
ปชช.หวั่นรัฐใช้เงินกู้ไม่โปร่งใส
'โพลล์' ชี้ปชช.ส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นรบ.ใช้เงินกู้ 2.2 ล้านล้านให้เกิดประโยชน์เต็มที่ แนะควรพัฒนาการศึกษาเป็นอันดันแรก
14 เม.ย. 56 น.ส.ปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ (เอแบคโพลล์) เรื่อง ความกังวลต่อการใช้หนี้เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทและสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้ โดยประเด็นที่น่าสนใจ คือ กลุ่มตัวอย่างกว่า 3 ใน 4 หรือร้อยละ 76.7 ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะนำเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ในขณะที่ร้อยละ 23.3 มีความเชื่อมั่น นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.7 ยังระบุอีกว่าไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะนำเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทไปใช้อย่างโปร่งใส
เอแบคโพลล์ ระบุด้วยว่า กลุ่มตัวอย่างเกือบ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 30. 3 มีความคิดเห็นว่ารัฐบาลควรนำเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทมาใช้ในการพัฒนาด้านการศึกษามาเป็นอันดับแรก ร้อยละ 21.9 เห็นว่าควรกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 2 และร้อยละ 13.6 หรืออันดับ 3 เห็นว่าควรนำมาใช้ในด้านการเกษตร ส่วนที่เหลือเห็นว่าควรนำมาพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ได้แก่ การคมนาคม ด้านสุขภาพ ด้านอุตสาหกรรม ด้านการสื่อสาร การจราจร สิ่งแวดล้อม พื้นที่สาธารณะ สิ่งที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มตัวอย่างเกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 56.1 รู้สึกกังวลว่าจะต้องใช้หนี้ที่รัฐบาลจะกู้มาจำนวน 2.2 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากต้องมีการกู้เงินจำนวนมากขนาดนี้แล้ว ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 50.3 จึงมีความคาดหวังกับอนาคตของประเทศชาติว่าจะต้องมีการพัฒนาไปมากกว่านี้ ในขณะที่ร้อยละ 29.5 ระบุรู้สึกเฉยๆ และร้อยละ 20.2 ระบุไม่มีความคาดหวัง
ผช.ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า การกู้เงินในครั้งนี้จะเป็นสิ่งที่ดีหากรัฐบาลมีการนำเงินไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศชาติอย่างจริงจังจนเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น สิ่งที่สำคัญคือรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐควรมีการแจกแจงรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณให้สาธารณชนรับทราบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ควรนำเงินกู้ก้อนนี้เข้าระบบการคลังเพื่อทำให้การนำงบประมาณจากเงินกู้ก้อนนี้ไปใช้ผ่านการจัดสรรอย่างเป็นระบบและสามารถตรวจสอบได้ในทุกเม็ดเงิน ซึ่งทำให้สาธารณชนรับทราบว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าคุ้มทุน ผลที่ตามมาคือ แต่ละฝ่ายก็จำเป็นต้องทำการบ้านมานำเสนอต่อประชาชนทั้งประเทศ ในขณะที่รัฐบาล หน่วยงานรัฐและคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องจะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าคุ้มทุน เพราะจากผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เกือบทั้งประเทศต้องการเห็นความโปร่งใสเกิดขึ้นในการใช้จ่ายเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาทนี้
"การกู้ไม่ใช่เพียงหนทางเดียวในการหางบประมาณมาพัฒนาประเทศ รัฐบาลอาจจะพิจารณาแนวทางอื่นร่วมด้วย อาทิ การปล่อยสัมปทานแล้วกำหนดระยะเวลาและขอบเขตของการรับผลประโยชน์หรือการกำหนดอัตราส่วนจากรายได้ของรัฐเพื่อนำมาเป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศ เป็นต้น นอกจากนี้รัฐบาลก็ควรเป็นผู้นำที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาและบรรเทาทุกข์ ความเดือดร้อนของประชาชนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผลสำรวจระบุชัดเจนว่าประชาชนไม่มีความมั่นใจว่าคนที่ต้องรับผิดชอบด้านปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้นจะสามารถบรรเทาความรุนแรงของสถานการณ์ได้"
สำหรับประเด็นสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนี้ พบว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวนมากหรือร้อยละ 87.3 รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ โดยระบุเพิ่มเติมว่าสถานการณ์นับวันจะยิ่งจะรุนแรงขึ้น จึงมีความกังวลและห่วงใยทั้งประชาชนที่พักอาศัย เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณนั้น และความมั่นคง ความสงบสุขของประเทศชาติ ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนมากหรือร้อยละ 64.5 เห็นด้วยกับการลงไป 3 จังหวัดชายแดนใต้ ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า เป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ สร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่ จะได้รับรู้ถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น ควรแสดงความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบ เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 26.5 ระบุไม่เห็นด้วย เพราะ คิดว่าลงไปก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เป็นภาระให้แก่เจ้าหน้าที่ อาจจะทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น และเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายหรืออุบัติเหตุ เป็นต้น อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 60.1 คิดว่าการลงไป 3 จังหวัดชายแดนใต้ของ ร.ต.อ.เฉลิม จะไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มตัวอย่าง 1 ใน 3 หรือร้อยละ 33.5 คิดว่าสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รุนแรงขึ้นในขณะนี้มีผลมาจากการตกลงเจรจากับกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) ส่วนร้อยละ 29.8 คิดว่าไม่ใช่ และร้อยละ 36.7 ระบุไม่แน่ใจ แต่ถึงอย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 52.9 ระบุว่าควรให้มีการเจรจาต่อไป
สำหรับการสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้ เป็นการสุ่มตัวอย่างจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี สมุทรปราการ พะเยา เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ นครพนม สกลนคร สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น นครราชสีมา ชุมพร ตรัง และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,089 ตัวอย่าง



