ข่าว

แม่มดและหญิงเหล็ก

แม่มดและหญิงเหล็ก

15 เม.ย. 2556

แม่มดและหญิงเหล็ก : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล


         “แม่มด” เป็นฉายาที่คนอังกฤษส่วนหนึ่งเรียกขาน และ “หญิงเหล็ก” เป็นฉายาที่สื่อมวลชนโซเวียตให้กับ บารอนเนสมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งเพิ่งจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมา ด้วยวัย 87 ปี

         แธตเชอร์ เป็นสตรีที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม ในปี พ.ศ.2518 ถึง พ.ศ.2533 และเป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในช่วงปี พ.ศ.2522 ถึง 2533 ยาวนานถึง 11 ปี ซึ่งนับว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา และเป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมและนายกรัฐมนตรีพร้อมกัน

         แธตเชอร์ เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2468 ในมณฑลลิงคอล์นไซร์ ประเทศอังกฤษ บิดามีอาชีพค้าขายและเป็นนักเทศน์กับเคยเป็นนายกเทศมนตรี เธอเองสำเร็จการศึกษาด้านเคมี จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในปี ค.ศ.1949 ด้วยการปราศรัยที่ประทับใจผู้ฟังทำให้เธอได้รับชัยชนะ หลังจากนั้นเธอได้ศึกษาต่อด้านกฎหมาย และสมรสกับนายเดนนิส แธตเชอร์ ก่อนคืนสู่เวทีการเมืองอีกครั้งใน ค.ศ.1959 ในฐานะสมาชิกรัฐสภาสามัญ ต่อมาในปี ค.ศ. 1961 เธอได้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงบำนาญและประกันสังคม

         เมื่อพรรคอนุรักษนิยมตกเป็นฝ่ายค้านในปี ค.ศ.1964 แธตเชอร์ถูกวางตัวเป็นรัฐมนตรีเงากระทรวงศึกษาและวิทยาศาสตร์ ซึ่งเธอก็ได้ดำรงตำแหน่งนี้จริงๆ เมื่อพรรคอนุรักษนิยมกลับมาเป็นรัฐบาลในปี ค.ศ.1970 ซึ่งเธอได้ตัดงบประมาณของกระทรวงลงหลายอย่าง แต่เรื่องที่ทำให้เธอได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก คือการตัดงบประมาณโครงการนมในโรงเรียน อันทำให้เธอได้รับฉายาว่า “แธตเชอร์ ผู้ขโมยนม” แต่เธอก็แสดงให้เห็นว่าสตรีมีความสามารถในทางการเมืองไม่น้อยกว่าผู้ชาย

         ในปี ค.ศ.1974 พรรคอนุรักษนิยมพ่ายแพ้แก่พรรคแรงงานอีกครั้ง แต่ แธตเชอร์ ก็กลับมีบทบาทที่โดดเด่นภายในพรรค ดังนั้นในปี ค.ศ.1975 เธอจึงได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม และเป็นสตรีคนแรกที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภา และปี ค.ศ.1976 เธอได้รับฉายาจากสื่อมวลชนโซเวียตว่า “หญิงเหล็ก” เนื่องจากมีแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างเต็มที่

         พรรคอนุรักษนิยมกลับมามีอำนาจใหม่ในปี ค.ศ.1979 เนื่องจากพรรคแรงงานประสบปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ได้สร้างประวัติศาสตร์ในการเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอังกฤษ แธตเชอร์ ได้ลงมือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

         เธอลดงบประมาณ เพิ่มอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินช่วยเหลือทางสังคม และแปรรูปรัฐวิสาหกิจเช่น น้ำมัน ไฟฟ้า น้ำประปา ให้เอกชน ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของอังกฤษฟื้นตัวขึ้น แต่เธอก็ได้รับการโจมตีจากผู้ใช้แรงงานและสหภาพแรงงาน

         เหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงความเป็นผู้นำของ แธตเชอร์ ก็คือกรณีสงครามฟอล์คแลนด์ ในปี ค.ศ.1982 ที่ ประธานาธิบดีลีโอโปล กัสทีเรีย แห่งอาร์เจนตินา ส่งกำลังเข้ายึดเกาะฟอล์คแลนด์ ในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นของอังกฤษ แต่อยู่ใกล้อาร์เจนตินา แธตเชอร์ ส่งเรือรบเดินทางไปฟอล์คแลนด์ในทันที และเกิดการสู้รบกับอาร์เจนตินา ซึ่งอังกฤษเป็นฝ่ายมีชัย

         แธตเชอร์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ สมัยที่สองในปี ค.ศ. 1983 และเผชิญกับปัญหาการสไตรค์ครั้งใหญ่ของคนงานเหมืองถ่านหิน และการเดินขบวนของผู้ใช้แรงงาน ทำให้คะแนนนิยมของเธอลดลง แต่เธอก็ได้วางนโยบายด้านต่างประเทศของอังกฤษไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะในด้านความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐ

         แธตเชอร์ สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยการเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สาม ในปี ค.ศ.1987 แต่นโยบายด้านภาษีของเธอได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรง ทำให้เธอสูญเสียความสนับสนุนทั้งภายในพรรคและประชาชนส่วนใหญ่ ในปี ค.ศ.1990 แธตเชอร์ ก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม เหลือเพียงตำแหน่ง ส.ส. และในปี ค.ศ.1992 เธอก็ได้เป็นสมาชิกในสภาขุนนาง

         บารอนเนสมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ เป็นผู้นำที่มีทั้งคนชื่นชอบและชิงชัง แต่ถึงวันนี้คนอังกฤษก็คงจะตระหนักแล้วว่า ไม่ว่าสิ่งที่เธอทำนั้น ไม่ว่าจะมีคนคิดเช่นไร แต่เธอก็ทำเพื่อผลประโยชน์และเกียรติภูมิของประเทศเป็นสำคัญ โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบต่อตนเอง และพรรคการเมืองของตนแม้แต่น้อย