ข่าว

ปิดคดีฆ่า'ผู้ใหญ่จบ'หัวโจกต้านนายทุนผวา

ปิดคดีฆ่า'ผู้ใหญ่จบ'หัวโจกต้านนายทุนผวา

17 เม.ย. 2556

ปิดคดีฆ่าผู้ใหญ่จบ ...ในความหวาดกลัวนับหนึ่งใหม่สังหารหัวโจกต้านนายทุน : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน


               "ถือเป็นความภูมิใจที่สุดแล้ว ที่เราสามารถจับคนร้ายได้แบบไม่ผิดตัว" นี่เป็นคำบอกเล่า นายตำรวจระดับสูง ในชุดทำงานแกะรอยทีมสังหาร  ประจบ เนาวโอภาส (ผู้ใหญ่จบ) อายุ 43 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา แกนนำในการต่อต้านกลุ่มนายทุน นำขยะสารพิษมาทิ้งในพื้นที่ ซึ่งถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต เหตุเกิด 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในพื้นที่ ต.พนมสารคาม

               การเสียชีวิตของผู้ใหญ่จบ กลายเป็นที่มาของความหวาดระแวงต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ ด้วยเหตุจากคดีเก่าคนร้ายสังหาร สุเทพ ทองคำ อดีตแกนนำสายอนุรักษ์ในปี 2554 ที่ตำรวจลงพื้นที่ทำงานกันอย่างเต็มกำลังจนสามารถสรุปสำนวนคดีส่งฟ้องไปตามกระบวนการจนถึงอัยการ แต่คดีกลับถูกสั่งไม่ฟ้อง ความกดดันจึงมาตกอยู่กับการทำงานในครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

               ที่ผ่านมาหลังเกิดเหตุคนร้ายลงมือสังหารผู้ใหญ่จบ แกนนำต่อต้านบ่อขยะพิษหนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา พยานบุคคลแวดล้อมส่วนใหญ่ต่างพากันปิดปากไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพราะความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจและเกรงกลัวว่าข้อมูลที่จะให้ต่อเจ้าหน้าที่จะรั่วไหลไปจนถึงหูผู้สั่งการ อันหมายถึงภัยร้ายที่อาจจะลุกลามมาถึงตัว

               อย่างไรก็ตามในคดีนี้เจ้าหน้าที่ในทีมสืบสวนทุกนายก็ยังไม่ลดละความพยายามที่จะสืบค้นควานหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องจากในพื้นที่ทั้งหมด จนรู้ถึงเบาะแสของคนร้าย ที่ยังมีทิ้งไว้ให้ได้ติดตามแกะรอย ทั้งการเข้าออกพื้นที่ การเข้าพักในโรงแรม การติดตามประกบเหยื่อ ก่อนที่กระบวนการจะจบลงด้วยการสังหารเป้าหมาย จนท้ายที่สุดนั้นก็สามารถจับกุมมือสังหารพร้อมผู้ร่วมขบวนการได้ทั้งหมด

               แม้ว่าผู้ต้องหาบางส่วนจะให้การปฏิเสธก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าจากพยานหลักฐานทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่มีมากพอ กระทั่ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว  ผบ.ตร. เป็นผู้นำแถลงในคดีนี้ถึงการจับกุมคนร้ายและผู้จ้างวานก็น่าจะให้นัยได้หลายอย่าง 

               ขณะเดียวกันการจับกุมคนร้ายได้แบบ ถอนรากถอนโคน แม้ว่าจะก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงมีบรรดาแกนนำที่ออกมาขับเคลื่อนในการต่อต้านบ่อขยะพิษอีกจำนวนหนึ่ง ที่ยังคงมีความหวาดหวั่น ต่อภัยมืดที่อาจเข้ามาใกล้ตัวและเป็นรายต่อไป

               ด้วยเหตุที่ทุกคนยังคงเชื่อว่าน่าจะมีขบวนการจ้างวานแฝงแบบลงขันกันตามเก็บแกนนำที่ถูกหมายหัว จากกลุ่มขบวนการที่เสียผลประโยชน์จากบ่อขยะพิษที่ยังมีเหลืออยู่ในพื้นที่อีกหลายราย

               มนัส (สงวนนามสกุล) อายุ 61 ปี หนึ่งในชาวบ้านที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านบ่อขยะพิษในพื้นที่ กล่าวถึงความกังวลที่ยังคงหลงเหลืออยู่และไม่วางใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า การจับกุมคนร้ายได้ในครั้งนี้นั้นเชื่อว่าเป็นตัวจริง ตรงตามที่ชาวบ้านในพื้นที่รับรู้ แต่ไม่น่าจะหมดสิ้นไปทั้งขบวนการแล้วทั้งหมด

               "ยังคงมีกลุ่มทุนที่อาจใช้เงินหนุนในการจ้างวานอีกหลายรายที่ยังถูกสาวไปไม่ถึง ผมเชื่อว่าไม่ได้มีผู้ว่าจ้างเพียงรายเดียว เพราะในพื้นที่แล้วรับรู้กันว่า มีผู้เสียผลประโยชน์จำนวนหลายรายที่ประกอบอาชีพในทำนองเดียวกันอีกมากถึง 4-5 แห่ง หรืออย่างน้อยที่สุดนั้นก็น่าจะมีผู้ร่วมขบวนการอีกไม่ต่ำกว่า 2 รายร่วมอยู่ด้วย"

               ชาวบ้านในพื้นที่รู้สึกกังวลใจกับการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยปัญหามลภาวะ ส่งผลให้กิจการคัดแยกวัตถุอันตราย ทั้งกิจการบำบัดน้ำเสีย การรีไซเคิลขยะ น้ำมันเครื่อง และการฝังกลบขยะ ที่มีโรงงานบางแห่งลงทุนกว้านซื้อที่ดินซึ่งเป็นบ่อลูกรังเก่าไร้ราคา เอาไว้ในราคาที่สูงถึงไร่ละ 6 หมื่นบาทอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อเตรียมไว้รองรับ

               ขณะที่ขบวนการที่ทางตำรวจจับกุมมาได้นี้เป็นเพียงผู้ประกอบการรายเดียวที่ทำธุรกิจประเภทการรีไซเคิลน้ำมันเครื่อง การคัดแยกบำบัดสารหล่อเย็น แต่ยังมีโรงงานอื่นๆ ที่ตั้งใจกลางชุมชนและถูกชาวบ้านต่อต้านและจับตาถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม

               "เรื่องของความปลอดภัยต่อชาวบ้านนั้นยังถือว่ายังคงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก เพราะเชื่อว่ายังคงมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่เป็นขบวนการที่ใหญ่กว่านี้"  สุนันท์ นิดร ส.อบต.หนองแหน อีกหนึ่งในแกนนำที่เคยถูกขบวนการล่าค่าหัวพยามยามที่จะสังหาร กล่าว

               เขาขยายความให้เห็นภาพอย่างชัดแจ้งว่า กลุ่มผู้เสียประโยชน์ได้ตั้งวงเงินให้แก่กลุ่มมือปืนในการติดตามไล่ล่าค่าหัวแกนนำมากถึง 5 ล้านบาท รวมเป้าหมาย 5 คน

               และ 2 ใน 5 เป้าหมาย ได้ถูกกำจัดไปแล้ว คือ สุเทพ ทองคำ เมื่อ 2 ปีก่อน และผู้ใหญ่ประจบ เนาวโอภาส เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

               เท่ากับว่ายังคงเหลือเงินรางวัลค่าหัวอีกมากถึง 3 ล้านบาท ที่ยังคงเป็นสิ่งล่อใจของมือปืน ให้มาลงมือสังหารแกนนำในรายที่ยังคงมีค่าหัว

               คนร้ายที่ตำรวจจับได้ว่าถือว่าชัดเจนไม่ผิดตัว สุนันท์ยืนยันอีกคนโดยให้เหตุผลว่า เพราะแกนนำทุกคนไม่เคยไปมีเรื่องขัดแย้งกับใครมาก่อน นอกจากโรงงานรีไซเคิลแห่งนี้ และยังให้จับตาไปอีก 5 แห่งที่มีกรณีพิพาทกับชุมชน  

               "หลังจากผู้ใหญ่ประจบเสียชีวิต ยังมีคนมาคอยติดตามถ่ายภาพรถของแกนนำไว้ด้วยอีก โดยเฉพาะ "จร เนาวโอภาส" พี่ชายของผู้ใหญ่จบ" สุนันท์ได้สำทับถึงชนวนเหตุจนทำให้เกิดความเป็นกังวลกับแกนนำคนอื่นๆ

               ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่ยังคงทำให้ชาวบ้านพากันหวาดระแวงอย่างต่อเนื่องนั้น เพราะยังคงมีผู้เสียประโยชน์แบบลูกโซ่ อยู่ในพื้นที่อีกกลุ่มหนึ่ง พยายามใช้อำนาจเงินทุ่มซื้อตัวผู้ที่มีบทบาทในพื้นที่ บางคนได้ผลประโยชน์สูงถึง 100,000 บาทต่อเดือน หากผู้มีบารมีรายนั้นๆ สามารถที่จะควบคุมมวลชนคนในตำบลไม่ให้ออกมาร่วมเคลื่อนไหวได้

               ในทางคดีถือว่าตำรวจได้ทำการจับกุมคนร้ายที่ลงมือสังหาร และสาวไปจนถึงตัวบงการที่จ้างวานฆ่าได้แล้ว ส่วนจะมีความเกี่ยวโยงไปจนถึงผู้เสียผลประโยชน์รายอื่นๆ หรือจะมีการลงขันกันตามข้ออ้างที่ชาวบ้านอ้างถึงนั้น

               "เรายังไม่สามารถที่จะสาวไปถึงตรงนั้นได้ ยกเว้นจะมีพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติม แต่เราได้สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชาวบ้านโดยมีการโยกย้ายนายตำรวจที่ชาวบ้านไม่วางใจออกไปไกลจากพื้นที่จนไม่สามารถที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องได้อีก" พ.ต.อ.วินัย จิตต์ปรุง รอง ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา กล่าว

               เป็นบทสรุปของทางตำรวจต่อการคลี่คลายคดี ในขณะที่เมฆหมอกของความหวาดกลัวที่จะตกเป็นเหยื่อในความรุนแรงยังคงมีอยู่ในพื้นที่

.........

(หมายเหตุ : ปิดคดีฆ่าผู้ใหญ่จบ ...ในความหวาดกลัวนับหนึ่งใหม่สังหารหัวโจกต้านนายทุน  : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน)