
ลุ้น!ผู้ตรวจการฯเชือด'ปู'ปมถอดยศ'แม้ว'
ลุ้น!คำวินิจฉัยผู้ตรวจการแผ่นดิน ปมถอดยศ 'ทักษิณ' สิ้นเดือนเม.ย.นี้รู้ผลแน่ ด้าน 'ยิ่งลักษณ์' ทำหนังสือแจงย้ำไม่มีอำนาจถอดยศ โยนเป็นหน้าที่สตช.เท่านั้น
12เม.ย.2556 นายรักษเกชา แฉ่ฉาย รองเลขาธิการและโฆษกผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีคำร้องของนายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขอให้พิจารณาสอบสวนการละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรณีที่ไม่ดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้จำคุก 2 ปี ฐานทุจริตต่อหน้าที่ในคดีที่ดินรัชดาฯว่า ขณะนี้ทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับหนังสือชี้แจงกรณีดังกล่าวจากนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดของคำชี้แจงดังกล่าวได้ เนื่องจากต้องรอให้ผู้ตรวจฯเป็นผู้พิจารณาเสียก่อน
รวมถึงต้องรอคำชี้แจงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งคาดว่าภายหลังช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์น่าจะได้รับคำชี้แจง ก่อนที่จะรวบรวมข้ออมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด เสนอไปยังผู้ตรวจฯ เพื่อพิจารณาว่าจะมีผลคำวินิจฉัยออกมาเป็นเช่นไร อย่างไรก็ตามคาดว่าหากได้รับคำชี้แจงครบถ้วนแล้วภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ น่าจะรู้ผลคำวินิจฉัยได้
ทั้งนี้แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า รายละเอียดในหนังสือคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จากการปรึกษากฤษฎีกาถึงอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการถอดยศข้าราชการตำรวจบุคลใดบุคลหนึ่งนั้น ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี เพราะอำนาจในการดำเนินการถอดยศข้าราชการตำรวจบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เท่านั้น
"ศรีราชา"เผยหลังสงกรานต์รู้ผลปมกต.คืนพาสปอร์ต"แม้ว"
นายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาข้อเท็จจริงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ทำหนังสือขอขยายเวลาการชี้แจง หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่าจะไม่ทบทวนการคืนหนังสือเดินทางให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ขณะนี้ตนได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบว่า ทางนายกรัฐมนตรีได้ทำหนังสือแจ้งมายังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ได้มอบหมายให้นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รับผิดชอบในการชี้แจงกรณีดังกล่าวต่อผู้ตรวจฯแล้ว เนื่องจากอยู่ในส่วนงานที่นายพงษ์เทพดูแลอยู่
ตนก็ไม่ขัดข้องว่านายกฯจะให้ใครเป็นผู้ชี้แจง เพราะเราจะดูเนื้อหาของคำชี้แจงเป็นหลักมากกว่า ว่ามีข้อเท็จจริงอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ หากมีหนังสือชี้แจงตอบกลับมาโดยเห็นตามแนวทางที่ผู้เสนอแนะ คือ ทบทวนการคืนหนังสือเดินทางให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณเรื่องก็จบ แต่ถ้าเห็นตามที่กระทรวงการต่างประเทศยืนยันไม่เรียกคืนหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทางผู้ตรวจฯ ก็จะพิจารณาอีกครั้งว่ามีประเด็นหรือข้อมูลอะไรใหม่เพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไรก็ตามในวันที่ 15 เม.ย.นี้ ก็จะครบกำหนด 30 วัน ที่ได้ขอขยายเวลาในการชี้แจงแล้วด้วย ดังนั้นคาดว่าเมื่อผ่านพ้นวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผู้ตรวจฯน่าจะได้รับหนังสือชี้แจง และสามารถนำเข้าพิจารณาได้เลย
"หากมีหนังสือชี้แจงมาโดยที่ยังยืนยันไม่ทบทวนการคืนพาสปอร์ตแก่พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เราก็จะยืนยันตามเดิมว่าการดำเนินการดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ยึดพาสปอร์ตของพ.ต.ท.ทักษิณ ไปแล้ว เนื่องจากถูกต้องคำพิพากษาให้จำคุกและยังหลบหนีจนชื่อถูกขึ้นบัญชีต้องห้ามเดินทางออกนอกประเทศนั้น ซึ่งเมื่อมีการยึดคืนพาสปอร์ตไปแล้ว เรื่องนี้ก็มีผลกลายเป็นศูนย์ไม่สามารถหยิบยกมาแก้ไขใหม่ได้ แต่วันดีคืนดีกระทรวงการต่างประเทศกลับมารื้อฟื้นแก้ไขใหม่นั้น มันเป็นไปไม่ได้ ซึ่งถ้าหากจะทำจริง ก็ต้องมีการขอออกพาสปอร์ตใหม่ และต้องได้รับอนุญาตใหม่ด้วย"นายศรีราชา กล่าว
"นพดล"เย้ยปชป.หาก"ทักษิณ"วิปริตทำไมชนะเลือกตั้ง
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ตอบโต้การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในเวที นปช. เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมาอย่างดุเดือดว่า ตนเห็นว่า เมื่อมีโอกาสพรรคประชาธิปัตย์ก็จะโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ รุนแรงเสมอ เพราะแข่งเลือกตั้งทุกครั้ง แพ้พรรคฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณทุกครั้งในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา เพราะคนไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่กับความหวังและประชาธิปไตยที่กินได้ มากกว่าที่จะอยู่กับพรรคการเมืองที่เป็นเลิศทางวาทกรรม แต่พอทำงานก็อย่างที่เห็น
นายนพดลกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ขอย้ำว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเหยื่อของรัฐประหาร ต้องการเห็นประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในบ้านเมือง ไม่ใช่คนวิปริต เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น พรรคเพื่อไทย ไทยรักไทย และพลังประชาชน คงไม่ชนะในการเลือกตั้งต่อพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด
เพื่อไทยสวนปชป.ชี้7วิปริตประชาธิปัตย์
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงการวิดีโอลิงค์ ของพ.ต.ท.ทักษิณที่ระบุ ถ้าคนสั่งจิตไม่วิปริต คงไม่กล้าสั่งฆ่าประชาชน แล้วนำไปบิดเบือน พร้อมยกพฤติกรรมวิปริต 5 ประการ ว่า ไม่รู้นายชวนนท์ ไม่เข้าใจจริงๆหรือแกล้งไม่เข้าใจ ทั้งที่ คำว่า วิปริต ความหมายที่ให้ไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ง่ายๆ คือ แปรปรวน ผิดปรกติ แค่นี้ ทำไม ถึงเข้าใจคลาดเคลื่อนไปไกล ซึ่งถ้าจะยกตัวอย่างให้ชัดต้องยกพฤติกรรมวิปริต 7 ประการ อย่างกรณี 1.วิปริตตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ใช้เอกสารไม่ถูกต้องในการขึ้นทะเบียน จนกระทรวงกลาโหมต้องดำเนินการปลดออกและถอดยศ พอมีประชาชนมาเรียกร้องซึ่งเป็นกระบวนการแสดงออกตามสิทธิ์พื้นฐานระบอบประชาธิปไตย ก็สั่งให้ทหารใช้อาวุธสงคราม กระสุนจริง กระชับพื้นที่ 3 ปีที่ผ่านมามีความพยายามตลอดที่จะใส่ร้ายคนเสื้อแดงว่า เป็นกองกำลังติดอาวุธ ตาบอดสี เห็นอะไรสีดำไปหมด อ้างไม่เลิกมีชายชุดดำ ทั้งที่คดีก็มีความกระจ่างออกมาเรื่อยๆ ทำผิดแล้วไม่เคยสำนึก วันนี้ ชายชุดดำไม่มี มีแต่ชายใจดำ ขอโทษซักคำยังไม่มี
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า 2.วิปริตกู้เงินมาแจก รอบแล้วรอบเล่า เป็นเฮลิคอปเตอร์มันนี่ ใช้จ่ายเหมือนสามล้อถูกหวย ไม่มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนให้ลูกหลาน ทำอะไรครึ่งๆกลางๆไม่สำเร็จ จ้างคนมาอบรมแล้วก็ละทิ้ง สร้างโรงพักก็ได้แต่เสา ซื้อเสาธงยักษ์ก็แพงเว่อร์ พาคนมาร้องเพลงชาติ ขายไข่ชั่งกิโล 3.วิปริตแก้รัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา เพียงแค่หวังว่าจะชนะการเลือกตั้ง เลยแก้แค่ สส.เขต 375 คน สส.บัญชีรายชื่อ 125 คน ซึ่งที่สุดก็แพ้ย่อยยับ แต่พอคนอื่นจะแก้เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ กลับขวางสุดลิ่มทิ่มประตู 4.วิปริต ปรส. เปิดเสรีทางการเงิน ปล่อยให้ เงินไหลทะลักเข้าประเทศ โดยไม่มีมาตรการรองรับ แล้วยังตามมาปิด 56 ไฟแนนซ์ สร้างความเสียหายมโหฬารต่อประเทศ เอาสินทรัพย์ 850,000 ล้านบาท ประเคนขายให้ฝรั่งได้เงินมาแค่ 190,000 ล้านบาท ขาดทุนกว่า 600,000 ล้านบาท ยังไม่สำนึก มาคุยว่าใช้หนี้ไอเอ็เอฟมากกว่า ซึ่งถ้าเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์การใช้หนี้กับระยะเวลาทำงาน ไม่ได้มากกว่า
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า 5.วิปริตทะเลาะกับเพื่อนบ้าน ด่าผู้นำประเทศอื่นเป็นกุ๊ย มิหนำซ้ำยังสร้างปัญหาไม่หยุดหย่อน จนนำไปสู่การตีความอีกครั้ง เพราะไปรุกรานเพื่อนบ้าน ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน แปลงสนามการค้า เป็นสนามรบ จนเขาต้องนำคดี 51 ปีที่แล้ว ไปขอศาลโลกให้ตีความคำพิพากษาอีกครั้ง 6.วิปริตทุจริต รวมประมูลโรงพัก 396 แห่ง ทั้งๆที่รู้ว่าทำไม่ทัน ทำลายเกียรติภูมิตำรวจ ที่น่าสงสารต้องไปทำงานอยู่บนศาลาวัด ชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่วทุกหัวระแหง 7.วิปริตไม่รู้จักความหมายของ เกษตรกร นำที่ดิน สปก.ไปแจกเศรษฐี อย่างไร้ยางอาย อุ้มคนรวยไม่ช่วยคนจน แปรเจตนารมณืของกฎหมายอย่างหน้าด้านๆ เหล่านี้ ล้วนแสดงให้เห็นว่าคนพวกนี้มีปัญหาเรื่องการตีความมาโดยตลอด
ทีมกฎหมายเพื่อไทยไม่หวั่นศาลรธน.รับคำร้องเพิ่ม
นายพีรพันธ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของนายบวร ยสินทร กับคณะที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการขอแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราของ 312 ส.ส.และส.ว.เป็นการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า ไม่เป็นไร เป็นการรับคำร้องเหมือนกับกรณีที่กลุ่ม 40 ส.ว.ร้องมาก่อนหน้านี้ ไม่รู้สึกหนักใจ มั่นใจว่าชี้แจงได้ เพราะขณะนี้เรายังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว.สรรหาที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์และคณะ เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 กรณีเข้าร่วมเป็นคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรานั้น ไม่ขอออกความเห็น เพราะยังไม่เห็นคำร้อง
นายพีรพันธ์กล่าวต่อว่า ส่วนการเตรียมตัวชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญกรณีที่กลุ่ม 40 ส.ว.ร้องเรียนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเข้าข่ายทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 นั้น คาดว่า คงได้รับคำร้องอย่างเป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญหลังช่วงสงกรานต์ ซึ่งส.ส.พรรคเพื่อไทยจะช้ีแจงกรณีดังกล่าวในไปทำนองเดียวกัน โดยมอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ดำเนินการให้ หลักการที่ทีมกฎหมายจะชี้แจงมี 2 ประการหลักคือ 1.การปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญว่า ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยที่มาก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจที่ฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการได้ 2.การชี้แจงว่า การแก้ไขมาตรา 68 ไม่ใช่การตัดสิทธิประชาชน แต่แก้ไขเพื่อให้กระบวนการยื่นคำร้องตามมาตรา 68 มีความชัดเจน ไม่สับสนในการตีความอีก เพราะการยื่นกล่าวหาตามมาตรา 68 ถือเป็นเรื่องร้ายแรง เข้าข่ายกบฏ ดังนั้นจึงต้องมีคนกลั่นกรองเรื่องให้ก่อนถึงศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าให้ยื่นต่อศาลได้โดยตรง ต่อไปจะเกิดผลแปลกประหลาดตามมา เพราะจะไม่มีใครยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุด แต่จะยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงเพียงอย่างเดียว



