
เปิดตำรา'เต้าเต๋อจิง'คัมภีร์นักปกครอง
เล่าสู่กันฟัง : เปิดตำรา 'เต้าเต๋อจิง คัมภีร์นักปกครอง' : โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์
คงต้องยอมรับว่า กระแสสังคมบ้านเราเดี๋ยวนี้ เรียกร้องให้ผู้ที่ทำธุรกิจแสดงตัวว่าเป็นคนดีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการแสดงความรับผิดชอบต่อสภาวะแวดล้อมรอบข้างที่ตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ชุมชนและสังคมว่า จะไม่เอารัดเอาเปรียบ และไม่เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว ดังนั้น ทิศทางการบริหารธุรกิจยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆ จึงมีมุมมองการบริหารจัดการที่มุ่งสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการทำธุรกิจเคียงคู่กับการพัฒนาชุมชนและสังคมให้เจริญรุ่งเรืองไปพร้อมๆ กัน
คล้ายคลึงกับแนวคิดการบริหารธุรกิจตามวิถีแห่งเต๋า ซึ่งเป็นหัวใจแห่งปรัชญาของเหลาจื้อ อันเป็นศาสตร์ของการบริหารธุรกิจในมุมมองแบบโลกตะวันออก จากการที่ผมได้มีโอกาสไปร่วมฟังเสวนาหัวข้อ "เต้าเต๋อจิง คัมภีร์นักปกครอง" คัมภีร์เต๋า 81 บท 5,000 ตัวอักษร ที่ได้รับยกย่องจากทั่วโลกให้เป็นสุดยอดของคัมภีร์ที่นำสังคมไปสู่สันติภาพ ได้พูดถึงการบริหารธุรกิจตามวิถีแห่งเต๋า ซึ่งพอสรุปสาระสำคัญได้สี่ประการ คือ
หนึ่ง ให้เป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ ที่มีลักษณะคงที่ ไม่แปรเปลี่ยน คือ ต้องมีกฎระเบียบที่แน่นอนและเป็นประโยชน์ต่อสังคม การมีกฎระเบียบที่แน่นอน ผู้ร่วมงานก็จะมีจิตใจมั่นคง ไม่หวั่นไหว ผลที่ได้รับคือ ทุกคนทำงานตามหน้าที่ ไม่ก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่น งานที่ทำจึงมีประสิทธิภาพ
สอง ให้เอื้อประโยชน์แก่ผู้อื่น คือการสร้างประโยชน์เพื่อส่วนรวม ความมั่นคงของสังคม หากมุ่งแต่จะแข่งขันแก่งแย่งเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จะเป็นการทำลายความมั่นคงของสังคม ไม่เกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติโดยรวม เมื่อมอบสิ่งดีๆ ให้แก่สังคมแล้ว สิ่งที่ตนจะได้รับตอบแทนคือความ “มั่งมี” และความ “ร่ำรวย”
สาม เอาอย่างคุณสมบัติของน้ำ ด้วยน้ำมีลักษณะอ่อนโยน นุ่มนวล แต่สามารถเอาชนะสิ่งที่แข็งแกร่งทั้งหลายได้ การบริหารธุรกิจจึงควรเอาอย่างคุณสมบัติของน้ำ ด้วยน้ำยังสามารถไหลไปสู่ทุกสารทิศ เพื่ออุทิศประโยชน์แก่ทุกๆ ชีวิต การไหลซึมของน้ำก็ไม่มีสิ่งใดยับยั้งได้ น้ำยังมีลักษณะพิเศษที่ไม่ต้องไปแข่งขันกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด การทำธุรกิจที่สามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันก็จะเป็นธุรกิจที่น่าสนใจที่สุด ด้วยเหลาจื้อมองว่า การแข่งขัน แก่งแย่ง เป็นมูลเหตุแห่งความขัดแย้ง ไม่เป็นผลดีแต่อย่างใด
สี่ บริหารธุรกิจแบบยั่งยืน ชีวิตที่เป็นจริงนั้นไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดสามารถดำรงอยู่ได้ตามลำพัง และไม่มีธุรกิจใดที่สามารถดำรงอยู่แต่ลำพังเช่นกัน ธุรกิจที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากเพียงใด ย่อมได้รับผลตอบแทนเป็นทวีคูณ เมื่อผลประโยชน์ส่วนรวมและส่วนตัวรวมเป็นหนึ่งเดียว ไม่อาจแยกแยะแล้ว ธุรกิจนั้นก็จะดำรงอยู่อย่างยั่งยืน
ท้ายสุด หลักการบริหารธุรกิจตามวิถีแห่งเหลาจื้อจะบังเกิดผลเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างสามสิ่ง คือ “ฟ้า” (ภาวะภายนอกของกิจการ) “ดิน” (ภาวะภายในของกิจการ) “คน” (คนที่อยู่ในกิจการนั้น) …ก็นำมา "เล่าสู่กันฟัง' เป็นข้อคิดประจำสัปดาห์นี้นะครับ
--------------------
(เล่าสู่กันฟัง : เปิดตำรา 'เต้าเต๋อจิง คัมภีร์นักปกครอง' : โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์)



