ข่าว

รายงาน...พ่ายกระแสสังคม

รายงาน...พ่ายกระแสสังคม

04 มิ.ย. 2552

ในที่สุด ครม.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่สามารถฝ่ากระแสสังคมไปได้ ด้วยการมีมติ "ตีกลับ" โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน วงเงิน 6.4 หมื่นล้านบาท ของพรรคภูมิใจไทย

 หลังจาก โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม นอมินี เนวิน ชิดชอบ กลุ่มเพื่อนเนวิน ประกาศขึงขังเดินหน้าดันโครงการแบบเต็มสูบ

 แต่สุดท้าย กลุ่มเพื่อนเนวิน ต้องอกหัก หลังจาก ครม.ใช้เวลาในการพิจารณาวาระนี้เป็นวาระสุดท้ายนานร่วมชั่วโมงเศษ

 ก่อนที่จะได้ข้อสรุปด้วยการตั้ง "คนกลาง" ขึ้นมาศึกษารายละเอียด ผลความคุ้มค่าก่อนเดินหน้าโครงการ โดยส่งเผือกร้อนต่อให้ 15 อรหันต์บอร์ดสภาพัฒน์ หรือคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นคนตรวจทาน

 ประกอบด้วย พนัส สิมะเสถียร ประธานบอร์ด, ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์, โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์, จุรี วิจิตรวาทการ, พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา, สนิท อักษรแก้ว, ศักรินทร์ ภูมิรัตน์, อาชว์ เตาลานนท์, วิบูลย์ เข็มเฉลิม, ประสิทธิ์ โฆวิไลกูล, ปรีชา วัชราภัย เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, บัณฑูร สุภัควณิช ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ และเลขานุการบอร์ด

 โดยขีดเส้นตายภายใน 1 เดือน เพื่อหาข้อสรุปก่อนที่จะชงเข้าสู่ที่ประชุม ครม.พิจารณาอีกครั้ง ว่าควรจะหาทางออกที่เหมาะสมอย่างไร

 ระหว่าง "เช่า" หรือ "ซื้อ" อย่างไหนจะคุ้มค่ามากกว่ากัน !!!

 แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการ "ซื้อเวลา" เท่านั้น เพราะสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ครม.ต้องพับโครงการนี้ไว้ก่อน เพราะเจอแรงบีบจากกระแสสังคมอย่างหนัก ถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการ

 ถึงขนาดนายกรัฐมนตรีออกปากกลางที่ประชุมว่า ทุกคนต้องตระหนักถึงกระแสสังคม เพราะกระแสสังคมขณะนี้แรงมาก แม้จะมั่นใจว่าโครงการโปร่งใส แต่หากไม่สามารถให้อธิบายให้สังคมเข้าใจ ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลได้

 นั่นเป็นเพราะเจ้าของเรื่องถูกชงมาจาก "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ซึ่งสังคมไม่อาจที่จะไว้ใจได้ เพราะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเองว่า จะใสสะอาดพอหรือไม่

 ถึงขนาดในที่ประชุม ครม.มีการหยิบยกเรื่องข้อกังขาความไม่โปร่งใสมาหารือนานเป็นพิเศษ แม้ว่า "โสภณ" จะเสนอแผนภูมิพร้อมทั้งข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้ ครม.ได้รับทราบ รวมถึงผลประกอบการที่ขาดทุนของ ขสมก.มาโดยตลอดแล้วก็ตาม

 แต่ทว่าข้อมูลทั้งหมดก็ไม่สามารถที่จะทำให้ ครม.เชื่อได้ว่า โครงการทั้งหมดโปร่งใส 100% เพราะยังมีแนวทางอื่นที่เหมาะสมกว่า

 งานนี้ถึงกับเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีทุกคนลุกขึ้นแสดงความเห็นและเสนอทางออกอย่างกว้างขวาง

 ไม่ว่าจะเป็นการเช่า การเช่าซื้อ การซื้อทั้งหมด หรือแม้กระทั่งการยกเลิกโครงการทั้งหมดแล้วโอนงานให้ กทม.เป็นผู้ดำเนินการ โดยไม่สนใจต่อการขาดทุนของ ขสมก.

 เพราะถือว่า ขสมก.เป็นบริการสาธารณะที่ต้องทำให้ประชาชนเกิดความพึงพอใจ แต่หากสังคมเกิดข้อสงสัยในเรื่องความไม่โปร่งใส การเดินหน้าโครงการก็ไม่เกิดประโยชน์

 ที่สำคัญนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้ชี้ขาดโครงการยังอดที่จะตั้งข้อสังเกตไม่ได้ ในเรื่องจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจาก 1.5 ล้านคนต่อวัน เป็น 2.5 ล้านคนต่อวัน หลังจากโครงการเช่ารถเดินหน้าว่า จะมีอะไรเป็น "หลักประกัน" ว่าประชาชนจะมีความพึงพอใจในการใช้บริการรถเมล์เช่า

 พร้อมทั้งแสดงความเห็นใจ "โสภณ" ที่ต้องรับภาระหนักในการชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคมให้ปราศจากข้อสงสัยให้ได้

 สุดท้าย "โสภณ" จึงต้องจำนนต่อหลักฐาน เพราะไม่สามารถจะชี้แจงให้ ครม.เกิดความกระจ่าง เพื่อลดกระแสคัดค้านจากสังคมได้

 ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นความเก๋าเกมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่สามารถปลุกกระแสสังคมขึ้นมาหักดิบ พรรคภูมิใจไทย ได้เป็นผลสำเร็จ

 นั่นเป็นเพราะว่า หากรัฐบาลไม่ฟังกระแสสังคม มัวแต่คำนึงถึงเสถียรภาพของรัฐบาล อนาคตรัฐบาลก็อาจจะอยู่ไม่ยืด

 แต่เกมยังไม่จบเพียงเท่านี้

 เพราะ "โสภณ" ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า กระทรวงคมนาคม และ ขสมก.ยังยึดตามแนวทางเช่าเช่นเดิม เพราะถือว่าเป็นทางที่คุ้มค่าที่สุดในยามนี้

 งานนี้เรียกได้ว่า เป็นการลดความร้อนแรงของ "กระแสสังคม" ได้อย่างชะงัด

 โดยเฉพาะแรงต้านจากพลังของ 40 ส.ว.ที่เตรียมล่ารายชื่อยื่นถอดถอน ครม.ทั้งคณะ หากผ่านโครงการนี้ พร้อมทั้งการออกมาขู่คว่ำ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลเตรียมเข็นเข้าสู่ที่ประชุมสภาสมัยวิสามัญกลางเดือนนี้

 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การออก พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

 ขณะเดียวกัน นาทีนี้ "พรรคภูมิใจไทย" ก็รู้ตัวดีว่า ไม่อยากฝ่ากระแสสังคม เพราะมีแต่เสียกับเสีย แม้จะเสียรังวัดไปบ้างก็ตาม

 สู้อดเปรี้ยวไว้กินหวานจะดีกว่า เพราะยังมีช่องทางในการกักตุนกระสุนดินดำอยู่เบื้องหน้า

 ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ที่รัฐบาลเตรียมเข็นเข้าสู่สภา เพื่อให้เหล่าบรรดานักเลือกตั้งทั้งหลายหาช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์

 ถึงกระนั้นก็ต้องบอกว่า นาทีนี้ ใช่ว่าความขุ่นเคืองใน ครม.จะจางหายไป เพียงแต่กำลังนับถอยหลังรอวันปะทุขึ้นมาอีกระลอก

 บัญชา แข็งขัน