที่พิพาทเดิม หรือบริเวณใกล้เคียงปราสาท หรือข้อเท็จจริงภายหลังคำพิพากษาซึ่งแสดงให้เห็นถึงการไม่มีอยู่ซึ่งข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายและขอบเขตของคำพิพากษา ซึ่งเอกสารหลักฐานต่างๆ เหล่านี้กัมพูชาไม่ได้โต้แย้งใดๆ ซึ่งแสดงถึงการยอมจำนน โดยการนิ่งเฉย
นายวีรชัยกล่าวว่า แม้ว่า กัมพูชาจะเน้นเรื่องการเคารพต่อศาล กัมพูชาก็ได้ดำเนินการที่ไม่เหมาะสมทางคดีเพื่อที่จะทำให้ศาลเข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่างๆ อาทิการเสนอหลักฐานเดียวที่พิสูจน์พื้นที่ที่อ้างว่าเป็นพื้นที่พิพาทเดิมประมาณสี่ตารางกิโลเมตรครึ่ง กล่าวคือร่างแผนที่ ซึ่งหนึ่งในการปรากฏร่างปรากฏอยู่ในหน้าก่อนหน้า 77 ของคำตอบแก้ของกัมพูชา ซึ่งเป็นการปลอมแปลงแผนที่ฉบับที่ 3 และ 4 ของภาคผนวก 49 ของคำให้การแก้ฟ้องของไทยที่นำมาซ้อนกันในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ และยังได้แถลงอย่างผิดๆ เกี่ยวกับหลักฐานอื่นๆ รวมทั้งแผนที่ภาคผนวก 1 ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นแผนที่ที่แนบคำขอแรกเริ่มของกัมพูชา แต่กลับถูกนำไปอ้างในเวบไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา ณ กรุงปารีส ว่าเป็นแผนที่ที่ได้รับการรับรองจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศว่าเป็นภาคผนวก 1 ของคำพิพากษาฯ นอกจากนี้ยังเสนอแผนที่ภาคผนวก 1 ต่อศาลคนละฉบับกับที่ได้เสนอในคำขอแรกเริ่ม ซึ่งแน่นอนว่าต่างแสดงปราสาทอยู่ในฝั่งกัมพูชา แต่เส้นเขตแดนที่แสดงในแผนที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกัมพูชาขอให้ศาลพิจารณาเส้นเขตแดนของแผนที่ภาคผนวก 1 แต่ว่าพูดถึงแผนที่ฉบับไหน เส้นไหน นอกจากนี้ กัมพูชายังยื่นเอกสารอย่างล่าช้าในกระบวนการ กล่าวคือหนังสือข้อมูลที่ประชาชนไทยควรทราบเกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหาร และการเจรจาเขตแดนไทย- กัมพูชาซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของไทยตีพิมพ์เพื่อพยายามจะหาหลักฐานมาสนับสนุนข้อพิพาทสี่กิโลเมตรตารางกิโลเมตรครึ่ง ซึ่งระบุถึงพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทใหม่ซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีเดิม โดยดำเนินการแปลอย่างไม่ถูกต้องและเลือกที่จะอ้างถึงวรรคที่ไม่ประติดประต่อกัน ซึ่งไทยได้เสนอคำแปลที่ถูกต้อง และแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาได้ดำเนินการที่ไม่เหมาะสมซึ่งอาจทำให้ศาลเข้าใจผิดได้อย่างไร
นายวีรชัยกล่าวว่า ส่วนในเรื่องคำสั่งเรื่องมาตรการชั่งคราวเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ศาลออกมาตรการคือมิให้เกิดการสูญเสียชีวิตขึ้น ตั้งแต่ศาลออกมาตรการการหยุดยิงในพื้นที่ต่างก็ได้รับการเคารพโดยกัมพูชา ไม่มีการปะทะกัน กการสูยเสียชีวิตหรือเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินอีกต่อไป สถานการณ์ในพื้นที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคำสั่งศาลทุกประการ
ผู้เชี่ยวชาญด้านเขตแดนฝ่ายไทยระบุเขมรมีวาระซ่อนเร้น
จากนั้น ศ.โดนัลด์ แมคเรย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเขตแดนและทนายฝ่ายไทย ชี้แจงต่อศาลโลกว่า คำขอของกัมพูชาให้ตีความเมื่อปี 1962 แท้จริงแล้วไม่ใช่ขอให้ตีความ แต่พยายามเปลี่ยนแปลงการตีความ ปี 2005 ที่ศาลเคยปฏิเสธไปแล้วเป็นคำขอที่มีวาระซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง และในคำขอของกัมพูชาก็ไม่ชัดเจนเป็นการพูดหลีกเลี่ยงเพื่อให้ตีความคำพิพากษาใหม่ และคำว่าบริเวณใกล้เคียงกัมพูชาก็พยายามนำมาอ้างว่าเป็นพื้นที่ 4.6 ตร.กม. ถือว่าเป็นโอกาสที่มีข้อพิพาทได้ จากพันธะกรณีที่ต้องถอนทหารออกไปเกิดขึ้นทันทีหลังจากมีคำพิพากษาปี 1962 และประเทศไทยก็รับทราบและประท้วงไป จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเรื่องการตีความในวรรค 2 ของปี 1962
"ข้อเรียกร้องของกัมพูชาดูเหมือนมีคำพิพาทใหม่ ทำให้กัมพูชาสามารถขยายความและเปลี่ยนข้อพิพาทมาใช้ในการปฏิบัติการ และยืนยันว่ากัมพูชาและประเทศไทยมีข้อพิพาทเรื่องความหมายและขอบเขตดินแดนภายในกัมพูชา หากเป็นความจริงว่ามีข้อพิพาทเรื่องคำว่าดินแดน ก็ไม่น่าจะนำมาใช้ในการตีความ ทำให้การขอใหม่ไม่สามารถยอมรับได้ ขณะเดียวกันก็มาพูดว่าเป็นคำขอสุดท้ายของการตีความ และอธิปไตยเหนือดินแดนก็ไม่ใช่ข้อพิพาท และในระหว่างดำเนินคดี ปี 1962 ศาลก็ได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องกัมพูชา" ศ.โดนัลด์ แมคเรย์ กล่าว
"ทนายโรมาเนีย"อัดกัมพูชาใช้แผนที่หวังฮุบ4.6ตร.กม.
ด้าน น.ส.อลินา มิรอง ทนายความชาวโรมาเนีย ผช.ศ.แปลเลต์ ในฐานะทนายฝ่ายไทย นำเสนอหลักฐานที่เป็นแผนที่ที่เป็นกรณีพิพาทว่า กัมพูชาไม่มีการแนบแผนที่ ซึ่งน่าประหลาดว่าหลักฐาน 4.6 ตร.กม. จะเป็นเอกสารทำงานที่กัมพูชายื่นหลังจากการนำเสนอในคดีความนี้แล้ว กัมพูชานำแผนที่มาเพื่อให้ท่านเชื่อว่าพื้นที่ที่เรียกร้องนี้เป็นพื้นที่ที่พิพาทกันในปี 1962 โดยผ่านแผนที่หลายๆ ฉบับ และมีแผนที่ฉบับที่ 3 ได้ถูกใช้เป็นหลักฐานหลักของกัมพูชาโดยไม่คำนึงถึงแผนที่รูปแบบดั้งเดิม แม้ศาลจะมีอำนาจรับรองได้จริง แต่ก็ทำไม่ได้ และไม่มีการบันทึกไว้เลย จึงไม่สามารถพูดได้ว่ามีการรับรอง และเส้นไหนเป็นเส้นไหน ซึ่งเราก็ทราบว่ากัมพูชาไม่มีความแม่นยำในแผนที่ แต่เราไม่ทราบว่ากัมพูชาจะถึงกลับนำแผนที่มาเปลี่ยนกัน
ต้องขอชื่นชมกัมพูชาหากจะตัดสินจากความละอายของกัมพูชาที่ไม่ออกมาโต้แย้งเรื่องนี้ ดังนั้นความจริงกัมพูชายังไม่ให้ดูหลักฐานใดเลยว่าในปี 1962 มีพื้นที่นั้นอยู่จริง และได้ไปดูเอกสารทั้ง 1,500 หน้าก็ไม่มีการพูดถึงแผนที่ แต่แผนที่นี้ก็ไม่มีความน่าเชื่อถือ กัมพูชาบอกว่าเส้นในแผนที่เป็นเส้นแบ่งเขตทางเหนือ และเส้นสันปันน้ำแบ่งเขตทางใต้ กัมพูชาไม่สามารถให้คำอธิบายเรื่องนี้ได้ทำให้มีความคลาดเคลื่อน 500 เมตรไปทางปราสาท และยังมีการขีดเส้นทางเชิงกระไดของปราสาท ดูเหมือนว่าเส้นนี้จะเคลื่อนไหวได้ ส่วนทางตะวันตก ตะวันออก เราไม่รู้ว่าเส้นอยู่ทางไหน แล้วจะนำมาบอกว่า 4.6 ตร.กม.เป็นพื้นที่พิพาทได้อย่างไร เราไม่สามารถที่จะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ภายใน 50 ปี
กัมพูชาไม่ได้ให้แผนที่ใดมาพิสูจน์ แต่บอกว่ามาจากแผนที่ที่มีเส้นสองเส้นตัดกัน กัมพูชาอ้างว่า 4.6 ตร.กม. ต้องขึ้นทะเบียนมรดกโลกและการตัดสินในปี 1962 ไม่เกี่ยวกับพื้นที่รอบพระวิหาร หลักฐานของพื้นที่ 4.6 ที่ว่าเป็นข้อพิพาทเป็นแค่เอกสารที่กัมพูชายื่นหลังจบการนำเสนอในคดีความนี้แล้ว กัมพูชานำเอาแผนที่ที่ใช้อย่างมากคือแผนที่ฉบับที่ 3 ที่อยู่ในคำค้านของคำฟ้อง ซึ่งแผนที่แผ่นที่ 3 ได้ถูกมาใช้เป็นหลักฐานของกัมพูชา ไม่ได้คำนึงถึงแผนที่ในรูปแบบดั้งเดิม
"ในคำพิพากษาก็ไม่มีการเอ่ยถึง คู่ความทั้งสองก็ไม่ได้เอ่ยถึงพื้นที่นั้น กัมพูชาไม่สามารถให้คำอธิบายในเรื่องเขตแดนได้ มีการคลาดเคลื่อน 500 เมตรไปทางเหนือปราสาท และกัมพูชาไม่ได้สนใจภูมิประเทศรอบ ๆ แต่อย่างใด "
น.ส.อลินา มิรอง ยังได้แสดงการกำหนดตามทฤษฏีสีต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่ต่างกัน หากดูจากแผนที่นี้จะเห็นว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ไม่มีความเกี่ยวข้องเลย ซึ่งแผนที่นี้ทำให้ศาลเข้าใจถูกต้องตามที่ตัดสินไปในปี 1962 และแผนที่นี้คือแผนที่ที่ไทยจะต้องถอนกำลังทหารออกไป ส่วนสนธิสัญญา 1904 ไม่ได้พูดถึงปราสาท แต่แผนที่นี้พูดถึงเขตแดนซึ่งมีคุณค่าพิสูจน์ได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยจึงต้องคัดค้าน และแผนที่ในภาคผนวก 1 ก็ระบุถึงที่ตั้งปราสาทด้วย จึงได้มีการเรียกร้องให้ศาลต้องพิจารณาว่าปราสาทอยู่ทางเหนือหรือทางใต้ของเส้นเขตแดน ซึ่งศาลตอบว่าปราสาทนั้นอยู่ในเขตแดนของกัมพูชา แม้ว่าจะมีความชัดเจนเรื่องปราสาท แต่แผนที่ภาคผนวก 1 ไม่สามารถปฏิเสธว่ากัมพูชามีสิทธิเหนือพื้นที่อื่นๆ จึงคิดว่าแผนที่นี้มีคุณค่าในการพิสูจน์ แต่จะใช้กำหนดเขตแดนหรือไม่เพราะไม่ชัดเจนเรื่องภูมิศาสตร์ ภูมิรัฐต่างๆ และแผนที่อีกฉบับที่ไทยได้ส่งเมื่อปี 1947 ซึ่งเสนอต่อคณะกรรมการประนอมที่ให้ความสนใจในที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร และมีความคล้ายกันทั้งหมดที่แสดงให้เห็นว่าปราสาทตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเขตแดน จึงสามารถสรุปได้ว่าแผนที่ภาคผนวก 1 ไม่สามารถใช้เป็นตราสารที่แยกจากสนธิสัญญา 1904 เนื่องจากไม่มีความแม่นยำทางเทคนิค จึงไม่สามารถนำแผนที่เก่าๆ มาใช้ในการปักปันเขตแดน จึงควรใช้แผนที่ภาคผนวก 1 หลายๆ ฉบับมากกว่า การที่นายร็อดแมน บันดี ทนายชาวอเมริกันของฝ่ายกัมพูชา บอกว่าการมีหลายฉบับไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญคือแผนที่ที่กัมพูชาแนบมากับคำร้องเมื่อปี 1959 ซึ่งถือเป็นการด่วนสรุปเกินไปว่า แผนที่ที่ศาลใช้นั้นมีฉบับเดียว แต่ที่จริงศาลได้มีการเผยแพร่แผนที่ภาคผนวก 1 แล้วทำไมเอกสารที่ศาลนำเผยแพร่จึงมีความสำคัญน้อยกว่า
แผนที่ในภาคผนวกบอกถึงที่ตั้งปราสาทกัมพูชาเรียกร้องให้ศาลพิจารณาปราสาทอยู่เหนือหรือใต้เส้นเขตแดนซึ่งศาลก็ว่าแผนที่ได้แสดงให้เห็นว่าปราสาทอยู่ในกัมพูชา แม้มีความชัดเจนเรื่องปราสาทและแผนที่ภาคผนวก 1 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากัมพูชามีสิทธิอื่น ๆ อยากให้ดูแผนที่อื่น ๆ ด้วย ทุกแผนที่แสดงให้เห้ปราาทอนู่ในเส้นเขตแดน แต่เส้นเขตแดนส่วนอื่นไม่เหมือนกัน แต่ตอนนั้นผู้พิพากษาก็คิดว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในแง่พิสูจน์อธิปไตยของปราสาท ก็สรุปว่า แผนที่ภาคผนวกไม่มีคความแม่นยำทางเทคนิคเราก็ไม่สามารถใช้แผนที่เก่า ๆ ปักปันเขตแดนได้
เส้นสันปันน้ำควรเป็นเส้นที่เห็นได้ชัดเจน แต่วิธีการสังเคราะห์ในการกำหนดเส้นเขตแดนคือการนำเอาเส้นที่เห็นได้ตามธรรมชาติไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีอะไรที่เห็นได้ตามธรรมชาติ ต้องใช้วิธีการคำนวณทางคณิตศาสตร์ การนำเอาเส้นพรมแดนมาถ่ายทอดทำให้เส้นต่างๆที่เป็นจุดร่วม แต่ก็มีความแตกต่างจากเส้นสันปันน้ำ บางครั้งก็เป็นคุณต่อบางประเทศ ซึ่งอาจจะมีคาวมมั่นคงและความเสถียรแตกต่างกันไป การที่จะใช้วิธีการถ่ายทอดทางภูมิประเทศทางธรรมชาติควรใช้เมื่อปี 1962 และกัมพูชาก็เคยทำเพียงครั้งเดียว จึงน่าประหลาดใจมากว่าเส้นที่กัมพูชาเสนอมีความแตกต่างเฉพาะเส้นที่เป็นปราสาทพระวิหารเท่านั้น และกำลังขอให้ศาลวินิจฉัยว่าเส้นในแผนที่ตามภาคผนวก 1 เป็นเส้นเขตแดน จึงไม่น่าจะเป็นการตัดสินที่ดี และยังพูดถึงเขตพื้นที่ที่คำพิพากษากำหนดไว้แล้ว แต่ปัจจุบันกลับขอให้ศาลพิพากษาว่าพื้นที่่ 4.6 ตร.กม. หลังจากที่พิสูจน์ว่ามีอธิปไตยเหนือปราสาท กลับต้องการขอขยายพื้นที่ออกมาจาก 4.6 ตร.กม. และจากเดิมที่ต้องมีเขตตามสันปันน้ำ ก็จะขอให้ขยายออกมาจากพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ด้วย
ย้อนศรยกอดีตกษัตริย์สีหนุเทียบกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ศาสตราจารย์อแลง แปลเล่ต์ ทนายความชาวฝรั่งเศสของไทย ขึ้นกล่าวชี้แจงทางวาจาต่อศาลโลก ระบุว่า กัมพูชาไม่มีข้อมูลใหม่ๆ และกัมพูชายังคงพยายามดำเนินการให้ศาลโลกตีความเรื่องอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร เป็นการตีความไปมากไปกว่าคำตัดสินศาลโลก ปี 2505 โดยขอเน้นย้ำ ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลกแล้ว ดูจากมีพระบาทสมเด็จเจ้านโนดม สีหนุ เดินทางมาร่วมงานเฉลิมฉลอง ในพิธีการที่ทางการไทยมอบปราสาทพระวิหารและวัตถุโบราณคืนให้กับทางการกัมพูชา และมีการกล่าวชื่นชมการดำเนินการไทยโดยปราศจากข้อขัดข้อง จากเหตุการณ์ดังกล่าวแสดงถึงนัยยะสำคัญอย่างใหญ่หลวง ที่กษัตริย์กัมพูชา ไม่มีความขัดข้องในเรื่องรั้วลวดหนามกับป้ายที่ทางการไทยจัดทำขึ้น สิ่งนี้น่าจะมีน้ำหนักและความสำคัญเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ไปปรากฎตัวที่ปราสาทพระวิหาร ที่กัมพูชานำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาคำตัดสินศาลโลก ปี 2505 และมีน้ำหนัก ทำให้กัมพูชาชนะคดีในครั้งนั้น
ศาสตราจารย์แปลเล่ต์ กล่าวว่า ไทยไม่เคยไม่ยอมรับอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร แต่คำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 เห็นได้ชัดว่า ศาลจงใจไม่พูดถึงเรื่องเส้นเขตแดน โดยต่อมาในปี 2543 ไทยและกัมพูชาได้ลงนามในเอ็มโอยูเพื่อเป็นกรอบการจัดทำหลักเขตแดน ไม่มีส่วนใดที่ระบุถึงคำพิพากษาปี 2505 ตามที่กัมพูชาอ้าง การนิ่งเฉยของทั้งสองฝ่าย คือ ไทยและกัมพูชา สะท้อนให้เห็นว่ามาจากการเห็นตรงกันแล้วถึงคำพิพากษาปี 2505 ตลอดจนการดำเนินการใดๆ ของไทย อาทิ การติดตั้งประตูทางเข้าออกสู่ปราสาท ห่างไปจากตอนเหนือของปราสาทราว 100 เมตร กัมพูชาก็ไม่เคยทักท้วงหรือต่อต้าน ดังนั้นถือว่ากัมพูชายอมรับแล้ว
ศาสตราจารย์แปลเล่ต์ กล่าวว่า แต่ตั้งแต่ปี 2544 กัมพูชากลับเปลี่ยนจุดยืน และการที่กัมพูชาอ้างว่า ไทยไม่เคยประท้วงใดๆต่อการเข้ามาอยู่อาศัยของชาวกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าวนั้นไม่จริง ไทยได้เคยประท้วงไปหลายครั้งแล้ว แต่กัมพูชาไม่เคยสนใจ มิหนำซ้ำยังกล่าวหาว่า ไทยยังไม่ได้ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ในแผนที่ภาคผนวก 1 ของกัมพูชา แล้วสรุปเอาว่า ไทยไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลก ถือว่าขัดแย้งกันกับการยอมรับที่ประมุขของประเทศเคยยอมรับในอดีต
ศ.เจมส์ระบุจะเกิดข้อพิพาทหากศาลโลกชี้ขาดเรื่องเส้นเขตแดน
ต่อมาเวลา 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ศาสตราจารย์เจมส์ ครอว์ฟอร์ด ทนายความฝ่ายไทย ชาวออสเตรเลีย กล่าวถ้อยแถลงด้วยวาจาว่า ทั้งนี้ไม่ว่าแผนที่ฉบับใดของกัมพูชาที่มาแสดง บอกเพียงพื้นที่ที่ตั้งของปราสาทพระวิหารเท่านั้น ไม่ได้มีการระบุถึงเส้นเขตแดน โดยเจตนาของทั้งสองประเทศได้ใช้เส้นสันปันน้ำเป็นเขตแดน ในการกำหนดแผนที่หากไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยอาจทำให้เกิดข้อบกพร่อง และความพยามยามใดๆ ที่จะถ่ายทอดแผนที่สู่ภูมิศาสตร์ อาจทำให้เกิดข้อพิพาทกันได้
ศ.แปลเล่ต์สรุปจบชี้ศาลโลกทันเขมร
ต่อจากนั้นศาสตราจารย์อแลง แปลเล่ต์ ทนายความชาวฝรั่งเศสของไทย เป็นผู้กล่าวสรุปให้การชี้แจงทางวาจาต่อศาลโลกของฝ่ายไทยว่า ขณะนี้ศาลโลกคงจะเห็นถึงความแตกต่างใน 2 ด้านที่ชัดเจน ซึ่งกัมพูชาพยายามที่จะกล่าวหาในเรื่องไทยปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลกเชื่อมโยงกับความไม่ชัดเจนในเรื่องเส้นเขตแดนที่นำไปสู่การรุกรานและพิพาทตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ในสภาพที่ศาลต้องรับตีความ โดยใช้ธรรมนูญศาลโลก ข้อ 60 ว่า ไทยและกัมพูชา เห็นต่างในคำตัดสินศาลโลก ปี 2505 ทั้งที่ความจริง ขอย้ำว่า ไทยได้ยอมรับปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนกัมพูชา และสองฝ่ายไม่มีข้อขัดแย้งในประเด็นนี้ ทั้งกัมพูชามีความพยายามที่หลากหลายให้เรื่องนี้เกิดความเข้าใจเป็นอย่างอื่น อย่างตั้งคำถามว่า เส้นเขตแดนอยู่ที่ไหน ซึ่งไทยได้ถอนทหารออกมาแล้วในพื้นที่ที่ตั้งปราสาทพระวิหารภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ทำให้เห็นว่า ไม่จำเป็นที่ศาลต้องตีความข้อบทปฏิบัติการของคำพิพากษา ปี 2505
การที่กัมพูชาขอให้ศาลชี้ชัดเส้นเขตแดน แต่ใช้วิธีบังหน้าด้วยการขอตีความเส้นเขตแดน ทั้งที่ศาลได้ปฏิเสธมาแล้ว และจงใจที่ไม่ตัดสินในเรื่องเขตแดน สิ่งนี้กัมพูชาน่าจะเข้าใจในคำตัดสินศาลโลกปี 2505 ว่าถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว โดยผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับศาลโลก ที่กำหนดเส้นเขตแดนของไทย-กัมพูชา เนื่องจากเห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นข้อพิพาท มีความจำเป็นต้องปักปันเขตแดนต่อไป
หลังจากการชี้แจงด้วยวาจาของทีมทนายฝ่ายไทยวันแรกเสร็จสิ้นลงแล้ว นายปีเตอร์ ทอมกา ประธานศาลโลก ได้นัดพิจารณาต่อเป็นรอบที่ 2 ดังนี้ วันที่ 18 เม.ย.เวลา15.00น.-17.00น.ตามเวลาท้องถิ่นหรือเวลา 20.00น.-22.00น.ตามเวลาของประเทศไทย ฝ่ายกัมพูชาเข้าชี้แจ้ง และวันที่ 19 เม.ย.เวลา 15.00น.-17.00น. ตามเวลาท้องถิ่นหรือเวลา 20.00น.-22.00น. ตามเวลาของประเทศไทย ฝ่ายไทยเข้าชี้แจง
“สุรพงษ์”ชมคณะไทยโน้มน้าวศาลโลกได้
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังทีมทนายความของไทยชี้เเจงต่อศาลโลกในการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารว่า ทางฝ่ายไทยได้ให้ข้อเท็จจริง โต้แย้ง เพื่อหักล้างข้อมูลที่กัมพูชาชี้แจงเมื่อวันที่ 15 เมษายน ซึ่งฝ่ายไทยได้เน้นย้ำใน 2 แนวทาง คือ ขอให้ศาลไม่รับพิจารณาตามที่กัมพูชายื่นร้องขอให้ศาลโลกตีความอาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร และหากรับพิจารณาคดี ก็ขอให้พิจารณาว่าไม่มีเหตุใดที่จะต้องตีความ เพราะศาลเคยได้พิจารณาไปแล้วเมื่อปี 2505 และได้ปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกสมบูรณ์แล้ว
นายสุรพงษ์กล่าวว่า โดยภาพรวมในวันนี้ทางฝ่ายไทยได้ชี้แจง 5 ประเด็น คือ 1.การตีความในครั้งนี้เป็นการซ้อนคำอุทธรณ์ของกัมพูชา เพื่อพลิกคำพิพากษาที่ศาลเคยได้ตัดสินไปแล้ว โดยไทยได้ชี้แจงว่า คดีดั



