ข่าว

เปิดมุมคิด3ปีหลังสิ้น'พล.อ.ร่มเกล้า'

เปิดมุมคิด3ปีหลังสิ้น'พล.อ.ร่มเกล้า'

09 เม.ย. 2556

'นิชา หิรัญบุรณะ ธุวธรรม' เปิดมุมคิด3ปีหลังสิ้น'พล.อ.ร่มเกล้า' : สัมภาษณ์พิเศษ โดยพิมพ์นารา ประดับวิทย์


              เหตุสลายการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2553 ที่บริเวณแยกคอกวัว ผ่านพ้นมา 3 ปีเต็ม หลายคนอาจจะลืมเลือนเหตุการณ์นั้นไปแล้ว แต่สำหรับครอบครัวผู้สูญเสียนั้น ถือว่าเป็นรอยด่างในใจไปตลอดชั่วชีวิต นิชา หิรัญบุรณะ ธุวธรรม ภริยา พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เป็นหนึ่งในผู้สูญเสีย จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้เปิดมุมมอง แรงบันดาลใจในการเรียกร้อง ทวงความยุติธรรมให้แก่บุคคลอันเป็นที่รักมายาวนานถึง 3 ปี

              เป้าหมายของดิฉันคือ ใช้ชีวิตคนตายช่วยรักษาชีวิตคนเป็น ใช้ชีวิตคนตายเรียกร้องความชอบธรรมให้คนถูก และใช้ชีวิตคนตายรักษาบรรทัดฐานของสังคมไว้ให้ลูกหลาน ทำในสิ่งที่คนเป็นทำไม่ได้หรืออาจพูดไม่ได้ในวันนี้ เพราะชีวิตคนเป็นยังมีอนาคต ยังมีชีวิตที่ต้องดำเนินอยู่ต่อไป ตรงนี้เราเข้าใจดี ต่างจากคนตาย ซึ่งไม่มีอนาคตแบบนั้นแล้ว ดิฉันเคยบอกว่า คนอย่างพี่ร่มเกล้า ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่จะยังทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้อีกมาก ดังนั้น แม้วันนี้เขาจะหมดลมหายใจก็อยากให้ความตายของเขามีคุณค่า มีประโยชน์มากที่สุด เขายังทำประโยชน์ได้ในร่างที่ยังมีชีวิตอยู่ของดิฉัน และด้วยความตั้งใจเจตนาอันบริสุทธิ์ที่เรา 2 คนมีต่อบ้านเมือง ก็หวังว่าจะเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ที่ส่งไปถึงพี่ร่มเกล้า เท่านั้นเอง คือสิ่งที่เราหวังจะได้

              สำหรับการใช้ชีวิตให้ตัวเองมีความสุข หลังเผชิญกับความสูญเสียนั้น นิชา บอกว่า ตอนอยู่กับพี่ร่มเกล้า ชีวิตเป็นสุข จนไม่เคยเห็นว่า การเกิดเป็นทุกข์ แม้พี่ร่มเกล้าจะพยายามสั่งสอนในข้อนี้ ก็ไม่สนใจ เพียงขอให้มีเขาอยู่ในโลกนี้ก็ไม่สนใจอะไรแล้ว ประมาทกับชีวิต จนวันที่ 10 เมษายน 2553 เพียงข้ามคืนเราก็เปลี่ยนจากผู้หญิงที่โชคดีมีความสุขที่สุด กลายเป็นผู้หญิงที่โชคร้ายมีความทุกข์ที่สุด ทุกข์จนไม่อยากให้ใครต้องเจอทุกข์แบบเรา เพราะมันผ่านยากมาก จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ผ่าน รู้ความหมายของคำว่า ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด ร้องไห้จนแทบเสียสติ ร้องไห้จนแทบล้มประดาตาย ถ้าพุทธศาสนาไม่ช่วยไว้ ป่านนี้ก็คงเสียสติหรือตายตามไปแล้ว

              เคยคิดว่า ถ้าผู้คนต้องมาทรมานต่อสู้กับความสูญเสียกันแบบนี้ แล้วจะเหลือพลังที่ไหนไปทำประโยชน์ให้บ้านเมือง จึงพูดเสมอว่าไม่อยากให้ใครต้องสูญเสียอีก และนี่ก็เป็นอีกแรงบันดาลใจในการต่อสู้ ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมที่คนผิดยังไม่สำนึก กลัวว่าสังคมไทยจะเสพติดกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาในอนาคต เพราะคนตาย 1 คน ประเทศชาติไม่ได้สูญเสียทรัพยากรเพียงคนเดียว แต่ต้องคูณคนที่อยู่รอบข้างเข้าไปด้วย เหมือนที่เคยบอกว่า เขาไม่ได้ฆ่าพี่ร่มเกล้าคนเดียว แต่เขาฆ่าเราทั้งเป็นไปด้วยอีกคน แล้วชีวิตคนอยู่มันทรมานกว่าคนที่จากไป เรามั่นใจว่า พี่ร่มเกล้าจากไปอยู่ในภพภูมิที่ดีแน่นอน จากผลบุญที่เขาสร้างสมมาทั้งชีวิต แต่คนอยู่อย่างเรายังต้องเผชิญกับทุกข์ในโลกนี้อีกมากมายนัก การจากไปของพี่ร่มเกล้าจึงทำให้มุมมองชีวิตเปลี่ยนไป ไม่สนใจอยากได้ “ความสุข” ความหมายของคำว่า ความสุขมันเปลี่ยนไป แค่พยายามประคับประคองชีวิตให้อยู่ในสภาพ “ไม่สุข ไม่ทุกข์” ได้ก็นับว่าเป็นบุญนักหนาแล้ว สำหรับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้

              การปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตประจำวัน ดิฉันหลีกเลี่ยงที่จะไปในที่ที่เป็นความทรงจำที่ดี อยากเก็บไว้ให้เป็นภาพเดียวที่มีอยู่ในความทรงจำ ไม่ให้มีภาพใหม่มาลบทับภาพนั้น เช่น ที่ราบ 11 เป็นสถานที่สุดท้ายที่เราได้เจอกัน ทานข้าวมื้อสุดท้ายด้วยกัน ทุกวันนี้ก็ยังไม่อยากเข้าไป แค่ขับรถผ่านยังไม่มองเข้าไปเลย แต่ภาพนั้นยังชัดเจนแจ่มชัดเสมอ เวลานึกถึง เหมือนกับเราเพิ่งคุยกัน ทานข้าวเย็นด้วยกัน ทั้งที่มันผ่านไป 3 ปีแล้ว

              ส่วนชีวิตประจำวัน ต้องยอมรับว่า ใช้วิธีหลอกตัวเองว่าเขายังอยู่ด้วย ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างของเขายังอยู่ในห้องเหมือนเดิม มีเครื่องแบบแขวนอยู่เหมือนเดิม ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน สบู่ แชมพูขวดสุดท้ายที่พี่เขาใช้ ก็ยังคงวางอยู่ที่เดิมและก็ยังปรึกษาพูดคุยกับเขาเหมือนเดิม ทุกวันนี้ มีเรื่องราวต่างๆ มากมาย ที่ไม่รู้จะปรึกษาใครได้ ก็ถามพี่เปาอยู่คนเดียว ก่อนนอนก็ถามว่า เรื่องนี้ทำยังไงดีพี่ พอรุ่งเช้าก็จะคิดออกเอง หรือบางทีก็จะมีคนโทรมาบอกคำตอบซึ่งเราถามพี่เปาเอาไว้ หรือไม่ก็จะมีอะไรที่ทำให้ปัญหาคลี่คลายไปได้เอง จึงเชื่อและอุ่นใจจริงๆ ว่าเขายังอยู่เคียงข้าง ไม่เคยทิ้งเรา (จนเพื่อนสนิทคนหนึ่งใช้คำว่า ฉันเห็นเธอยังคง อิน เลิฟ กับพี่เปา ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ และมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น เพียงแต่เราไม่เห็นเขาเท่านั้นเอง

              ถามว่าการทำงานในทำเนียบรัฐบาลเป็นอย่างไร นิชาตอบว่า ได้รับผลกระทบจากการเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็มีหลักคิดในการเผชิญปัญหา คงเหมือนกับทุกคนคือ อยากให้บ้านเมืองสงบเสียที เพื่อที่เราจะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติและยังมีเรื่องที่อยากทำให้พี่เปาอีกหลายอย่าง เช่น ห้องสมุดที่จะสร้างให้ลูกหลานทหารที่กองพันเดิมของพี่เปาก็ยังไม่เสร็จ ที่สำคัญอยากกลับไปทำงานให้ได้เต็มที่เหมือนเดิม เพราะตลอดเวลาที่อยู่กับพี่ร่มเกล้า คุณค่าของชีวิตคือการทำงาน

              ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบหลายด้าน คนที่ทำงานก็คงมองว่าเรามีปัญหา หลายคนไม่กล้าเข้าใกล้ ซึ่งเราก็เข้าใจได้ เพราะที่ทำงานอยู่กับการเมือง ใครเข้าใกล้เราก็อาจเดือดร้อน แต่ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี เพราะในยามชีวิตตกต่ำ สิ่งที่ดีที่สุดประการหนึ่งคือจะได้เห็นมิตรแท้ ทุกวันนี้กลายเป็นว่าเราได้รับกำลังใจจากเพื่อนพี่น้องที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน ก็ถือเป็นโจทย์ในการฝึกตบะฝึกใจตน ด้วยนิสัยแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาของเรา คงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่คนหลายคนไม่ชอบ ถ้าเราไม่เลือกที่จะเปลี่ยนนิสัยนี้ ก็ต้องยอมรับที่จะมีคนไม่ชอบเป็นธรรมดา เคยบอกว่า ทุกวันนี้ไม่ได้ทำงานเพื่อหวังให้คนมาชอบ เพราะไม่ได้รับเงินเดือนจากคนเหล่านั้น แต่หน้าที่คือทำงานด้วยหลักการ ให้แก่ประชาชนคนจ่ายเงินเดือนเรา นิสัยอีกอย่างที่ซึมซับจากพี่เปาคือ ไม่ทนนิ่งมองสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผ่านหน้าเราไป โดยไม่พยายามทำอะไรเลย อย่างน้อยที่สุดจะต้องพยายามทำ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร แต่เราได้พยายามอย่างที่สุดแล้ว และจะไม่ต้องเสียใจภายหลัง มีคนบอกว่า นี่คือนิสัยร่มเกล้า แต่อันที่จริง มันเป็นแค่ส่วนเสี้ยวเดียวของความเป็นร่มเกล้า

......................

(หมายเหตุ : 'นิชา หิรัญบุรณะ ธุวธรรม' เปิดมุมคิด 3 ปีหลังสิ้น'พล.อ.ร่มเกล้า' : สัมภาษณ์พิเศษ โดยพิมพ์นารา ประดับวิทย์)