
ปิดรับจำนำมันสำปะหลัง-ม็อบเข้ากรุง!
ปิดรับจำนำมันสำปะหลัง จุดนับหนึ่งของการพาม็อบเข้ากรุง : ทีมข่าวภูมิภาค ... รายงาน
การส่งสัญญาณของ พรชัย อำนวยทรัพย์ สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) เขตอ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคอีสาน ต่อประเด็นที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ประกอบด้วย 1.ขอให้ขยายระยะเวลาโครงการรับจำนำมันสำปะหลังออกไปอีก 2 เดือน จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2.ขอให้เพิ่มปริมาณการรับจำนำหัวมันสำปะหลังจาก 10 ล้านตัน เป็น 13 ล้านตัน ข้อเรียกร้องเหล่านี้นำเสนอในนามของสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคอีสาน ที่ยื่นผ่าน พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระหว่างเดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยเป้าหมายในขณะนั้นคือ ขอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ซึ่งจัดประชุมขึ้นที่ฉะเชิงเทรา ในวันที่ 31 มีนาคม มีมติคล้อยตาม
อย่างไรก็ดี ปฏิกิริยาที่สะท้อนกลับมาคือ ไม่มีการบรรจุเป็นวาระพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่อย่างใด อันเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในช่วงไล่เลี่ยกับการสิ้นสุดลงของโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง ฤดูกาลผลิตปี 2555/56 ปริมาณ 15 ล้านตัน ซึ่งเริ่มรับจำนำตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555- 31 มีนาคม 2556 โดยกำหนดราคารับจำนำเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันได ตั้งแต่ราคากิโลกรัมละ 2.50 บาท โดยมีการเพิ่มราคารับจำนำอีกเดือนละ 5 สตางค์ ไปสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2556 ที่จะมีราคารับจำนำอยู่ที่กิโลกรัมละ 2.75 บาท ใช้วงเงินรวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท ข้อเสนอที่ถูกมองข้ามความสำคัญไป จึงเป็นที่มาของการประกาศที่จะเคลื่อนไหวเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล โดยกลุ่มเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังจากผ่านเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว
"รัฐบาลไม่มีความจริงใจที่จะเข้ามาช่วยเหลือความเดือดร้อนของเกษตรกร ในการหารือของชาวไร่มันสำปะหลังในเขต อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา และ อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ ได้มีแนวทางที่สอดคล้องกัน ในการที่จะกดดันรัฐบาลด้วยการปิดถนนสายหลัก หลังสงกรานต์ไปแล้ว ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคอีสาน ได้หารือกันว่าเราจะพามวลชนไปชุมนุมประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาล" พรชัย อำนวยทรัพย์ ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคอีสาน ให้ข้อมูลถึงแนวทางที่กำหนดไว้ในการเคลื่อนไหว หลังจากนี้
แนวทางการรับจำนำมันสำปะหลัง ปี 2555/2556 ที่มี กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้กำกับแนวทางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดปริมาณรับจำนำผลผลิตทั้งหมด 15 ล้านตัน และปรับลดปริมาณรับจำนำจากเกษตรกรต่อรายลงจากเดิม 250 ตันต่อราย เหลือที่ 200 ตันต่อราย เนื่องจากเห็นว่าการรับจำนำมันสำปะหลังในฤดูกาลผลิตปีนี้ ส่วนใหญ่เกษตรกรนำผลผลิตเข้ารับจำนำน้อยกว่า 200 ตันต่อราย ดังนั้น การปรับลดปริมาณการรับจำนำผลผลิตต่อรายให้ลดสัดส่วน จะจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ขณะที่อีกด้านหนึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวทางนี้ ก็มีน้ำหนักที่น่ารับฟังอย่างยิ่ง
เพราะมีการตั้งข้อสังเกตจากสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย ที่ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การรับจำนำมันสำปะหลังไม่ควรจำกัดปริมาณ ทั้งยังควรใช้แนวทางเดียวกับการรับจำนำข้าวที่รับจำได้ทุกเมล็ด ที่สำคัญไม่ควรจำกัดปริมาณต่อรายให้ลดลง เพราะปัญหาที่จะตามมาก็คือ จะก่อให้เกิดปัญหาที่เป็น 2 ตลาด เพราะเกษตรกรที่มีผลผลิตมากกว่า 200 ตันต่อราย ก็ต้องหาตลาดใหม่เพื่อนำผลผลิตไปขาย ขณะที่ท่าทีของสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคอีสาน ที่เสนอแนวทางต่อรัฐบาลไปก่อนหน้านี้ในแนวทางที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้รับการพิจารณาก็คือ การรับจำนำหัวมันสำปะหลัง ขอให้รับจำนำมันสำปะหลังทุกหัวเหมือนกับการรับจำนำข้าวเปลือก และไม่ควรรับจำนำแบบมีเพดาน
ขอให้รัฐบาลรับจำนำมันสำปะหลังในราคาเริ่มต้นที่เกษตรกรมีกำไรจากการเพาะปลูก จากการลงทุนร้อยละ 25 ของต้นทุนการเพาะปลูกต่อกิโลกรัม หรือราคาเริ่มต้นที่ 3 บาท ต่อกิโลกรัมที่เชื้อแป้ง 25% ในเดือนตุลาคม 2555 และขึ้นราคารับจำนำเดือนละ 0.10 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นลงเชื้อแป้งละ 0.02 บาทต่อ 1% แป้ง ระยะเวลาการรับจำนำมันสำปะหลังให้สิ้นสุดที่เดือนเมษายน 2556 ดังนั้น การรับจำนำมันสำปะหลัง ราคาเริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 2.50 บาท ไปสิ้นสุดที่กิโลกรัมละ 2.75 บาท และจะรับจำนำจากเกษตรกรรายละ 200 ตัน ต่างไปจากฤดูกาลผลิต 2554/2555 ที่รับจำนำมันปะหลังราคาเริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 2.75 บาท และรับจำนำให้เกษตรกรรายละ 250 ตัน
ด้วยข้อแตกต่างจากการกำหนดแนวทางนี้เอง ที่เป็นแรงกดดันต่อความไม่พอใจของเกษตรกร เพราะทั้งการลดราคาและปริมาณที่รับจำนำลง ในขณะที่ราคาของปัจจัยการเพาะปลูกมันสำปะหลังปรับตัวขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าปุ๋ย ดังนั้น การสิ้นสุดลงของโครงการรับจำนำมันสำปะหลังในเดือนมีนาคม ทั้งที่ยังมีผลผลิตที่รอระบายสู่ระบบเป็นจำนวนมาก จึงกลายเป็นที่ของปัญหาที่กำลังจะเกิดกับรัฐบาล
ในภาคการผลิตมันสำปะหลัง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเกษตรกรไม่สามารถนำมันสำปะหลังเข้าร่วมโครงการได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากเกษตรกรต้องเร่งขุดและแย่งกันเข้าร่วมโครงการ เพราะระยะเวลาในการรับจำนำมันสำปะหลังสั้น อีกทั้งการประกาศดำเนินโครงการล่าช้ากว่าที่รัฐบาลเคยกำหนดไว้ 2 เดือน ทำให้ระยะเวลาของโครงการนี้ ที่จะต้องดำเนินการร่วมกันระหว่างเกษตรกร ลานมัน โรงงานแป้งมันสำปะหลังถูกกำหนดเพียง 3 เดือน ทั้งที่กรอบเวลาการรับจำนำมันสำปะหลังแท้จริงอยู่ที่ 6 เดือน การเริ่มโครงการในภาคปฏิบัติธันวาคม 2555 สิ้นสุดมีนาคม 2556 จึงเป็นการซ้อนทับปัญหาเอาไว้ในที่สุด
จริงอยู่ที่การรับทราบความคืบหน้าของโครงการรับจำนำมันสำปะหลังปี 2555/2556 โดยพบว่ารัฐบาลสามารถปรับลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการลงจากเดิม ที่กำหนดเป้าหมายรับจำนำหัวมันสด 15 ล้านตัน เหลือ 10 ล้านตัน ในวงเงิน 30,481 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินทุนหมุนเวียน 26,950 ล้านบาท และเงินจ่ายขาด 3,531 ล้านบาท ซึ่งถือว่าต่ำกว่ากรอบวงเงินเดิมที่ได้รับอนุมัติในโครงการรับจำนำมันในปี 2554/2555 จำนวน 10 ล้านตัน ที่มีวงเงิน 32,096 ล้านบาท ถึงร้อยละ 5.03 นั่นอาจจะเป็นความสำเร็จในการควบคุมการใช้จ่าย แต่อีกด้านหนึ่งแล้ว ก็อาจจะทำให้ปฏิกิริยาของความเดือดร้อนกำลังถูกส่งผ่านสู่รัฐบาลในรูปของการชุมนุมที่กำลังจะเกิดขึ้น
--------------------
(ปิดรับจำนำมันสำปะหลัง จุดนับหนึ่งของการพาม็อบเข้ากรุง : ทีมข่าวภูมิภาค ... รายงาน)



