
'มาร์ค'เหน็บ'แม้ว'พูดถี่กลัวอดกู้เงิน
'มาร์ค'เหน็บ'แม้ว'พูดถี่เพราะห่วงไม่ได้กู้ 2 ล้านล้าน ชี้'เฉลิม'ทำงานดับไฟใต้ยากเหตุไม่มีส่วนร่วมเลย จี้'สมศักดิ์'นัดลงมติวันแปรญัตติ 18 เม.ย.นี้
9 เม.ย.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะไม่ทำให้ประเทศใช้หนี้นานถึง 50 ปีนั้น ว่า ตัวเลขหนี้ 50 ปีนั้นออกมาจากรัฐบาลเอง ไม่มีคนอื่นออกมาพูด เพราะฉะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ อย่าพยายามเบี่ยงเบนประเด็น แต่รู้สึกว่าคงเป็นห่วงว่าจะไม่ได้กู้ จึงแสดงความเห็นในเรื่องนี้ถี่ขึ้น ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงจะต้องตั้งหน้าตั้งตากู้ทั้งที่โครงการยังไม่พร้อม ซึ่งหน่วยงานก็ยอมรับว่าไม่พร้อม จะต้องมีการทบทวนส่งกลับให้สภาพัฒน์ฯ มีแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ยืนยันจะต้องกู้ให้ได้ อาจเป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบกู้จึงพยายามจะกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทให้ได้ และอาจจะมีเรื่องอื่น ซึ่งตนต้องติดตามตรวจสอบโครงการอีกครั้ง ทั้งนี้เห็นว่าหาก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ส่งให้สภาพัฒน์ศึกษาเส้นทางรถไฟความเร็วสูงใหม่ทั้ง 4 เส้นทาง รวมเงินที่ใช้ใน 4 โครงการนี้กว่า 7 แสนล้านบาท ก็เป็นการยืนยันให้เห็นว่าไม่มีความพร้อม และขาดยุทธศาสตร์ในภาพรวม ซึ่งหากมีการทบทวนโครงการเหล่านี้แล้วเห็นว่าไม่มีความพร้อม ตนก็มองไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งในขั้นตอนนี้รัฐบาลสามารถถอนกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ออกไปได้ เพราะในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินนี้มาตั้งแต่ต้น หากถอนออกไปก็จะขอบคุณ
ชี้ "เฉลิม" ทำงานดับไฟใต้ยากเหตุไม่มีส่วนร่วมเลย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม 79 ยิงถล่มใส่บ้านของนายนัจมุดดีน อูมา ที่ปรึกษา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ใน จ.นราธิวาส ว่า ตนเป็นห่วงการออกข่าวว่าอาจจะไม่มีการพูดคุยสันติภาพปลายเดือนนี้ เพราะเรามีความจำเป็นที่ต้องแสดงท่าทีให้ชัดว่าต้องการให้คนที่มาพูดคุยสันติภาพไปสื่อสารในพื้นที่เพื่อลดความรุนแรง หากไม่มีการเชื่อมโยงเรื่องนี้ตนก็กลัวว่าในพื้นที่จะมีเหตุมากขึ้น เจ้าหน้าที่ก็จะปฏิบัติตัวลำบาก ส่วนที่คนในรัฐบาลและสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ก็ออกมายอมรับแล้วว่ามีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบหลายกลุ่ม และกลุ่มที่มีปฏิกิริยาก็อาจจะไม่พอใจการพูดคุยนั้น รัฐบาลต้องถือเป็นสาระหลักในการพูดคุยครั้งต่อไป ว่าการพูดคุยจะดำเนินต่อไปได้ต้องช่วยกันลดความรุนแรงในพื้นที่ก่อน และต้องสอบถามให้ชัดว่าคนมาพูดคุยทราบหรือไม่ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นฝีมือใคร ติดต่อประสานงานกับกลุ่มเหล่านั้นได้หรือไม่ อย่างไร หากไม่อย่างนั้นการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาก็จะเป็นเรื่องยากเพราะตอนนี้เรายังสรุปไม่ได้ว่า ยังมีกลุ่มต่อต้านหรือมีกลุ่มที่ทำงานอีกด้านหนึ่งต่างจากกลุ่มที่เจรจากับเรา
ผู้สื่อข่าวถามว่า กระบวนการที่รัฐบาลกำลังทำอยู่จะเกิดตัวเร่งให้มีความรุนแรงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความรุนแรงในพื้นที่ขณะนี้โยงมาถึงปัญหาการพูดคุย ซึ่งจะเป็นการแสดงอำนาจ ส่งสัญญาณความไม่เห็นด้วย หรืออยากมีส่วนร่วม ตรงนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องรีบไปแกะมา และแก้ไข แต่ตอนนี้ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่ก็ต้องกวดขัน และประชาชนเองก็ต้องไม่ประมาท
เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม ต้องเข้าไปกำกับอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รองนายกฯทำงานยาก เพราะไม่มีส่วนร่วมในการพูดคุยเลย และแม้นายกฯจะเดินทางลงพื้นที่ รองนายกฯก็ไม่ได้ไปด้วย นายกฯ จึงต้องดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งควรต้องปรับทิศทางในการพูดคุยให้สามารถลดความรุนแรงได้ ส่วนเหตุผลเรื่องการเลื่อนการพูดคุยที่มีการอ้างว่าเพราะมาเลเซียยุบสภาและกำลังจะมีการเลือกตั้งนั้น จริงๆก็ทราบอยู่แล้วว่าจะมีการเลือกตั้ง และงานนี้ก็เป็นงานที่ทำโดยฝ่ายประจำ กลไกลที่จะทำหน้าที่เป็นคนกลาง หรือผู้อำนวยความสะดวกก็สามารถทำได้ ซึ่งตนเห็นว่าทุกอย่างควรเป็นไปตามกำหนด
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกฯ พยายามอ้างว่า การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเสียชีวิตนั้นในสมัยรัฐบาลที่แล้วก็เกิดเหตุการณ์เช่นกันนั้น ตนคิดว่าทำไมเราไม่ดูปัญหาของประเทศ ทำไมจึงต้องหยิบแง่มุมทางการเมือง เอาข้อมูลถูกผิดมาตอบโต้กัน ทั้งที่พวกตนไม่ได้มุ่งในเรื่องของรัฐบาล แต่มุ่งแก้ปัญหา
“อยากให้รัฐบาลเปิดใจกว้างรับฟังเสียงสะท้อนว่าจะปรับปรุงการทำงานได้อย่างไรจะดีกว่า เพราะการย้อนกลับขณะนี้คงไม่ง่าย และเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องวางบนโต๊ะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายนมีอะไรบ้าง ทำไมสิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ฝ่ายที่มาพูดคุยจะมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบหรือมีแนวทางที่จะแก้อย่างไร นี่คือจุดที่ต้องยืนยันไปก่อนที่จะคุยเรื่องอื่น และรัฐบาลต้องมีความเป็นเอกภาพ นายกฯจึงหนีไม่พ้นที่จะต้องประชุมและกำหนดทิศทางให้เป็นเอกภาพเพื่อให้เดินหน้าต่อไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
จี้ “สมศักดิ์” นัดลงมติวันแปรญัตติ 18 เม.ย.นี้ ยันเป็นอำนาจประธาน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ให้วิปสามฝ่ายไปหารือกันว่าจำเป็นต้องเปิดรัฐสภาเพื่อพิจารณาลงมติญัตติแปรญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 วันที่ยังค้างอยู่หรือไม่ ว่า เรื่องการเปิดประชุมรัฐสภาเป็นอำนาจของประธานรัฐสภาที่สามารถเรียกประชุมได้ เพราะญัตติยังค้างอยู่ และในวันที่ 18 เมษายนนี้ ก็พร้อมที่จะมีการประชุมอยู่แล้ว ก็น่าจะประชุมในวันที่ 18 เมษายนได้เลย โดยประธานรัฐสภาสามารถตัดสินใจได้เลย เพราะเป็นเรื่องการปฏิบัติตามข้อบังคับของสภาและการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประธานรัฐสภามีหน้าที่โดยตรงที่จะตัดสินใจได้อยู่แล้ว ส่วนการโยนมาให้วิปสามฝ่ายประชุมตนก็ไม่ทราบว่าวิปสามฝ่ายจะไปเจอกันตอนไหน ทั้งนี้ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องที่มาอะลุ้มอล่วย เพราะองค์ประชุมไม่ครบก็ลงมติในญัตติไม่ได้ ญัตติก็ค้างอยู่ จึงอยากทำให้ถูกต้องเพราะไม่ได้เป็นการสร้างปัญหาอะไร ดีกว่าจะทำให้กระบวนการผิดหรือบิดเบี้ยวไปหมด เพราะปัญหาเริ่มตั้งแต่มีการผิดข้อตกลงวิปสามฝ่ายด้วยการเสนอปิดอภิปรายทั้งที่ยังใช้เวลาไม่ครบตามที่มีการตกลงกัน ตอนนี้ยังมารวบรัดอีก ก็แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาอะไรหรือเปล่า ทำไมทำกระบวนการให้ถูกต้องไม่ได้
"การจะยื่นถอดถอนนายสมศักดิ์ หรือไม่นั้นจะขึ้นอยู่กับการกระทำของนายสมศักดิ์หากมีเจตนาที่จะทำตามรัฐธรรมนูญก็ไม่มีประเด็น แต่ถ้าจงใจฝ่าฝืนก็เป็นประเด็น ซึ่งทั้งหมดจะอยู่ที่การตัดสินใจของนายสมศักดิ์ซึ่งจะเป็นตัวบอกเจตนาของนายสมศักดิ์ โดยพรรคจะดำเนินการตามนั้น" นายอภิสิทธิ์ กล่าว



