
เริ่มแล้ว!เขมรขึ้นแจงพระวิหาร
"ฮอร์ นัมฮง"เปิดฉากแถลง ร่ายยาวฟ้องศาลโลกไทยเริ่มรุกรานก่อนยันไม่ต้องการปักปันเขตแดนแต่ให้ตีความให้ชัด ซัดไทยตีความคำพิพากษาฝ่ายเดียวคิดเองเจ้าของพระวิหาร
วันที่ 15 เม.ย.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ องค์คณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยองค์คณะผู้พิพากษาจำนวน 17 ท่าน ได้เชิญคณะดำเนินการทางกฎหมายของกัมพูชา นำโดยนายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา นายวาร์ กิมฮอง รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมาธิการชายแดนแห่งชาติ กับนายลองวิสาโล รัฐมนตรีช่วยว่าการต่างประเทศกัมพูชา เข้าให้การชี้แจงทางวาจาต่อศาลโลก ขณะที่คณะดำเนินการกฎหมายต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารของไทย นำโดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายวีรชัย พลาศรัย ในฐานะตัวแทนไทยดำเนินการทางกฏหมายปราสาทพระวิหาร และนายวรเดช วีระเมคิน อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และที่ปรึกษาต่างชาติของไทย
นายปีเตอร์ ทอมกา ประธานศาลโลก ได้กล่าวความเป็นมาของคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร ในปี 2505 ที่นำมาสู่การที่กัมพูชายื่นตีความอาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร ในปี 2554 โดยประธานศาลโลก ได้เชิญนายฮอร์ นัมฮง ได้ขึ้นกล่าวถึงความสำคัญที่ศาลโลกได้พิจารณาตีความอาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร โดยนายฮอร์ นัมฮง กล่าวว่า กัมพูชารู้สึกเสียใจที่เกิดเหตุการณ์พิพาทตามแนวชายแดนในพื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหารที่มีความร้ายแรง ที่มีความจำเป็นให้ศาลช่วยตัดสินตีความและช่วยคลี่คลายข้อโต้แย้งกรณีพิพาทกับไทย เพื่อให้เกิดสันติภาพและมิตรภาพในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณศาลที่ให้โอกาสกับทางไทยและกัมพูชาได้ชี้แจงทางวาจา และแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว
นายฮอร์ นัมฮง ชี้ว่าเหตุผลอะไรที่ทำไมคดีพระวิหารที่เกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในวันนี้ หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 เรื่องนี้เป็นที่รับรู้กันดี เมื่อสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางฝ่ายไทยได้รุกรานชายแดน และสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่และตัวปราสาทพระวิหาร และพื้นที่ตัวปราสาท ขณะที่กัมพูชาพยายามขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่ไทยก็คัดค้าน และทำเหมือนไม่ทราบในเรื่องนี้ และมีท่าทีที่ไม่สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลโลกเดิมปี 2505 และคำสั่งศาลโลกที่สั่งให้มีการถอนทหารที่กำหนดให้เป็นพื้นที่เขตปลอดทหาร ตั้งแต่ปี 2554 โดยที่ไทยพยายามลดขอบเขตคำพิพากษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการเจรจาถอนทหาร ออกจากเขตปลอดทหาร ไทยก็พยายามหาช่องโหว่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล และยังกล่าวหาว่ากัมพูชานำประชาชนกัมพูชาเข้าไปในพื้นที่ มีการตั้งชุมชน วัดแก้วสิกขาคีรีสาวรา และทำถนนในพื้นที่ดังกล่าวอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่า คำให้การของไทยเป็นไปอย่างซ้ำซากและดูหมิ่น ไม่เป็นไปตามคำพิพากษา ปี 2505 ศาลตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เพราะรู้เส้นเขตแดน ตามที่อ้างตามแผนที่ในภาคผนวก 1 ซึ่งความจริงก็มีอยู่ว่า ไทยไม่มีข้อต่อสู้ และพยายามยื้อคำตัดสินของศาลให้ล่าช้าออกไป ขณะที่กัมพูชาต้องการให้เกิดการตัดสินอย่างแท้จริง เนื่องจากการปักปันเขตแดนได้ทำไปแล้ว ตามแผนที่ในภาคผนวก 1 นำไปสู่คำถามในเรื่องอาณาธิปไตย กัมพูชาจะถอนกำลังทหารในพื้นที่ได้อย่างไร หากได้มีการอ้างอิงพื้นที่ของกัมพูชาเป็นไปตามแผนที่ในภาคผนวก 1
สิ่งนี้ ทำให้กัมพูชาไม่แน่ใจ ในเรื่องที่กัมพูชามีอธิปไตยในตัวปราสาทในภาคผนวก 1 ทางกัมพูชาต้องการให้ศาลตีความอาณาบริเวณรอบปราสาทที่เกี่ยวข้อง สิ่งนี้เป็นสัญญลักษณ์ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ความสงบ และสันติภาพ ซึ่งศาลโลกมีบทบาทในสหประชาชาติ หากไม่มีคำตัดสินในวันที่ 25 มิถุนายน 2505 เราคงไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ โดยกัมพูชารอคำตัดสินอย่างจดจ่อที่ช่วยคลี่คลายความขัดแย้งดังกล่าวอีกด้วย
ทนายอังกฤษ ซัด ไทยไม่ถอนทหาร แค่ย้ายจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง
เซอร์ แฟรงคลิน เบอร์แมน ทนายชาวอังกฤษของกัมพูชา ขึ้นให้การด้วยวาจาต่อศาลโลก ต่อจากทนายชาวฝรั่งเศส ว่า ประเทศไทยมีเจตนาที่จะให้ศาลตัดสินบางอย่างที่ไม่ได้มีการตัดสินเมื่อปี 1962 และสิ่งที่ตรงข้ามกับมุมมองของกัมพูชา ไทยพยายามโน้มน้าวให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ซึ่งทำไม่ได้ เรื่องธรรมนูญศาลได้บอกบทบาทการตีความว่ามีความสำคัญต่อกระบวนการศาลยุติธรรมอย่างยิ่ง ดังนั้นการตีความเป็นหน้าที่ของศาลที่ต้องตีความให้ทั้งสองทำความเข้าใจนี้ได้ ประเทศไทยอยากจะเปลี่ยนคำตีความว่าเป็นการแตกแยกของสองประเทศ เป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่ให้ความสำคัญต่อความซื่อสัตย์ของศาลเลย และการใช้ข้อสรุปที่ยื่นมาไม่สามารถปฏิบัติได้ กัมพูชายืนยันว่าพันธะที่ไทยต้องถอนทหารออกมา แต่ก็นำกลับเข้าไปใหม่ ประเทศไทยมองในรูปของนามธรรมว่าเป็นการเคลื่อนย้ายอะไรบางอย่าง แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ แต่เป็นการออกจากที่หนึ่งไปไว้อีกที่หนึ่ง ประเทศไทยปฏิเสธทำให้เกิดข้อพิพาท 3 ข้อซึ่งไม่มีการระบุมาตั้งแต่ปี 1962 ดังนั้นจะต้องมีการตีความว่าตัดสินอย่างไร และดูว่ามีผลผูกพันหรือไม่
จากนั้น ศาลโลก สั่งหยุดพักการให้ถ้อยแถลง 10 นาที ตั้งแต่เวลา 16.30 - 16.40 น.
ทนายเขมรยันต้องใช้แผนที่1:2แสน
นายฌองมาร์ค ซอร์เรล ทนายความชาวฝรั่งเศส ของกัมพูชา ได้ให้ถ้อยแถลงด้วยวาจากับคณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในรอบที่สองว่า คำโต้แย้งของฝ่ายไทยในการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารรอบนี้ เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ในปี 2505 โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ศาลฯ ได้วินิจฉัยไว้ อีกทั้งในคำโต้แย้งนั้นมีลักษณะปะติดปะต่อ เพื่อให้เกิดความเป็นประโยชน์กับฝ่ายตนเอง และไม่ให้ความเป็นธรรมกับกัมพูชา ในประเด็นเรื่องเขตแดนที่ไทยได้สร้างเส้นเขตแดนที่เห็นว่าสมควร ทั้งที่ตามคำพิพากษาของศาลโลก เมื่อปี 2505 ระบุว่าที่ตั้งปราสาทพระวิหารเป็นพื้นที่อธิปไตยของกัมพูชา แต่กลับไม่ได้คำนึงในข้อสรุปของเนื้อที่ หรือจุดสิ้นสุดของดินแดนว่าจะมีขอบเขตหรือจุดสิ้นสุดอยู่ตรงบริเวณใด โดยเมื่อปี 2543 ไทยได้ทำข้อตกลงเรื่องเขตแดนในพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร เท่ากับถือเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงในเขตแดน เพราะก่อนติดตั้งเครื่องหมายใดบนพื้นที่ต้องทำตามคำพิพากษาของศาลโลก เมื่อปี 2505 (ค.ศ.1962)
นายฌองมาร์ค ให้ถ้อยแถลงด้วยวาจาต่อไปว่า ในเรื่องของแผนที่ต้องพิจารณาว่าเส้นเขตแดนอยู่โดยแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ถือเป็นส่วนประกอบที่ศาลฯ ใช้ตัดสิน โดยในปี 2505 ในคำตัดสินของศาลได้ใช้คำว่า เส้นเขตแดนกว่า 100 คำ สำหรับแนวทางปฏิบัติที่ศาลได้จัดทำขึ้นมา ได้ระบุถึงการยอมรับแผนที่ดังกล่าว โดยไม่สามารถคัดค้าน หรือพูดถึงสถานะของสนธิสัญญา ในกรณีที่กัมพูชาให้ศาลฯ ตีความคำพิพากษา ไม่ได้ขอให้ศาลกำหนดเส้นเขตแดน แต่จะขอให้ตีความอาณาบริเวณของกัมพูชาที่มีปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ ตามที่อยู่ในคำตัดสินของศาลโลก ในปี 2505 อยู่ตรงไหน อย่างไรก็ตามเป็นไปไม่ได้ที่เรากำหนดเขตแดนแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ปรึกษาคู่ความ จะเห็นว่า รั้วลวดหนามตามมติ ครม. ปี 2505 เป็นสิ่งที่ไทยได้ตีความเพียงฝ่ายเดียว และตัดสินใจกำหนดเส้นเขตแดนโดยขาดสามัญสำนึก โดยไม่ปรึกษากัมพูชาเลย เหมือนเป็นการละเมิดกฎ และไทยเองก็กำหนดเส้นเขตแดน และอธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทพระวิหาร ที่ดูขัดแย้งคำพิพากษาศาลโลก แน่นอนว่า ศาลโลกคงเพิกเฉยไม่ได้ เพียงรั้วลวดหนามที่นำมากั้นเป็นเส้นเขตแดน ที่นำไปสู่ความขัดแย้งและอาจรุนแรงขั้นภาวะสงคราม รวมทั้งมีผลให้เกิดปัญหาการเจรจาปักปันเขตแดน
จากนั้นนายปีเตอร์ ทอมกา ประธานผู้พิพากษาได้กล่าวปิดท้ายว่า ศาลฯ จะนัดอีกครั้งในเวลา 10.00 น. ของวันที่ 17 เม.ย. โดยเป็นฝ่ายไทยที่จะเข้าชี้แจงด้วยวาจา และปิดการให้ถ้อยแถลงด้วยวาจาของฝ่ายกัมพูชา เมื่อเวลา 21.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
"สุรพงษ์"ระบุข้อมูลฝ่ายเขมรไม่เหนือความคาดหมาย
ภายหลังจากที่ฝ่ายกัมพูชา ได้ให้การทางวาจาต่อศาลโลก เสร็จสิ้นในรอบแรก นายฮอร์ นัมฮงได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ว่า พอใจกับการชี้แจงในรอบแรก
ขณะที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงเนื้อหาการให้ถ้อยแถลงด้วยวาจาของฝ่ายกัมพูชา ตามที่ได้ยื่นขอให้ศาลโลก ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ในปี 2505 ว่า ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของทีมทนายของฝ่ายไทย และเป็นสิ่งที่ทีมฝ่ายไทยได้เตรียมข้อมูลไว้ทั้งหมดแล้ว และเป็นสิ่งที่สามารถนำมาอธิบายให้กับคณะผู้พิพากษาได้พิจารณาในคดีดังกล่าวได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าทางกัมพูชาได้หยิบยกแผนที่ภาคผนวกที่ 1 มาอ้างถึงตลอดเวลา ทางฝ่ายไทยจะชี้แจงประเด็นดังกล่าวได้ใช่หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาพูด ได้ตรงกับสิ่งที่ทีมทนายฝ่ายไทยค้นคว้าและเตรียมมาชี้แจง ซึ่งในรายละเอียดนั้นขอให้รอฟังจากทีมทนายฝั่งไทยดีกว่า ทั้งนี้มีสิ่งที่ตนกังวล คือ ประชาชนอาจไม่เข้าใจในเนื้อหาตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้ให้ถ้อยแถลงไว้ เนื่องจากเป็นเรื่องทางเทคนิค แต่อยากให้ประชาชนรอฟัง โดยเฉพาะสิ่งที่ทีมทนายฝั่งไทยจะได้ขึ้นพูด



