ข่าว

'นายกฯ'ยัน'เฉลิม'ลงใต้แน่!

'นายกฯ'ยัน'เฉลิม'ลงใต้แน่!

09 เม.ย. 2556

'นายกฯ' ยัน 'เฉลิม' ลงใต้แน่ เผยยังไม่ทราบ 'สมช.' จ่อเลื่อนถก 'บีอาร์เอ็น' เล็งปรับแผนรปภ. ระบุส่งสาสน์แสดงความเสียใจ 'มาร์กาเร็ต แธตเชอร์' ถึงแก่อสัญกรรม

 

                         9 เม.ย.56 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้แจ้งเรื่องข้อสั่งการให้ทุกกระทรวงบูรณาการการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากที่ได้รับงบประมาณแล้วให้เร่งไปดำเนินการในการพัฒนา

                         ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องปรับแผนการทำงานหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า พื้นที่ที่เกิดเหตุบ่อยๆ ก็ปรับในเรื่องของการดูแลความปลอดภัย ทั้งในระดับเจ้าหน้าที่และประชาชน ซึ่งตนได้สั่งการไปแล้ว

                         เมื่อถามว่า พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุว่าอาจจะต้องเลื่อนนัดหมายการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็นออกไปก่อน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบ

                         อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าส่วนตัวนายกฯมองอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เราเน้นในการพูดคุยเพื่อให้ได้ความเข้าใจ และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งจะทำให้เราได้มีทางออกที่จะหารือกันได้ในอนาคต และทางสมช.ควรจะมีการพูดคุยกับทุกกลุ่ม รับฟังความคิดเห็นจากทุกกลุ่ม ซึ่งตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ดี และเกิดประโยชน์โดยรวม

                         ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายความมั่นคงได้รายงานหรือไม่ว่าสาเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นบ่อยในช่วงนี้มีสาเหตุมาจากอะไร นายกฯ กล่าวว่า ความไม่สงบได้เกิดมาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็มีหลายประเด็น ในส่วนของความปลอดภัยต่างหากที่เราต้องเร่งรัดในบางพื้นที่ ส่วนเหตุการณ์อย่างเช่น กรณีของการลอบวางระเบิดขบวนรถของรองผู้ว่าฯยะลานั้น เรียกว่าเป็นหมายเปิด เป็นลักษณะที่จะรู้กันทั่วไป ซึ่งเราอาจจะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยมากกว่า ซึ่งจะเป็นมาตรการในระดับพื้นที่มากกว่า

                         เมื่อถามว่าอุปสรรคในการพูดคุยแล้วไม่เป็นผลคืออะไร นายกฯ กล่าวว่า “โห...ต้องเรียนว่าพูดคุยไปได้แค่หนเดียวเองค่ะ ก็ต้องใช้เวลา แล้วเราอย่างที่เรียนว่าพูดคุยเพื่อให้เราได้เข้าใจ และมีระดับความไว้วางใจที่จะมีการพัฒนาไปสู่ขั้นตอนการแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความพูดคุยแล้วกลุ่มเดียวจะหาย เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว แล้วเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงานแยกส่วนกันไป”

                         ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนในการลงพื้นที่ของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี นายกฯ กล่าวว่า ท่านลงแน่ไม่ต้องห่วง ท่านมีหน้าที่ต้องลงอยู่แล้ว ส่วนการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ตนอยากเข้าไปให้กำลังใจประชาชน จึงตัดสินใจลงพื้นที่ ซึ่งพอดีเป็นช่วงวันหยุด ถ้าเป็นวันราชการก็อาจจะนัดหมายกันลำบาก เพราะคิวงานก็วางไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงตัดสินใจไปช่วงวันหยุด

                         เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิมจะลงพื้นที่ช้าไปหรือไม่ และยังพอใจการทำงานของร.ต.อ.เฉลิม อยู่หรือไม่ นายกฯ กล่าวตัดบทว่า “พอแล้ว”

 

'นายกฯ' ส่งสาสน์แสดงความเสียใจ 'มาร์กาเร็ต แธตเชอร์'

 

                        เว็บไซต์thaigov.go.th รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ส่งสารแสดงความเสียใจถึงนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ต่อการถึงแก่อสัญกรรมของนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสตรีของสหราชอาณาจักร โดยมีเนื้อหาว่า

                        “I have learnt, with profound sadness, of the passing of The Right Honourable The Baroness Thatcher, former Prime Minister of the United Kingdom. On behalf of the Royal Thai Government and the people of the Kingdom of Thailand, I wish to convey, through Your Excellency, my sincerest condolences to the family of Baroness Thatcher as well as the Government and the people of the United Kingdom on this grave loss.

                        Baroness Thatcher will always be remembered, with great admiration and respect, both as the first and only female British Prime Minister as well as one of the world’s great leaders of the 20th century for her strong leadership and invaluable role in reshaping the European and global geopolitical order for peace, security and freedom of all.”

                        “ ได้รับข่าวการสูญเสีย Baroness Thatcher อดีตนายกรัฐมนตรีสตรีของสหราชอาณาจักร ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งผ่านนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ต่อครอบครัวของ Baroness Thatcher ต่อรัฐบาล และประชาชนสหราชอาณาจักร สำหรับการสูญเสียครั้งนี้ Baroness Thatcher จะเป็นที่จดจำด้วยความชื่นชมและความเคารพอย่างสูง ทั้งในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีสตรีคนแรกและคนเดียวของสหราชอาณาจักร และในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้นำแห่งศตวรรษที่ 20 ของโลก ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนแปลงสหภาพยุโรปและภูมิศาสตร์การเมืองของโลก เพื่อสร้างความสงบสุข ปลอดภัย และเสรีภาพ ต่อทุกฝ่าย”

 

'นายกฯ' เปิดศูนย์ช่วยเหลือสังคม เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ

 

                        น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดตัว “ศูนย์ช่วยเหลือสังคม เพื่อให้การช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และคน พิการ” (โอเอสซีซี)  ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพหลัก ในการประสานหน่วยงานภาครัฐทั้ง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บริการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหา ภายใต้แนวคิด "การบูรณา การช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาเพื่อสร้างความเสมอภาค และเท่าเทียมในสังคม" ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการพัฒนาประเทศ โดยรัฐบาลมุ่งแก้ไขปัญหา และพัฒนาสังคมในทุกช่วงวัย

                        โดยนายกฯ ได้กล่าวมอบนโยบายว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีการพัฒนาทางด้านสังคม เศรษฐกิจการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กระทบต่อวิถีชีวิตวัฒนธรรมของไทย รัฐบาลให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตในทุกด้าน โดยการเปิดศูนย์ในครั้งนี้ ถือเป็นการประกาศเจตนารมณ์ อันแน่วแน่ ของทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน ตลอดจนมูลนิธิต่างๆ ที่จะทำหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน เพื่อให้เกิดการส่งต่อข้อมูลอย่างรวดเร็ว มีการติดตามผล รวมถึงให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทำในสังคมได้ อย่างมีประสิทธิภาพครบวงจร นอกจากนี้ยังต้องให้การฟื้นฟูเยียวยาให้ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถยืนหยัดในสังคมได้

                        ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าได้ทำตามพันธสัญญาต่างๆที่เคยให้ไว้ อาทิ ปัญหาการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็ก ทั้งนี้ขอยกตัวอย่างการดูแลคุณแม่วัยใส ที่ท้องก่อนวัยอันควร ที่จะดูแลแม่ให้สามารถกลับมายืนในสังคมได้ และดูแลบุตรให้เป็นเด็กที่ได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมในสังคม ทั้งนี้การทำงานจะต้องเท่าทันกับบริบทต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในวันนี้จะมีจุดรับเรื่องร้องทุกจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 2 หมื่นจุด และภายใน 2 เดือนระบบการติดตามการทำงานของศูนย์จะทำงานเชื่อมต่อกันได้อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ ทั้งนี้ผู้ที่มีเรื่องร้องทุกสามารถโทรมายังสายด่วน 1300 เพื่อขอรับการช่วยได้ด้วย

                        จากนั้น นายกฯ เป็นประธานการลงนามในบันทึกข้อตกลง การดำเนินงาน “โอเอสซีซี” ระหว่างกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้ง ได้ปล่อยคาราวานรถโอเอสซีซี กว่า 105 คัน เพื่อเดินทางประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าว ไปยัง 4 สถานีคือ สยามสแควร์ หมอชิต อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และ หัวลำโพง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งผู้ที่มีเรื่องร้องทุกสามารถโทรมายังสายด่วน 1300 เพื่อขอรับการช่วย