
ลงทุนใน 'ความสุข'
วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : ลงทุนใน 'ความสุข' : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
วันหยุดยาวๆ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบนี้ หลายคนคงพักผ่อนอย่างมีความสุขกับครอบครัว กับเพื่อนหรือกับคนรัก มีคนจำนวนไม่น้อยที่ขอลาพักร้อนเพื่อเพิ่มวันหยุดให้ยาวขึ้น บางคนกลับบ้านต่างจังหวัด ขณะที่บางคนเดินทางไปต่างประเทศ จะแบบไหน อย่างไร ไม่มีถูก ไม่มีผิด เพราะการออกแบบ “ความสุข” ขึ้นอยู่กับรูปแบบ ข้อจำกัด และความพร้อมของแต่ละคน
ที่สำคัญขึ้นอยู่กับ “ไลฟ์สไตล์” การใช้ชีวิต เพราะมีคนจำนวนมากสมัครใจอยู่ติดบ้าน ไม่เดินทางท่องเที่ยว เพราะไม่ปรารถนาจะแย่งกันกิน แย่งกันใช้กับใครในช่วงเทศกาล
“สุข” แบบไหน ก็ทำไปแบบนั้น …
พูดเรื่อง “ความสุข” แล้ว ระหว่างนั่งอ่านบทความทั้งเก่าและใหม่ รวมทั้งบทสัมภาษณ์ของผู้คนในแวดวงการลงทุน ก็บังเอิญเจอบทความชิ้นหนึ่งเป็นงานเก่าที่เขียนไว้นานแล้ว เรื่อง “สไตล์การลงทุนของผู้บริหาร” ซึ่งขออนุญาตไม่เอ่ยนามผู้เขียน เนื่องเพราะประการที่หนึ่ง ความเก่าของบทความชิ้นนี้ที่ไม่แน่ใจว่า ป่านนี้ท่านยังเป็นผู้บริหารเหมือนเดิม ที่ทำงานเดิมอยู่หรือไม่ และประการที่สอง เพราะไม่ต้องนำทั้งหมดของบทความมาเผยแพร่ เพียงแค่นำเสนอแนวคิดบางมุมของบทความนี้ ที่พอได้ “อ่าน” แล้วรู้สึกว่า มีบางเรื่องที่น่าสนใจ และน่าขยายความต่อ
ผู้บริหารท่านนี้บอกว่า โดยส่วนตัวแล้วจะแบ่งการลงทุนเป็น 4 ส่วน ซึ่งถ้าแยกย่อยออกมาทีละส่วน จะเห็นว่า 3 ส่วนแรกนั้นเป็นเรื่องมาตรฐานใกล้เคียงกับการลงทุนปกติที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว ส่วนแรกเน้นไปที่การดูแลความเสี่ยง โดยจะออมด้วยการซื้อประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นการออมระยะยาว ที่แม้ว่าผลตอบแทนจะต่ำมากหรืออาจจะน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อในบางช่วง แต่ก็ได้รับการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วยหรือได้รับเงินชดเชยในกรณีที่เสียชีวิตก่อนอายุ 60 ปี เพื่อรองรับกับภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวอีกหลายชีวิต รวมถึงการได้รับการลดหย่อนภาษีด้วย
ส่วนที่ 2 จะลงทุนผ่านกองทุนรวมเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี นั่นก็คือ การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ซึ่งส่วนนี้ไม่ใช่เรื่องของการดูแลความเสี่ยง แต่เป็นการหวังผลตอบแทน เพราะเป็นการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ ขณะเดียวกัน การแสวงหาผลตอบแทนจากกองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ ยังสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วย
สำหรับการลงทุนในส่วนที่ 3 นั้น เขาเลือกลงทุนในที่ดิน โดยเฉพาะที่ดินที่ใช้ทำเกษตร เพราะมองว่า ความต้องการอาหารและพลังงานจากพืชเกษตรมีมากขึ้นตามการเติบโตของประชากรโลก ส่งผลให้ความต้องการที่ดินประเภทนี้มีมากขึ้น หรือที่ดินที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติมากในต่างจังหวัด เพราะความต้องการที่จะเข้าหาธรรมชาติมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว หากว่าสังคมในเมืองแออัดมากขึ้น (น่าจะเพราะเหตุด้วย ทำให้แบงก์ชาติออกมาเตือนเรื่องที่ดินในต่างจังหวัดเริ่มปรากฏสัญญาณฟองสบู่ และล่าสุดมีข่าวว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ถึงกับ ‘ถอดใจ’ ไม่สามารถทำใจซื้อที่ดินในจังหวัดใหญ่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ ด้วยเหตุที่สู้ราคาไม่ไหวจริงๆ)
การลงทุนในช่วงที่ 3 อาจเทียบเคียงได้กับการจัดสรรพอร์ตการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนอกจากที่ดินแล้ว ยังหมายรวมถึงคอนโดมิเนียม หรืออาจจะประยุกต์ไปถึงกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ก็น่าจะถือว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้
ส่วนสุดท้าย ซึ่งเป็นส่วนที่น่าสนใจและเราจะมักข้าม (หรือบางทีก็หมดไปกับ 3 ส่วนแรก จนไม่เหลือถึงส่วนสุดท้ายแล้ว) นั่นก็คือ การลงทุนใน “ความสุข” ของตัวเอง
การลงทุนในความสุขของผู้บริหารท่านนี้ คือ การลงทุนในพระพุทธรูป ซึ่งเป็นความสนใจส่วนตัวหลังจากเริ่มสะสมพระ จากคุณพ่อที่ให้พระไว้แขวนติดตัว ก็กลายเป็นเริ่มเช่าพระเก็บสะสมมากขึ้นตามแต่โอกาสที่มี
“การลงทุนในด้านนี้ นอกจากได้ความสุขและสิ่งยึดมั่นทางใจแล้ว ก็ยังได้มูลค่าเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน แต่การเช่าพระหากไม่เชี่ยวชาญก็ต้องมีผู้รู้ให้คำแนะนำหรือปรึกษา ไม่เช่นนั้นอาจจะได้ของเก๊หรือของปลอม”
ไม่ใช่แค่ผู้บริหารท่านนี้ที่ลงทุนในความสุขของตัวเอง แต่ยังมีอีกหลายคนที่จัดสรร “เงินลงทุน” อีกส่วนหนึ่งไว้เพื่อลงทุนในสิ่งที่เป็นความสุขของตัวเอง บางคนบอกว่า “กระเป๋าแบรนด์เนม” ที่ซื้อไว้ใช้งาน ราคาแพงแสนแพง นอกจากจะตกทอดไปถึงลูกหลานได้แล้ว กระเป๋าเหล่านี้ยังมีราคาแพงขึ้นในอนาคตเมื่อจะขายต่ออีกต่างหาก
หรือแม้กระทั่งการลงทุนในทองคำ ซึ่งยอมรับว่า ตอนเด็กๆ ส่วนตัวมีความสนใจและรู้สึกมีความสุขมากเวลาที่สะสมทอง แม้ไม่ใช่ทองคำแท่ง เป็นเพียงแค่ทองรูปพรรณเส้นเล็กเส้นน้อยที่เก็บเบี้ยเลี้ยงไว้ซื้อเก็บ นอกจากจะมีความสุขเวลาเอาใช้สอย หรือสุขจากการลูบๆ คลำๆ แล้ว พอนานวัน ราคาทองก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น กลายเป็นให้ผลตอบแทนได้อีกทางหนึ่ง
เคยคุยกับ “ดร.อ้อ” รศ.ดร.กฤติกา คงสมพงษ์ เรื่องของการลงทุนส่วนตัวเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ดร.อ้อเองก็มีความสุขกับการลงทุนในเพชร ไม่ว่าจะใส่ออกงาน ใส่ในชีวิตประจำวัน หรือเก็บสะสมไว้ให้ลูกสาว สุดท้ายก็กลายเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนจากราคาเพชรที่ปรับตัวสูงขึ้น
ยังมีรูปแบบของการลงทุนในความสุขของตัวเองอีกมาก แต่อย่าใช้หลักนี้เป็น “ข้ออ้าง” ในการทำเพื่อความสุขของตัวเองอย่างเดียว เพราะหลักคิดสำคัญคือ ต้องเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนในอนาคต เพราะสินทรัพย์บางอย่าง อาจจะให้ความสุขจากการซื้อหาได้ แต่มันมีค่าเสื่อมและมีการด้อยค่าของตัวเอง
และถ้าเป็นแบบนั้น เราก็ไม่อาจเรียกว่า เป็นการลงทุนในความสุข แต่คงเรียกได้ว่า เป็นแค่ “ความสุข” ที่ไม่อาจนำมาซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนในความสุขนั้นได้
---------------------
(วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : ลงทุนใน 'ความสุข' : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



