
'มะกัน-จีน'ยันใช้สันติคุย'โสมแดง'
'สหรัฐ-จีน' พร้อมจะทำงานร่วมกันโดยใช้แนวทางสันติ เพื่อโน้มน้าว 'โสมแดง' ยุติการยั่วยุ คลี่คลายความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี
14 เม.ย. 56 นายจอห์น เคอร์รี่ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ที่เดินทางเยือนจีนเมื่อวันเสาร์หลังการเยือนเกาหลีใต้ ได้พบหารือกับผู้นำระดับดับสูงของจีนหลายคนทั้งประธานาธิบดี สี จิ้นผิง นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรี และนายหยาง เจียฉี หัวหน้าฝ่ายนโนบายต่างประเทศ และเขาแถลงข่าวผลการเยือนว่า สหรัฐยินดีที่จีนให้คำมั่นหนักแน่นว่าจะร่วมคลี่คลายความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี และทำให้คาบสมุทรแห่งนี้ปลอดนิวเคลียร์ โดยสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจะใช้แนวทางสันติในการแก้ไขปัญหา และไม่ใช้ถ้อยคำข่มขู่กัน นอกจากนี้จีนจะร่วมมือกับนานาชาติเพื่อรื้อฟื้นการเจรจา 6 ฝ่ายที่มุ่งให้เกาหลีเหนือยุติการพัฒนานิวเคลียร์
ทั้งนี้จีนเป็นพันธมิตรสำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ และกำลังเอือมระอาต่อท่าทีแข็งกร้าวและการยั่วยุของเกาหลีเหนือที่ขู่ประกาศสงครามกับเกาหลีใต้และจะโจมตีสหรัฐด้วยนิวเคลียร์ ในขณะที่ทั่วโลกกำลังจับตาว่าเกาหลีเหนืออาจจะทดลองขีปนาวุธครั้่งใหม่
ขณะที่แหล่งข่าวข่าวในรัฐบาลเกาหลีใต้ เปิดเผยเมื่อวานว่า ยังไม่มีสัญญาณว่า เกาหลีเหนือจะทดสอบขีปนาวุธในเร็วๆนี้อย่างที่ขู่ไว้ เนื่องจากไม่มีการเคลื่อนย้ายฐานยิงขีปนาวุธในช่วง 2 วันที่ผ่านมา
เกาหลีเหนือปัดเจรจาเรื่องนิคมอุตสาหกรรมแกซอง
สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานวันนี้โดยอ้างโฆษกคณะกรรมการว่าด้วยการรวมชาติเกาหลีอย่างสันติ ประกาศว่า ข้อเสนอของเกาหลีใต้เมื่อสัปดาห์ทื่แล้ว ที่ต้องการเจรจาเกี่ยวกับอนาคตนิคมอุตสาหกรรมแกซอง เป็นเพียงแผนลวงเพื่อปกปิดเจตนาที่แท้จริงที่ต้องการแอบบุกเข้าไปในเกาหลีเหนือ และบอกด้วยว่า หากเกาหลีใต้จริงใจที่จะเจรจาอย่างแท้จริง ก็ต้องยกเลิกท่าทีที่เป็นการเผชิญหน้ากันเสียก่อน ซึ่งต้องการหมายถึงการซ้อมรบระหว่างทหารเกาหลีใต้และสหรัฐ
เกาหลีเหนือสั่งระงับการดำเนินงานทั้งหมดในนิคมอุตสาหกรรมแกซองที่อยู่ในฝั่งเกาหลีเหนือเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว โดยถอนคนงานเกาหลีเหนือกว่า 5 หมื่นคนออกจากนิคม และผู้บริหารธุรกิจชาวเกาหลีใต้ทยอยถอนตัวกลับประเทศนับตั้งแต่เกาหลีเหนือประกาศเมื่อ 3 เม.ย.ไม่อนุญาตให้คนที่ออกไปแล้ว กลับเข้านิคมอีก ในช่วงที่เกาหลีเหนือประกาศว่าอยู่ในภาวะทำสงครามกับเกาหลีใต้
---------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)



