
ปิดล้อมจับ'แนวร่วม6คน'คุมสอบ
ปิดล้อมจับแนวร่วม 6 คนคุมสอบ นำศพอาสาทหารผู้กล้ากลับบ้านเกิดที่ลำปางตั้งแถวรับอย่างสมเกียรติ 'อภิสิทธิ์' เบื่อรัฐบาลปัดความรับผิดชอบไฟใต้ระอุ
วันที่ 8 เมษายน ที่หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พล.ต ธวัช สุกปลั่ง ผบ.ฉก.ปัตตานี พล.ต.ต เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย ผบก.ภ.จว.ปัตตานี ร่วมแถลงข่าวหลังสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย เข้าปิดล้อมเช้าวันเดียวกันนี้ หลังรับทราบจากสายข่าวว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีการประชุมวางแผนเตรียมการก่อเหตุในพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ในห้วงการตรวจเลือกทหารกองเกิน ประกอบกับการซัดทอดของนายสุริยา หมะนุ๊ ผู้ต้องหามาตรา 21 ที่เข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2555 และนายวิภาค หวันหวัง ผู้ต้องหาที่จับกุมได้เมื่อวนที่ 3 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งทั้งสองเกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคงหลายคดี ได้มีการซัดทอดถึงกลุ่มแนวร่วมในพื้นที่ บ.ปะการือสง ต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี จำนวน 12 คน จึงสนธิกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นพร้อมเชิญตัวบุคคลต้องสงสัยได้จำนวน 6 คน และนำตัวส่งเข้าศูนย์ซักถามตามกระบวนการยุติธรรม
นำศพทหารกล้ากลับบ้านท่ามกลางความโศกเศร้า
เมื่อเวลา 15.00 น. เครื่องบิน C 130 ของกองทัพอากาศ ได้นำศพ อาสาสมัครทหารพราน ก้องเกียรติ แก่นดี อายุ 25 ปี ตำแหน่ง พลปืนเล็ก สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 1108 กรมทหารพรานที่ 11 หลังไปปฎิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนเสียชีวิตขณะออกปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่บ้านบองอ ม.4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา โดยถูกคนร้ายรอบวางระเบิด และยิงถล่มซ้ำ จนทำให้เสียชีวิต และได้ลำเลียงศพจาก จ.นราธิวาส เดินทางมาถึง ที่ท่าอากาศยานลำปาง เขตเทศบาลนครลำปาง
นายสุวรรณ กล่าวสุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วย พล.ต.สุมงคล ดิษบรรจง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี จ.ลำปาง รวมทั้ง นายทหารระดับสูงในสังกัด ในเครื่องแบบเต็มยศ หัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงทหารกองเกียรติยศ ได้พร้อมกัน ตั้งแถวรับศพ อาสาสมัครทหารพราน ก้องเกียรติ แก่นดี ทหารกล้า รวมทั้ง นางบุญตัน แก่นดี อายุ 48 ปี มารดา และนางธนาพร แก่นดี อายุ 35 ปี ภรรยา ที่อุ้มลูกสาววัย 7 เดือน พร้อมญาติได้แต่งชุดดำ มารอรับศพ ด้วย ต่างพากันแสดงความความโศกเศร้าเมื่อเห็นโลงบรรจุศพ ถูกยกลงมาจากเครื่องบิน
จากนั้น ทหารกองเกียรติยศ ก็ได้สดุดี ด้วยการเป่าแตรเดี่ยว โดยมีนางธนาพร แก่นดี เป็นคนถือภาพถ่าย ก่อนนำขึ้นรถบรรทุกของทหาร เพื่อนำศพไปยังภูมิลำเนาที่บ้านเลขที่ 19/1 บ้านแม่กัวม.3 ต.แม่กัวะ อ.สบปราบ จ.ลำปาง
สำหรับอาสาสมัครทหารพราน ก้องเกียรติ แก่นดี ปัจจุบัน อายุ 25 ปี เป็นชาว ต.แม่กัวะ ต.แม่กัว อ.สบปราบ จ.ลำปาง เข้ารับราชการเป็นทหารเกณฑ์ ที่ จ.พิษณุโลกจากนั้นได้สมัครเข้าเป็นอาสาสมัครทหารพราน ในสังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 1108 กรมทหารพรานที่ 11 เพื่อปฎิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เพียง 1 ปี ก่อนที่จะสละชีพลง ขณะออกปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าว อาสาสมัครทหารพราน ก้องเกียรติ ร่างกายถูกสะเก็ดระเบิด และถูกยิงซ้ำ จนเสียชีวิต
ด้านนางธนาพร แก่นดี อายุ 35 ปี ภรรยาของ อาสาสมัครทหารพราน ก้องเกียรติ เปิดเผย ทั้งน้ำตา ว่า สามี ใจกล้า รักประเทศชาติ และอยากทำหน้าที่รั้วของชาติ จึงสมัครไปปฎิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทันที โดยที่ไม่เกรงกลัวว่า ในพื้นที่นั้นแม้เป็นพื้นที่ เสี่ยง ซึ่งที่ผ่านมา ตนเองเตือนตลอดเวลา ว่าให้ระวังตัว เคยพูดให้ลาออก แล้วกลับมาอยู่บ้าน แต่ สามี ซึ่งมีจิตใจ ยึดมั่นจะขอรับใช้ชาติ เพื่อเป็นเกียรติยศแก่ตัวเอง และวงตระกูล จึงปฏืบัติหน้าที่ อย่างตั้งใจ รวมทั้งสามีเพิ่งกลับจากลำปาง ไปปฏิบัติหน้าที่ เมื่อประมาณ วันที่ 26 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา หลังได้ลาและกลับมาที่บ้าน อยู่กับครอบครัว ก่อนจะกลับไป ปฏิบัติหน้าที่ ตามเดิม ก่อนจะมาทราบข่าวภายหลังว่าสามีเสียชีวิต
“อภิสิทธิ์”เบื่อรัฐบาลปัดความรับผิดชอบไฟใต้ระอุ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบมีการปรับแนวทางยกระดับความรุนแรงพุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ระดับสูง ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ในภาวะทำงานไม่สะดวก เพราะมีปัญหาเรื่องแนวปฏิบัติจากการพูดคุยสันติภาพว่าจะตกลงอย่างไรว่า ช่วงปลายเดือนเมษายนรัฐบาลจะมีการเจรจารอบ 3 จะต้องพูดกับตัวแทนที่มาพูดคุยว่าต้องมีความเปลี่ยนแปลงที่เห็นเป็นรูปธรรม ว่าจะลดความรุนแรงในพื้นที่ได้อย่างไร มิเช่นนั้นก็มองไม่เห็นว่าการพูดคุยสันติภาพจะนำไปสู่ความสันติสุข เรียบร้อยได้อย่างไร
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เพราะหลังการพูดคุย 2 รอบก็มีการพูดถึงเรื่องลดความรุนแรง แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม จึงต้องให้ชัดเจนว่า คนที่มาคุยไม่สามารถกุมสภาพในพื้นที่ใช่หรือไม่ หรือว่าเขาไม่ได้ไปทำ ส่วนที่มีบางคนออกมาระบุว่าการเจรจากับเหตุการณ์ในพื้นที่ เป็นคนละเรื่องกันนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นการพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ใครที่ติดตามข่าวก็มองออกว่าความรุนแรงในระยะหลัง ทำในเชิงสัญลักษณ์ หากรัฐบาลยังคิดว่าการเจรจาเป็นคนละส่วนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็เท่ากับไม่ยอมรับความจริง. และจะแก้ปัญหาไม่ได้
"ขณะนี้ทุกคนก็เอาใจช่วยเพื่อให้การพูดคุยประสบความสำเร็จ แต่ถ้าการพูดคุยไม่สัมพันธ์กับการปฏิบัติในพื้นที่ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ทั้งนี้ผมคิดว่าอย่ามองความสูญเสียของเจ้าหน้าที่และประชาชนเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะสิ่งเหล่านี้กระทบความเป็นอยู่ ซึ่งทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนมีสิทธิ์ที่จะอยู่ในพื้นที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมีความปลอดภัยมากกว่านี้"นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลต้องรีบเร่งและเข้มงวด มีความมั่นคงในการหาทางลดความรุนแรง โดยใช้เป็นเงื่อนไขสำคัญในการพูดคุย จะมองเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติไม่ได้ ที่อ้างว่าเป็นเรื่องปกติเพราะพะวงภาพทางการเมือง จึงอยากบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องฝ่ายค้าน เรื่องการเมือง เพราะเราก็ต้องการให้รัฐบาลทำสำเร็จ ต้องการเห็นความสงบแต่อย่าปฏิเสธข้อเท็จจริง
“อย่าปล่อยให้ชีวิตของคนไทยในพื้นที่ ข้าราชการต้องตกอยู่ในความเสี่ยง แต่รัฐบาลต้องทำมากกว่าแค่การไปรับเงื่อนไขจากตัวแทนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ในการพูดคุยรอบที่สามต้องพูดให้ชัดและทำในเชิงรุกว่าต้องลดความรุนแรงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เช่นนั้นเราจะถือว่าคนที่มาพูดคุยไมได้มีอำนาจหรือ มีความจริงใจ ซึ่งหากคนที่มาคุยด้วยไม่มีอำนาจจริงก็ไม่ควรไปคุยกับเขา หรือถ้าเขามีอำนาจหรือไม่ทำก็ต้องถามว่า จะลดความรุนแรงเพื่อให้เกิดสันติภาพอย่างไร'' นายอภิสิทธิ์. กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเป็นห่วงว่ารัฐบาลจะเดินหน้าต่อไป โดยไม่สนใจความรุนแรงเพราะผู้รับผิดชอบบางคนก็ไม่รับผิดชอบ บางคนก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ขณะที่บางคนก็กังวลแต่เรื่องการเมืองจนไม่ยอมรับความจริงในการแก้ปัญหา จึงฝากไปถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าต้องมีทิศทางที่ชัดเจน เข้ามาดูแลด้วยตนเอง ไม่ต้องมอบร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลภาคใต้แล้ว โดยตรงกำหนดจุดยืนการพูดคุยให้ชัดว่าต้องมีเงื่อนไขลดความรุนแรงจะโยนเป็นเรื่องฝ่ายความมั่นคงไมได้เพราะเป็นเรื่องนโยบาย เพราะการให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ ( สมช.)ไปพูดคุยแบบเปิดเผยโดยระบุกลุ่มบางกลุ่มที่มาคุยเป็นนโยบายก็ต้องแก้นโยบาย ตนเคยเตือนมาก่อนแล้ววันที่ไปทำเนียบรัฐบาลว่าหากจะใช้วิธีการแบบนี้มีความเสี่ยงต้องระวัง
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงเหตุระเบิดที่จ.ยะลาไล่หลังนายกฯหลังเดินทางกลับจากลงพื้นที่ และกรณีที่ผู้ไม่หวังดียิงM79ใส่บ้านนายนัจมุดดิน อูมา ที่ปรึกษาร.ต.อ.เฉลิมว่า เป็นการทำเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการส่งสัญญาณบางอย่างคือผู้ที่ก่อเหตุกำลังแสดงความไม่ยอมรับ หรือไม่พึงพอใจบางอย่างกับกระบวนการและกลุ่มบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการพูดคุย รัฐบาลจึงต้องสื่อสารเพื่อแก้ปัญหาให้ได้ และขอให้เลิกบิดเบือนที่กล่าวหาว่าคนที่ท้วงติง ไม่ต้องการให้พูดคุยสันติภาพ เพราะไม่เป็นความจริงเพียงแต่เราทักท้วงเรื่องวิธีการว่าต้องให้ถูกวิธเท่านั้นเพราะเมื่อก้าวมาแบบนี้ก็ต้องเดินต่อ ก็พยายามชี้แนะตลอดเวลาว่าควรทำอย่างไร
"สิ่งที่เกิดขึ้นบ่งชี้ว่าคนบริสุทธิ์ กำลังตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงเหล่านี้ ดังนั้นรัฐบาลต้องทำงานในเชิงรุกในการพูดคุยปลายเดือนเมษายนนี้ ส่วนกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ลงพื้นที่ภาคใต้เป็นเรื่องเล็กคิดว่าไม่ต้องไปสนใจ แต่ควรสนใจว่าในพื้นที่จะลดความรุนแรงได้อย่างไรดีกว่า นายกฯต้องพิจารณาแล้วว่าไปมอบงานให้คนที่ไม่เต็มใจทำงานทำไม" นายอภิสิทธิ์กล่าว



