
ธุรกิจค้าสัตว์ป่า
ธุรกิจค้าสัตว์ป่า : เลียบค่าย โดยชัยกร ใบเงิน
ย้อนไปหลายสิบปีก่อน สัตว์ป่าถูกล่าจากคน 2 พวกคือ ชาวบ้านที่ฆ่าเพื่อเอามาทำอาหารเลี้ยงชีพกับล่าเพื่อความสนุกจากบรรดาคนเมืองหรือพวกเศรษฐีมีเงินที่ชอบเรียกการไล่ล่าว่าเกม
การล่าทั้งสองแบบทำให้จำนวนสัตว์ลดน้อยลงก็จริง แต่ธรรมชาติก็ยังฟื้นตัวได้ สัตว์มีป่าอยู่ออกลูกหลานเป็นสมดุลธรรมชาติ
มาเดี๋ยวนี้การล่าสัตว์กลายเป็นธุรกิจ มีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล ป่าไม้ก็ถูกทำลายสัตว์ไม่มีที่อยู่หนีออกมาอยู่ใกล้เขตชุมชน จึงกลายเป็นเหยื่อได้ง่าย
สถานการณ์สัตว์ป่าจึงอยู่ในขั้นวิกฤติ
หากดูเส้นทางซากสัตว์หรือตัวเป็นๆ จะพบว่า เป็นทั้งธุรกิจส่งออกและใช้บริโภคในประเทศ
ร้านขายอาหารป่ายังมีให้ได้ลิ้มรสกัน กลุ่มนายพรานเลยกลายเป็นอาชีพทำเงิน อาวุธทันสมัยเฉียบคมขึ้น การขนย้ายทำได้แนบเนียนกว่าเดิม สัตว์ส่วนใหญ่จึงเล็ดลอดหูตาเจ้าหน้าที่ไปได้
ยกตัวอย่างให้เห็นกรณีช้างในป่าแก่งกระจาน ถูกฆ่าตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า งาช้างสวยๆ คู่เดียวก็หลายแสนบาท ยังไม่นับส่วนอื่นถ้ามีเวลาจัดการ งวงขายทำยาโป๊ อวัยวะเกือบทั้งตัวขายเป็นเงินได้หมด ช้างหนึ่งตัวจึงมีค่าเป็นล้าน
ใครก็อยากเสี่ยงทั้งนั้น ทั้งพรานท้องถิ่น พรานนอกพื้นที่กล้าวัดดวงกับเงินหนักๆ แน่นอน
นี่ยังไม่นับรวมข้อสงสัยว่า อาจมีเกลือเป็นหนอน แอบชี้เป้าหรือแจ้งความเคลื่อนไหวของชุดลาดตระเวนของอุทยานด้วย
นี่อาจเป็นเหตุผลที่นายมโนพัศ หัวเมืองแก้ว อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนหัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจาน เพื่อเคลียร์ข้อครหาต่างๆ
เชื่อว่าฝ่ายอุทยานคงมีข้อมูลที่ชี้แจงได้กระจ่าง ปัญหาในท้องถิ่นมีมากเป็นไปได้ทั้งช้างลงมาสร้างปัญหากับชุมชน ซึ่งไม่น่าจะมากขนาดนั้น
อีกประเด็นคือ พื้นที่อุทยานกว้างใหญ่พื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน มีหลายหน่วยงานเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ อาจมีใครร่วมรับผลประโยชน์จากขบวนการค้าสัตว์ป่า ซึ่งก็คงไม่ใช่ธุรกิจเกี่ยวกับช้างเพียงอย่างเดียว สัตว์ป่าอย่างเสือก็มีราคาค่าตัวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันหรือสัตว์ชนิดอื่นๆ ก็มีราคาสูงพอต่อการล่า
มีธุรกิจค้าสัตว์มากมายในกรุงเทพ เป็นตลาดเปิด ซื้อขายกันได้ง่าย คนในวงการต่างรู้ดี ถ้าวงจรพวกนี้มีเงินหมุนเวียนโดยไม่มีหน่วยงานไหนเข้าไปแตะต้อง ชีวิตสัตว์ป่าก็เข้าขั้นวิกฤติแน่นอน



