ข่าว

'สภาพัฒน์'ยันต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

'สภาพัฒน์'ยันต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

10 เม.ย. 2556

'สภาพัฒน์'ยันต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน : ทีมข่าวสำนักข่าวเนชั่นรายงาน


              การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งประเทศ พ.ศ....  ของคณะกรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าสู่การประชุมเป็นครั้งที่สอง หลังจากครั้งแรกเป็นเพียงการเลือกคนในตำแหน่งต่างๆ โดยมี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมาธิการ

              การประชุมในครั้งนี้ "กิตติรัตน์" ก็มานั่งทำหน้าที่ประธานด้วยตัวเอง แม้ว่าในช่วงเช้าจะต้องเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีก็ตาม และได้เริ่มลงลึกถึงเนื้อหาของร่างพ.ร.บ. โดยเป็นเรื่องของหลักการและเหตุผล พร้อมทั้งเชิญหน่วยงานต่างๆ เข้ามาแลกเปลี่ยน ซักถามทั่วไป โดยมีตัวแทนเข้าชี้แจง อาทิ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ตัวแทนจากกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยตัวแทนจากสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและการจราจร กระทรวงคมนาคม

              ทั้งนี้ในการชี้แจงของ "อาคม" พยายามย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นหลัก และชี้ให้เห็นว่า ช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2543-2554  ประเทศของเรานั้นมีการลงทุนที่ต่ำกว่า 5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก จึงมีความจำเป็นต้องขับเคลื่อนในการขยายเศรษฐกิจ สร้างเศรษฐกิจในประเทศ

              อย่างไรก็ตาม "อาคม" ระบุว่า การกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เรียกว่าเป็นการพัฒนาประเทศ และสร้างศักยภาพการขยายตัว เพื่อรองรับประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 ที่จะถึงนี้

              เลขาธิการสภาพัฒน์ ยังพยายามชักจูงให้เห็นว่า ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งมีพื้นที่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางในการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ ดังนั้นการลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน จะเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออกของประเทศ

              "แต่ประเทศของเรามีคอขวดจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องงบประมาณ หากแก้ปัญหาได้ก็จะช่วยเรื่องการขยายเศรษฐกิจ ช่วยเรื่องการส่งออก เพราะเรื่องการส่งออกปัจจุบันเราทำได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องลงทุนภายในประเทศ และที่สำคัญการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้ก็ยังเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11" อาคมระบุ

              การชี้แจงของสภาพัฒน์ในครั้งนี้ ยังตอกย้ำด้วยว่า ประเทศของเรายังมีความด้อยเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ด้อยเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ด้อยเรื่องความสามารถของคน จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาให้ได้ และจุดอ่อนสำคัญอยู่ที่อยู่ที่การคมนาคมขนส่งเป็นหลัก ดังนั้นจึงต้องปรับปรุงเรื่องโครงข่ายระบบคมนาคม 

              ซึ่งหากดูกันเรื่องโครงสร้างพื้นฐานจะเห็นว่า ไทย ยังเหนือกว่า ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม แต่ขณะเดียวกันก็ยังด้อยกว่า สิงคโปร์ และมาเลเซีย 

              ทั้งนี้จากการคาดการณ์เชื่อว่า การค้าขายชายแดนใน 5 ปีข้างหน้าเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว จะเพิ่มขึ้น 5% และโดยเฉพาะการค้าขายทางบกจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลจึงเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และลดความเหลื่อมล้ำเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงมากขึ้น

              อย่างไรก็ตามยังมีความกังวลว่า การกู้เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวจะเป็นภาระกับงบประมาณในอนาคต รวมถึงอาจจะกระทบกับระบบวินัยการเงินการคลัง ซึ่ง "อาคม" ชี้แจงว่าจากการคำนวณ ซึ่งสอดคล้องกับกระทรวงการคลัง เมื่อมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเสร็จสิ้น จะมีการจ้างงานสูงถึง  500,000-530,000 ตำแหน่ง ส่วนเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 0.1% ซึ่งถือว่าไม่มาก และปริมาณเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นสูงสุดในปี 2558 แต่ก็จะอยู่เพียง 0.7% เท่านั้น ถือว่าไม่มาก

              ภายหลังการชี้แจงของ "อาคม" เสร็จสิ้น กรรมาธิการซีกพรรคประชาธิปัตย์ต่างก็ยกมือถามและแสดงความสงสัย อาทิ นายอนุชา บูรพชัยศรี ส.ส.กทม.  นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ   นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ นายวิฑูรย์ นามบุตร นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี  ส.ส.กทม. นายเจือ ราชสีห์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

              โดยกรรมาธิการได้ซักถามว่า โครงการนี้ได้จัดลำดับในการพัฒนาเรื่องนี้หรือไม่ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน  และรัฐบาลได้ถามความเห็นต่อเรื่องเงินกู้และแผนงานโครงการ เห็นด้วย ทุกโครงการแค่ไหน ตอบโจทย์ได้หรือไม่ ใครเป็นคนเริ่มต้นโครงการนี้ และใครจะเป็นคนตัดสินใจว่า โครงการไหนทำก่อนหรือหลัง ซึ่งหากกระทำก็จะทำให้เกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

              "รัฐบาลได้คำนวณการก่อสร้าง การบริหารการจัดการ ต้นทุนและค่าจ่ายที่จะกำหนดเป็นค่าโดยสารรถไฟความเร็วสูงเท่าไหร่ เพราะหากค่าโดยสารสูงเป็นพันบาทขึ้นไป เป้าหมายเรื่องลดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนเข้าถึงก็เป็นเรื่องยาก และโครงการรถไฟความเร็วสูงนี้ เป้าหมายหลักคือเพื่อขนคนหรือไม่ เหตุใดจึงไม่ทำรถไฟรางคู่ให้ครอบคลุม ซึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์กว่า เพราะสามารถขนได้ทั้งคนและทั้งสินค้าไม่จำเป็นต้องมีรถไฟฟ้าความเร็วสูง และดีกว่าหรือไม่ที่จะสร้างมอเตอร์เวย์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ"

              ซึ่งภายหลังการตั้งคำถามอย่างดุเดือดของเหล่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์  "อาคม"  จึงได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า เรามีความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือ สนามบิน ทางบก ต้องมีการปรับปรุง ไม่อย่างนั้นสู้กับประเทศอื่นไม่ได้

              "เรื่องการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนั้น เป็นการพูดคุยกันตั้งแต่หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 แผนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ได้เสนอไป 5 ยุทธศาสตร์ และ 1 ในยุทธศาสตร์คือเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จึงได้คุยว่าจะหาแหล่งเงินที่ไม่กวนงบประมาณ"

              "อาคม" ยังระบุอีกว่า การพัฒนาต้องจากแผนการลงทุนทั้งประเทศ  ความเห็นตน โจทย์ของประเทศมีอยู่หลายเรื่อง และรัฐบาลไม่ได้รับทั้งหมด บางเส้นทางเอกชนสามารถร่วมลงทุน แนวที่ดูคือความต่อเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน แหล่งผลิต และการเชื่อมโยงระหว่างเมือง

              ส่วนเรื่องความคุ้มหรือไม่นั้นต้องดูความสัมพันธ์กับแผนการลงทุน ต้องใช้เวลาในการวางแผนให้ครบถ้วน   ทุกเรื่องต้องมีรายงานความเหมาะสม

              อย่างไรก็ตามในประเด็นที่เป็นเรื่องรายละเอียดเฉพาะนั้น "สภาพัฒน์" ไม่ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมธิการ โดยระบุเพียงว่า จะให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างกระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ชี้แจงต่อไป

              ทั้งนี้การประชุมในสัปดาห์หน้าก็ยังคงคาดว่าจะเป็นการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องความถูกต้องของกฎหมายซึ่งฝ่ายที่คัดค้านเห็นว่าการ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ถูกต้อง จนเป็นที่มาของการยื่นเรื่องต่อป.ป.ช. และมีความเป็นไปได้สูงว่าเมื่อกฎหมายผ่านสภาแล้วจะมีผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความต่อไป

.....................

(หมายเหตุ : 'สภาพัฒน์'ยันต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทีมข่าวสำนักข่าวเนชั่น)