
'แธตเชอร์'ถึงแก่อสัญกรรมวัย87ปี
'มากาเร็ต แธตเชอร์' อดีตนายกฯอังกฤษ ถึงแก่อสัญกรรมแล้วด้วยวัย 87 ปี
8เมษายน 2556 นายทิม เบล โฆษกส่วนตัวนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศอังกฤษ เปิดเผยต่อสถานีโทรทัศน์สกายนิวส์ ถึงการอสัญกรรมของนางแธตเชอร์ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคหัวใจเฉียบพลันและสิ้นลมอย่างสงบเมื่อวันจันทร์ (8 เม.ย.)
นางแธตเชอร์เผชิญกับอาการโรคหัวใจกำเริบหลายครั้งในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา จนเมื่อปี 2545 แพทย์ต่างลงความเห็นว่านางแธตเชอร์สมควรหยุดพักภารกิจที่ต้องปรากฏตัวต่อสาธารณชน เพื่อรักษาสุขภาพอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันมีรายงานว่า สุขภาพของนางแธตเชอร์เลวร้ายลงจากอาการสมองเสื่อม ทำให้ต้องหลีกเร้นจากสายตาสาธารณชนอย่างเต็มที่
นางแธตเชอร์รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรในปี 2522 และดำรงตำแหน่งนาน 11 ปี จนถึงปี 2533 ขณะดำรงตำแหน่งผู้นำพรรคอนุรักษนิยมตั้งแต่ปี 2518-2533 ทำให้เป็นผู้นำหญิงและเป็นผู้นำพรรคอนุรักษนิยมควบคู่กันไปด้วยเป็นคนแรกของสหราชอาณาจักร นอกจากนั้นยังเป็นสตรีคนแรกที่นำพรรคการเมืองเสียงข้างมากของประเทศอังกฤษ และเป็นสตรีคนแรกของเพียงสามคนที่ได้ดำรงหนึ่งในสี่ตำแหน่งใหญ่ของประเทศ ปัจจุบันนางแธตเชอร์มีบรรดาศักดิ์ขุนนางเป็นบารอนเนสแธตเชอร์แห่งเมืองเคสตีเวน ในมณฑลลิงคอล์น ไชร์ ซึ่งทำให้มีโอกาสได้นั่งในสภาขุนนาง
เมื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอังกฤษ นางแธตเชอร์ได้เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเสรีตามที่ทางการร่างแผนขึ้นมาในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน โดยได้อิทธิพลแนวความคิดจากเฟเดอริค ฮาเยค นักปรัชญาชาวออสเตรีย และมิลตัน ฟรีดแมน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก
นอกจากนี้ยังได้ใช้นโยบายปฏิรูปที่ค่อนข้างรุนแรง สนับสนุนกิจการเอกชน แปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคที่รัฐบาลก่อนๆ ยึดเป็นของรัฐคืนเอกชนด้วยการกระจายหุ้น ลดบทบาทสหภาพแรงงาน ลดภาษีเงินได้ และพยายามจัดตั้งบรรษัทขึ้นดูแลการศึกษาและสาธารณสุขที่เป็นหน้าที่ของรัฐ
นางแธตเชอร์ได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลวาระที่ 2 ในปี 2526 โดยได้เสียงข้างมากทั้งๆ ที่ปัจจัยต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย ทั้งอัตราการว่างงานของอังกฤษต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี สงครามแย่งชิงหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินา แต่พรรคฝ่ายค้านเกิดความระส่ำระสายทำให้ความนิยมนางแธตเชอร์เพิ่มมากขึ้นและได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลวาระที่ 3 ในปี 2530 และเมื่อถึงปี 2531 นางแธตเชอร์ได้ทำสถิติกลายเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20
ด้วยบุคลิกที่แข็งกร้าว และมีความมุ่งมั่นอยู่เต็มเปี่ยม รวมทั้งการนำอังกฤษชนะสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ รวมทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมทั้งการมุ่งดำเนินนโยบายอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านจากฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ทำให้นางแธตเชอร์ได้รับฉายาว่า "หญิงเหล็ก"
นางแธตเชอร์มีชื่อเต็มว่า มาร์กาเร็ต ฮิลดา แธตเชอร์ เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2468 ที่เมืองแกรนแทมในมณฑลลิงคอล์น ไชร์ บิดาคือ อัลเฟรด โรเบิร์ต ซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายของชำในเมืองและได้มีส่วนร่วมในการเมืองและศาสนาของท้องถิ่น โดยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดและเป็นฆราวาสนักเทศน์ในนิกายเมโธดิสต์ ที่แต่งงานกับนางเบียทริซ สตีเฟนสัน และได้มีบุตรีสองคน คือมูเรียล และ แธตเชอร์
ต่อมา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นางแธตเชอร์ได้เข้าศึกษาและจบการศึกษาปริญญาตรีสาขาเคมีจากวิทยาลัยซอเมอร์วิลล์ แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และเริ่มต้นทำงานเป็นนักวิจัยทางเคมี ก่อนที่จะเข้าสู่แวดวงการเมืองโดยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งฟินช์เลย์เป็นครั้งแรก ในปี 2502 ก่อนร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเงา ในปี 2510 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ในปี พ.ศ. 2513-2517 เป็นอัครมหาเสนาบดีเงาร่วม (Joint Shadow Chancellor)ในปี 2517-18 และในปี 2520 ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมแทนนายเอดเวิร์ด ฮีท และในปี 2494 นางแธตเชอร์ได้สมรสกับนายเดนิส แธตเชอร์ นักธุรกิจชาวอังกฤษ และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ แครอล และ มาร์ค แธตเชอร์ ต่อมาในปี 2546 นายแธตเชอร์เสียชีวิตในวัย 87 ปี
ทั้งนี้ นางแธตเชอร์ เคยถูกลอบสังหารด้วยการวางระเบิดโดยกองทัพปลดปล่อยไอริช เมื่อปี 2527 ระหว่างที่เข้าร่วมประชุมประจำปีพรรคอนุรักษนิยมที่โรงแรมไบรตัน ในกรุงลอนดอน เหตุการณ์นั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางแธตเชอร์เสียขวัญหรือหยุดยั้งการทำงาน โดยในวันรุ่งขึ้นนางแธตเชอร์ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บก็เข้าร่วมประชุมกับสมาชิกพรรคตามปกติ
อย่างไรก็ตาม นางแธตเชอร์ที่ชนะการเลือกตั้งได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 3 ครั้ง ก็ถูกสมาชิกพรรคอนุรักษนิยมบีบให้ลาออกจากตำแหน่งหลังจากที่นางไม่ยอมอ่อนข้อเปลี่ยนแปลงนโยบายเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์ที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจจนมาชุมนุมประท้วงและเกิดการจลาจลในที่สุด
ขณะที่สำนักพระราชวังบักกิงแฮมออกแถลงการณ์ว่า สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ทรงส่งพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อการอสัญกรรมของนางแธตเชอร์ ขณะที่นายเดวิด คาเมรอน ก็แสดงความเสียใจต่อการจากไปของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ และกล่าวว่า "เรา (สหราชอาณาจักร) สูญเสียผู้นำที่ยิ่งใหญ่ นายกรัฐมนตรีที่ยิ่งใหญ่ และชาวอังกฤษที่ยิ่งใหญ่"
นอกจากนั้นนายคาเมรอนยังเปิดเผยด้วยว่า พิธีศพของนางแธตเชอร์จะจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ เป็นพิธีใหญ่ ที่มีทหารกองเกียรติยศร่วมไว้อาลัยภายในพระราชานุญาตของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ที่วิหารเซนต์ปอล แต่ไม่ถึงกับระดับรัฐพิธี ก่อนจะมีการจัดพิธีศพเป็นส่วนตัวโดยครอบครัวของนางแธตเชอร์ต่อไป
ส่วนนายโฮเซ มานูเอล บาร์โรโซ ประธานกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ส่งสารแสดงความเสียใจต่อการจากไปของนางแธตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษผู้ที่ได้ชื่อว่ามีส่วนอย่างมากในการวางรากฐานของสหภาพยุโรป (อียู) ด้วยการร่วมลงนามในรัฐบัญญัติว่าด้วยยุโรปเดียว ที่ช่วยนำไปสู่การผสานตลาดในประเทศต่างๆ ของยุโรปเป็นตลาดเดียว ทั้งยังเป็นผู้นำในการดึงยุโรปเข้าร่วมเป็นครอบครัวเดียวกันทั้งยุโรปกลาง และยุโรปตะวันออก ที่เคยถูกปิดกั้นอยู่หลังม่านเหล็ก



