
ทีมสัตวแพทย์พระราชทานใส่เฝือกขาขวาให้พังกำไล
พร้อมฉีดสารตัวใหม่ชดเชยเลือดที่เสียไป เผยอาการดีขึ้น สดชื่น กินอาหารได้มาก พ่อเมืองสุรินทร์แถลงข่าว เตรียมแผนการรักษา สั่งขุดสระน้ำขนาดใหญ่ทำวารีบำบัดพฤหัสนี้
ความคืบหน้าในการรักษาอาการของ "พังกำไล" หลังประสบอุบัติเหตุรถบรรทุกคว่ำทำให้ขาหน้าทั้งสองข้างหัก โดยอาการของพังกำไลยังคงน่าเป็นห่วง ทำให้ทีมแพทย์พระราชทานต้องใช้วิธีรักษาปลูกถ่ายไขกระดูกด้วยการทำสเต็มเซลล์ พร้อมทั้งเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานอาการของพังกำไลว่า ขณะนี้แม้อาการของพังกำไลยังทรงตัว แต่เริ่มตอบสนองด้วยการกินอาหารมากขึ้น
หลังจากสัตวแพทย์ฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปในร่างกาย ขณะเดียวกันทีมสัตวแพทย์เริ่มแผนการรักษาขั้นตอนต่อไปด้วยการใส่เฝือกพลาสติกที่ขาหน้าขวา พร้อมกันนี้ได้ฉีดสารตัวใหม่เพื่อไปชดเชยเลือด และส่วนที่สึกหรอภายในร่างกายที่เสียไป ท่ามกลางการดูแลของคณะสัตวแพทย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์คชบาลลำปาง ที่เข้าตรวจรักษาพยาบาลพังกำไลอย่างใกล้ชิดด้วยการให้น้ำเกลือ ยาปฏิชีวนะ และวิตามินต่างๆ
จากนั้นเวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ หรือโรงพยาบาลช้าง จ.สุรินทร์ ได้ใช้รถเครนยกตัวพังกำไลให้ยืนขึ้น เพื่อตัดเอาชิ้นเนื้อที่ตายแล้วไปตรวจ พร้อมกับช่วยทำบาดแผลกดทับ และบาดแผลที่ขาด้านซ้ายด้วย โดย สพญ.ภัทร เชื้อพลายเวช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ กล่าวว่าหลังจากฉีดสเต็มเซลล์ และเข้าเฝือกให้พังกำไลพบว่า มีอาการสดชื่น กินได้มากขึ้น ส่วนการรักษาพยาบาลทีมสัตวแพทย์ช่วยกันดูแลอย่างเต็มที่
ด้านนายสมศักดิ์ ศาลางาม เจ้าของช้างและควาญช้าง บอกว่า รู้สึกดีใจที่เห็นพังกำไลแข็งแรงอาการสดชื่น สามารถกินอาหารได้ ต้องขอบคุณทีมสัตวแพทย์ทุกคนที่ให้ความสนใจเข้ามาดูแลรักษาพยาบาลพังกำไลอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลา
ต่อมานายวิเชียร ชวลิต ผู้ว่าฯ สุรินทร์ แถลงข่าวว่า ทีมสัตวแพทย์และผู้เกี่ยวข้องจะขุดบ่อน้ำ หรือสระน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่าบ่อน้ำบำบัด หรือวารีบำบัด เพื่อรักษาอาการของพังกำไลในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับการรักษาอาการของพังกำไลนั้น ทีมแพทย์จะแถลงข่าวอาการของพังกำไลในเวลา 10.00 น. ทุกๆ วัน ส่วนประชาชนท่านใดต้องการบริจาคเงินช่วยเหลือพังกำไลนั้น จังหวัดเห็นว่าตอนนี้ยังไม่ขัดสน ดังนั้นหากจะบริจาคก็ขอให้บริจาคผ่านกองทุนสัตวแพทย์พระราชทาน



