
4โจทย์'กับดัก'ฉุดชาติล้าหลัง
ชำแหละ4โจทย์ประเทศไทย 'กับดัก'ฉุดชาติล้าหลัง : โอภาส บุญล้อมรายงาน
สังคมไทยกำลังเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุ" ท่ามกลางสารพัดปัญหาที่ถั่งโถมเข้าใส่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอร์รัปชั่น ระบบการศึกษา หรือนโยบายประชานิยม-การเงินการคลัง นี่คือ "กับดัก" ที่ประเทศไทยต้องก้าวให้พ้น ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในระดับรายได้ปานกลางมานานแล้ว จนถูกสงสัยว่าติดอยู่ใน "กับดักรายได้ปานกลาง" และประเทศไทยกำลังเป็นสังคมสูงอายุ มีคนแก่ ขณะที่ประเทศไทยยังมีรายได้ปานกลาง ไม่สามารถถีบตัวไปสู่ประเทศที่มีรายได้ระดับสูงได้
เมื่อเป็นสังคมของคนแก่ ก็มีค่าใช้จ่ายมาก มีการเจ็บป่วย ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญ จะทำให้การพัฒนาประเทศชะงักได้ เป็นความเสี่ยงในระยะยาว เป็นประเทศที่แก่ แต่ไม่รวย จึงมีโอกาสที่จะจนลงเมื่อแก่ ปัญหามาจากนโยบายด้านเศรษฐกิจ
"ตัวอย่างหนึ่งคือ เราไม่พัฒนาเทคโนโลยีของเราเอง แต่ไปซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมา และถ้าเราจะพัฒนาเทคโนโลยีของเราเองก็มีปัญหาว่า การศึกษาของเราพร้อมหรือไม่ เพราะเป็นโจทย์ใหญ่ว่า การศึกษาของเรายิ่งเรียน ยิ่งตกต่ำ ยิ่งโง่ ขณะที่ประเทศยิ่งแก่ยิ่งจน เยาวชนยังมีความรู้น้อย ทำให้การพัฒนาประเทศในระยะยาวมีอุปสรรค ความสามารถในการแข่งขันก็จะตกลงไปเรื่อยๆ" ดร.สมเกียรติกล่าว
ประธานทีดีอาร์ไอ บอกอีกว่า ยังมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้การพัฒนาในหลายเรื่องๆ เป็นไปได้ยาก เช่น การพัฒนาเทคโนโลยี ถ้าเกิดนักการเมืองเห็นว่า การพัฒนาเทคโนโลยีไม่ได้ "ใต้โต๊ะ" แต่การไปซื้อเทคโนโลยี ไปซื้อของสำเร็จเข้ามาแล้วได้ใต้โต๊ะ ก็ไม่อยากพัฒนาเทคโนโลยี หรือเรื่องการศึกษาที่มีการคอร์รัปชั่นวงกว้างในวงการศึกษา เช่น แป๊ะเจี๊ยะ การทุจริตสอบผู้ช่วยครู ทำให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดขึ้นไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ที่ผูกกันอยู่ นอกจากนี้ยังมีภาระทางการคลังขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องของประชานิยม
ขอเรียกว่า... "นโยบายทางการคลังซึ่งไม่รับผิดชอบ" คิดแต่เรื่องของรายจ่าย ซึ่งไม่เป็นผลดีในระยะยาวและเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเจอ
เมื่อโจทย์ของประเทศไทยในขณะนี้มันใหญ่ ดังนั้นภารกิจของทีดีอาร์ไอจะตอบโจทย์ให้แก่สังคมทีละส่วนๆ ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นเราต้องไปตอบโจทย์ปัญหาใหญ่ 4 เรื่อง
เรื่องแรก ปัญหาประเทศไทยไม่สามารถยกระดับทางเทคโนโลยี ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมเป็นของตนเองได้
เรื่องที่สอง ปัญหาระบบการศึกษาไทยที่ไม่มีคุณภาพ และมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก
เรื่องที่สาม ปัญหาคอร์รัปชั่นในวงกว้าง
และเรื่องสุดท้าย นโยบายที่ไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง
"เราจะตั้ง 4 เรื่องนี้ เป็นวาระที่ทีดีอาร์ไอจะต้องทำวิจัย 4 หัวข้อนี้อย่างต่อเนื่อง และตีแผ่เรื่องเหล่านี้ให้แตกฉาน นำไปสู่ข้อเสนอแนะต่อผู้กำหนดนโยบาย หรือนักการเมืองและประชาชน โดยจะทำวิจัยในระยะ 3 ปี แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวเราจะผลิตผลงานออกมาเป็นระยะๆ อย่างในเรื่องคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก คงไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะสั้น 6 เดือน หรือ 1 ปี เราอยากสร้างความรู้ให้แก่ประชาชนคุ้มกันคอร์รัปชั่น จึงจะมีการทำคู่มือประชาชนรู้ทันคอร์รัปชั่น ออกมาภายใน 6 เดือนนับจากนี้ ให้ประชาชนเข้าใจในเรื่องคอร์รัปชั่นได้อย่างง่ายๆ เราจะชี้ให้เห็นว่าแทบทุกกรณีของคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสิ้น ทำให้ประชาชนเกิดความสูญเสีย"
ดร.สมเกียรติย้ำว่า ในส่วนปัญหาที่ประเทศติดกับดักรายได้ปานกลาง หากเราจะหลุดกับดักรายได้ปานกลางไปได้ต้องทำนวัตกรรมในภาคธุรกิจของเราเอง เช่น อุตสาหกรรมการผลิต ถ้าเราแค่รับจ้างผลิตสิ่งของ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ตามสั่งให้แก่ต่างประเทศอยู่อย่างนี้ มีแต่เราจะจนลงทุกวัน เพราะผู้ที่รับซื้อสินค้าจะกดราคาลงทุกปี ปีละ 5% ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ขาดทุน อยู่ไม่ได้แน่นอน ดังนั้นต้องทำนวัตกรรม เช่น เริ่มจากง่ายๆ ก่อน คือ การประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนบริษัท ปรับระบบการผลิตให้มีการสูญเสียน้อย แล้วก็พัฒนาไปสู่การทำแบรนด์สินค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ การวิจัยพัฒนาเพื่อทำให้กระบวนการผลิตสินค้าดีขึ้น
ส่วนปัญหาเรื่องการคลัง เราอยากเห็นหน่วยงานที่เรียกว่า "สำนักงบประมาณของรัฐสภา" เกิดขึ้น เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีข้อมูลด้านงบประมาณเท่ากับฝ่ายรัฐบาลที่มี "สำนักงบประมาณ" คอยสนับสนุนข้อมูล จึงไม่สามารถตรวจสอบรัฐบาลในเรื่องการคลังได้เต็มที่ ดังนั้นการมี "สำนักงบประมาณของรัฐสภา" จะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ จึงมีความคิดที่จะตั้ง "สำนักงบประมาณของรัฐสภา" เรากำลังศึกษากับสถาบันพระปกเกล้า โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก เพื่อให้ข้อมูลแก่ ส.ส., ส.ว. และประชาชน จะเป็นการป้องกันให้ประเทศไทยไม่มีความเสี่ยงสูงจากการไร้วินัยทางการคลัง
ขณะที่ปัญหาด้านการศึกษา ทีดีอาร์ไอพยายามศึกษาวิจัยเชิงนโยบายให้เป็นรูปธรรมว่า ทิศทางควรจะเดินไปอย่างไร พบว่าต้องมีการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาของประเทศไทยที่ล้าสมัยเปลี่ยนจากการเรียน แบบท่องจำ มาเป็นการทำความเข้าใจ คิดให้เยอะ หลักสูตรไม่ต้องมีเนื้อหามาก
ทั้งนี้ ถ้าทีดีอาร์ไอทำทั้ง 4 เรื่องได้สำเร็จ โฉมหน้าประเทศไทยจะเปลี่ยนไป อย่างเรื่องการคลัง จะทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงในด้านการคลังน้อยลง เมื่อเกิดวิกฤติในระบบเศรษฐกิจการเงินโลก แรงกระทบที่มายังประเทศไทย จะไม่ทำให้ประเทศไม่ซวนเซไปมาก เพราะเรามีภูมิคุ้มกันมีสำรองทางด้านการเงิน ขณะเดียวกันถ้าประเทศไทยไม่มีปัญหาคอร์รัปชั่น การกำหนดนโยบายของรัฐและการดำเนินธุรกิจของภาคธุรกิจก็ง่ายขึ้น ต้นทุนทางธุรกิจไม่มีต้นทุนสูง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
"เมื่อเรามีนวัตกรรม จะทำให้ประเทศไทยเราหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความเสมอภาคมากขึ้นในหมู่ประชาชน มีทรัพย์สินมากพอที่จะเป็นทรัพยากรสำหรับสังคมไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ไม่ใช่ประเทศที่แก่แล้วลำบาก แต่เป็นประเทศที่แม้แก่ แต่ก็สามารถอยู่ได้ตามอัตภาพที่เหมาะสม" ดร.สมเกียรติ ย้ำในตอนท้าย
.....................
(หมายเหตุ : ชำแหละ4โจทย์ประเทศไทย 'กับดัก'ฉุดชาติล้าหลัง : โอภาส บุญล้อมรายงาน)



