ข่าว

กต.ยันไทยหักล้างข้อโต้แย้งกัมพูชาได้

กต.ยันไทยหักล้างข้อโต้แย้งกัมพูชาได้

16 เม.ย. 2556

"ไกรรวี"ยัน4ยุทธศาสตร์ไทยหักล้างข้อโต้แย้งกัมพูชาได้แน่ ย้ำมีหลักฐานชัด "ชวนนท์"จี้"นายกฯ"ประท้วง"กัมพูชา"ให้ข้อมูลเท็จย้ำ"MOU43"ไม่ใช่จุดอ่อนของไทย


 
          วันที่ 16 เม.ย.56  นายไกรรวี ศิริกุล รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการชี้แจงต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) หรือ ศาลโลก ของฝ่ายกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ซึ่งมีเนื้อหาสรุปใจความได้ว่า กัมพูชาพยายามโน้มน้าวให้ศาลโลกเห็นว่ามีอำนาจในการตีความอาณาบริเวณรอบตัวปราสาทพระวิหาร ที่มีกฎหมายระหว่างประเทศอ้างอิงสนับสนุนให้ศาลได้พิจารณา
 
          นอกจากนี้ กัมพูชาได้ยกแผนที่ตามภาคผนวกที่ 1 หรือ แผนที่ 1 : 200,000 ซึ่งมีเส้นเขตแดนระบุไว้เดิม และศาลได้ใช้แผนที่ภาคผนวกที่ 1 ตัดสินคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505 โดยกัมพูชาชี้ให้เห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งในวินิจฉัย เพื่อยืนยันว่าเส้นเขตแดนได้ปรากฏอยู่ในแผนที่
 
          อย่างไรก็ตาม คณะดำเนินด้านกฎหมายต่อสู้คดีของไทย ได้มี 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1.ศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณา 2.กัมพูชาไม่สิทธิยื่นศาลเพื่อขอตีความคำตัดสินคดีเดิมในรูปแบบการอุทธรณ์ 3.ไทยปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลกครบถ้วน และ 4.คำตัดสินเมื่อปี 2505 ศาลได้กล่าวถึงอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหาร โดยไม่ได้ระบุถึงเส้นเขตแดน
 
          ทั้งนี้ การชี้แจงของฝ่ายไทยในวันที่ 17 เม.ย. มั่นใจว่า 4 ยุทธศาสตร์ดังกล่าว จะสามารถหักล้างข้อโต้แย้งฝ่ายกัมพูชาได้ อีกทั้ง ไทยมีหลักฐานพร้อมยืนยันชัดเจน รวมทั้งมีข้อมูลว่าเหตุใด 50 ปีที่ผ่านมา กัมพูชาไม่เคยท้วงติง แต่ปัจจุบันยื่นเรื่องร้องต่อศาลโลกให้ตีความ
 
          “เพราะเรื่องดังกล่าวกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งมีพื้นที่อนุรักษ์กินเข้ามาในดินแดนไทยจำนวนมาก รวมถึงพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. และไทยจะชี้ให้ศาลเห็นว่าการประชุมมรดกโลก ณ เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ยูเนสโกได้เลื่อนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ออกไป 1 ปี และรับพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทให้กัมพูชา ในการประชุมที่แคนาดา โดยมีขอบเขตพื้นที่มรดกโลกเล็กลง”นายไกรรวี กล่าว 

 

กต. เชื่อ ศาลโลกไม่มีอำนาจตัดสินเขตแดนไทย-กัมพูชา

          นายไกรรวี กล่าวว่าแผนที่ 1 : 200,000 เป็นเอกสารที่ยืนยันเหตุผลเดียวที่กัมพูชารู้สึกมั่นใจในการหยิบคำตัดสินของศาลโลกในปี 2505 กลับมาใหม่เพื่อยื่นขอตีความอาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร โดยเชื่อว่าศาลได้ใช้แผนที่ฉบับดังกล่าวในการตัดสินคดีเดิม ซึ่งแผนที่ภาคผนวกที่ 1 เป็นเอกสารประกอบการพิจารณา 1 ใน 5 ที่ใช้ประกอบตัดสิน ซึ่งเป็นกฎหมายปิดปากไทยเมื่อครั้งก่อน ทั้งนี้ หากศาลโลกมีอำนาจในการกำหนดเส้นเขตแดนก็คงตัดสินไปตั้งแต่ปี 2505 แล้ว แต่กลับปล่อยให้เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จึงขอให้มั่นใจว่าครั้งนี้ศาลคงไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา



"ณัฏฐวุฒิ" เผย คณะต่อสู้คดีฝ่ายไทยปรับกลยุทธ์ งัดหลักฐานสู้เขมร

          มีรายงานว่า ในค่ำวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศและหัวหน้าคณะเผยแพร่ข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารให้สัมภาษณ์ว่า หลังเสร็จสิ้นการรับฟังการชี้แจงทางวาจาของฝ่ายกัมพูชาวันแรก ทางคณะทำงานสู้คดีปราสาทพระวิหารของไทยและทีมที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติได้ประชุมหารือและประเมินอยู่ในความคาดการณ์ไว้ ประเด็นหลักๆ ที่ฝ่ายกัมพูชาหยิบยกมาส่วนใหญ่อยู่ในข้อเขียน สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาขยายเพิ่มเติมและหาข้อมูลมาโต้แย้งคือสิ่งที่ไทยเขียนไว้ในคำอธิบายเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษร ที่ยื่นต่อศาลครั้งที่สอง)
 
          นายณัฏฐวุฒิ กล่าวว่า เท่าที่ได้หารือกันจะมีการปรับเนื้อหาในบางประเด็นเพื่อให้เข้ากับเนื้อหาที่ฝ่ายกัมพูชาพูดเพื่อให้มีน้ำหนักที่ดีกว่า ขณะนี้มีหนึ่งหัวข้อที่เตรียมไว้แต่จะลดเวลาพูดลงจาก 25 เป็น 5 นาที ส่วนเวลาที่เพิ่มมาก็จะกระจายไปพูดในส่วนอื่นที่กัมพูชาให้ความสำคัญมากขึ้น โดยแผนที่จะเป็นหนึ่งบทที่ไทยจะพูดและคงมีน้ำหนักพอสมควร ขณะนี้ไทยให้น้ำหนัก 3-4 ประเด็นเท่าๆกัน ส่วนจะเน้นประเด็นใดๆ เพิ่มขึ้นจากเวลาที่ได้ตัดบางประเด็นออกไปก็จะหารือกันอีกครั้ง ทั้งนี้ไทยให้ความสำคัญกับทุกประเด็น
 
          นายณัฏฐวุฒิ กล่าวว่า ในชั้นนี้ผู้ขึ้นกล่าวชี้แจงในส่วนของไทยนอกจากนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ เนเธอร์แลนด์ และตัวแทนไทยแล้ว คาดว่ามีทนายที่ปรึกษาชาวต่างชาติทั้ง 3 คนและผู้ช่วยอีก 1 คน โดยแต่ละคนรับผิดชอบแต่ละประเด็น ขณะนี้ผู้ขึ้นชี้แจงได้นำถ้อยแถลงทั้งหมดไปปรับรายละเอียดเพื่อให้ตรงกับประเด็นที่จะนำไปใช้ในวันที่ 17 เมษายน ส่วนใครจะขึ้นพูดก่อนหลังและจะกระจายน้ำหนักไปในประเด็นต่างๆอย่างไรก็ตามจะมีการประชุมเพื่อพิจารณากันอีกครั้งเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน หรือราว 17.00 น. ตามเวลาไทย และภายใน 15.00 น. ตามเวลาในกรุงเฮก คงได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
 
          รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า ต้องขออภัยที่การแปลระหว่างถ่ายทอดสดจะบางส่วนอาจจะขลุกขลัก แต่ในวันที่ 17 เมษายนนี้จะมีการปรับปรุงแก้ไขและให้ข้อมูลบางอย่างเพิ่มเติม เพื่อให้ล่ามสามารถทำหน้าที่คนกลางในการถ่ายทอดได้ดีขึ้น


 

คณะสู้คดีไทยถกเข้มพร้อมลุยศึกพระวิหาร17เม.ย.


         ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันที่ 16 เม.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเตรียมการ ก่อนที่นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำเนเธอร์แลนด์ ฐานะตัวแทนไทย และทีมที่ปรึกษากฎหมายต่างชาติจะขึ้นชี้แจงด้วยวาจาต่อศาลโลกในวันที่ 17 เม.ย.นั้น โดยนายวีรชัยและทีมทนายความได้ใช้เวลาในช่วงเช้าถึงบ่ายเพื่อปรับแก้ร่างถ้อยคำที่เตรียมจะขึ้นชี้แจงด้วยวาจาต่อศาล จากนั้นจึงจะเข้าประชุมเพื่อหารือร่วมกับทีมไทยทั้งหมด เพื่อสรุปประเด็นอีก 2 รอบ ในช่วงบ่ายและช่วงเย็นเพื่อช่วยกันพิจารณาร่างเนื้อหาที่ปรับแก้ เพื่อให้ได้ร่างถ้อยแถลงสุดท้ายที่ทุกฝ่ายเห็นว่าดีที่สุดร่วมกัน

         นอกเหนือจากการเตรียมการในส่วนของสารัตถะทั้งหมด อีกด้านหนึ่งของทีมงานฝ่ายไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้เรียกประชุมทีมแแปลและทีมกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประเมินผลการทำงานในวันแรก จะได้นำข้อมูลมาใช้ปรับปรุงการทำงานให้การถ่ายทอดสดเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี และการเตรียมเอกสารสรุปสาระสำคัญของการชี้แจงของฝ่ายไทย ที่เตรียมจะเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ทราบมีความพร้อมสมบูรณ์ให้มากที่สุดอีกด้วย




'ชวนนท์'จี้'ปู'ประท้วงเขมรให้ข้อมูลเท็จ ย้ำ "MOU43" ไม่ใช่จุดอ่อนของไทย


           นายชวนนท์  อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ฐานะโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แถลงเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกคำประท้วงอย่างเป็นทางการและจริงจังต่อการให้ถ้อยแถลงด้วยวาจารอบแรก ของทีมต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ของฝ่ายกัมพูชา ที่ให้ไว้กับคณะผู้พ้พากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) หรือ ศาลโลก เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา เพราะเป็นข้อมูลเท็จ และเจตนาสร้างภาพให้ศาลโลกเห็นว่าประเทศไทยเป็นผู้เข้าไปรุกรานและรังแกประเทศกัมพูชาก่อน ทั้งที่ความเป็นจริงที่ผ่านมารวมถึงสมัยรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยใช้ความรุนแรง หรือ อาวุธหนักโจมตีกัมพูชาก่อน มีแต่ฝ่ายกัมพูชาเท่านั้นที่พยายามยั่วยุ สร้างให้เกิดความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยความเสียหายที่เกิดกับหมู่บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ถือเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่ากัมพูชารุกรานไทย ส่วนความเสียหายในตัวปราสาทพระวิหารตามที่ทนายฝ่ายกัมพูชาได้ให้ถ้อยแถลงกับศาลโลกนั้น ข้อเท็จจริงคือ มีทหารกัมพูชาได้เข้าไปในตัวปราสาทและยิงมายังฝ่ายไทย ทำให้ฝ่ายไทยต้องตอบโต้เข้าไปยังจุดดังกล่าว นอกจากนั้นในกรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลก เมื่อปี 2505 และไม่ยอมถอนกองกำลังทหาร ไทยต้องอธิบายให้เห็นว่าการปฏิบัติการใด ๆ จะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ 2 ประเทศหารือร่วมกัน และที่ผ่านมาได้มีการหารืออย่างต่อเนื่อง
 
          "รัฐบาลไทยต้องไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือน และต้องชี้ให้เห็นว่ากัมพูชามีเจตนาที่จะสร้างภาพว่าไทยเป็นผู้รุกรานประเทศกัมพูชาก่อน เพราะกัมพูชาเคยมีหนังสือไปยังสหประชาชาติ เพื่อร้องขอความช่วยเหลือ และรายงานสถานการณ์ความรุนแรงก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง" นายชวนนท์ แถลง
 
          นายชวนนท์ แถลงต่อว่าประเด็นสำคัญที่ทนายฝ่ายกัมพูชาระบุถึง คือ แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน หรือแผนที่ภาคผนวก 1 ที่ศาลโลกได้ให้การรับรอง ตั้งแต่ปี 2505 ผ่านคำตัดสิน ซึ่งไทยไม่ยอมรับในแผนที่ดังกล่าว แต่ได้ยกบันทึกความเข้าใจ ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก 2543 หรือเอ็มโอยู43 มาอ้างและเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ได้ให้การยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 2แสน ถือเป็นการยกข้อมูลมาหักล้างอย่างไม่ตรงข้อเท็จจริง เพราะการจัดทำหลักเขตแดนดังกล่าวเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นแล้วว่าการจัดทำเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นศาลโลกไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ อีกทั้งการทำเอ็มโอยู 43 ได้ยึดแนวสันปันน้ำไม่ใช่แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน
 
          "เอ็มโอยู 43 ถือเป็นประโยชน์ในการต่อสู้คดี ผมขอให้ฝ่ายไทยยืนยัน เพราะจะเป็นหลักฐานสำคัญที่จะใช้ต่อสู้ได้ ทั้งนี้การให้ถ้อยแถลงของฝ่ายกัมพูชาในประเด็นแผนที่ ทนายกัมพูชาเลี่ยงที่จะพูดถึงสันปันน้ำ เพราะถือเป็นจุดอ่อนของเขา ในการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารครั้งนี้" นายชวนนท์ กล่าว
 
          นายชวนนท์ ได้เรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ประกาศให้ชัดเจนว่าจะยอมรับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียวหรือไม่ เพราะตนมองว่าหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าคัดค้าน และขอให้ยูเนสโกทบทวน จะทำให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายไทยในการต่อสู้คดี แต่หากนายกฯ ไม่มีการประกาศคัดค้าน ตนขอให้พิจารณาถึงความเหมาะสมในการเป็นผู้นำทีมต่อสู้คดี