ข่าว

'โซนนิ่ง'สถานบริการ

'โซนนิ่ง'สถานบริการ

10 เม.ย. 2556

'โซนนิ่ง'สถานบริการ : เลียบค่าย โดยคมพิทักษ์ราษฎร์

               ปัญหาสถานบริการผิดกฎหมายในเขตนครบาล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้รับผิดชอบการป้องกันปราบปรามในฐานะหัวหน้าชุดตรวจสอบการดำเนินการกิจการสถานบริการ แสดงอาการหมดปัญญาแก้ไข ถึงกับจะให้มีการขยายพื้นที่โซนนิ่งในการตั้งสถานบริการให้มากขึ้นกว่าเดิมที่มีอยู่ 3 พื้นที่ คือ ย่านพัฒนพงษ์, เพชรบุรีตัดใหม่ และรัชดาภิเษก โดยอ้างว่า เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากการเปิด "เออีซี" และรายได้เข้ารัฐจากการขออนุญาตทั้งสถานบริการเพิ่มขึ้น
 
               นี่คือผลของการตั้งผู้บังคับบัญชาของตำรวจจากคนที่มาจากหน่วยงานอื่นที่มิใช่ลูกหม้อของนครบาล จึงไม่รู้ปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา แถมยังไม่ทราบความหมายของ "เออีซี" ว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง เรื่องการท่องเที่ยวน่ะ มันบูมมาเป็นสิบปีแล้วสำหรับเมืองไทย
 
               วัตถุประสงค์ของการจำกัดพื้นที่ตั้งสถานบริการในกรุงเทพฯ หลักๆ มีอยู่ 3 ประการ คือ หนึ่ง เพื่อมิให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนที่ดำรงชีวิตเป็นปกติสุข, สอง เพื่อควบคุมมิให้มีแหล่งอบายมุขมากจนเกินความจำเป็นจนเป็นสาเหตุให้เกิดอาชญากรรมจนควบคุมไม่ได้, สาม ก็เพื่อใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจตราควบคุมการดำเนินการมิให้ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่มากนัก จะได้ใช้กำลังตำรวจส่วนใหญ่ตรวจตราท้องที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างทั่วถึง
 
               การที่มีสถานบริการผิดกฎหมายเกิดขึ้นจำนวนมาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เอาจริง จนประชาชนทั่วไปเชื่อว่า รับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการเหล่านี้ กฎหมายสถานบริการฯ บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งสถานบริการเว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ (กรุงเทพฯ คือ ผบช.น.) มีบทกำหนดโทษไว้ในมาตรา 26 คือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ
 
               นี่โทษยังไม่แรงอีกหรือ?
 
               ข้อสำคัญ สถานบริการใดที่มีตำรวจเข้าไปตรวจ นักเที่ยวจะหนีไม่ไปใช้บริการ รู้กันทั่วว่าเป็นวิธีการที่ตำรวจเลวๆ ใช้ตีเมืองขึ้นเพื่อเรียกส่วย
 
               ยิ่งถ้าเป็นสถานบริการผิดกฎหมาย ถูกตำรวจจับสัก 2-3 หน ก็เป็นอันปิดบริการได้เลย ดังนั้นอย่าทำเป็นดื้อตาใส อ้างเหตุเพื่อให้พ้นผิด
 
               หากไม่มีปัญญาควบคุมดูแล ก็ให้ ผบ.ตร.ย้ายไปอยู่งานอำนวยการ!!