ข่าว

'ปชป.'จี้'ปู'ปลด'เฉลิม'เมินลงใต้

'ปชป.'จี้'ปู'ปลด'เฉลิม'เมินลงใต้

08 เม.ย. 2556

'ปชป.' ซัด 'รบ.' เจรจาไฟใต้ผิดกลุ่ม จี้ 'ปู' ปลด 'เฉลิม' เมินลงพื้นที่ แฉ 'ทักษิณ' หลอกปชช.ใช้หนี้ 'ไอเอ็มเอฟ' เล็งยื่นถอด 'ขุนค้อน' ยื้อแปรญัติแก้รธน. 15 วัน

 

                         8 เม.ย. 56  ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องแสดงความเสียใจกับนายอิศรา ทองธวัช รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา และนายเชาวลิต ไชยฤกษ์ ป้องกันจังหวัดยะลา ที่เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรง ซึ่งการลงพื้นที่ของนายกฯเป็นเรื่องที่ถูกต้องในการเข้าไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ แต่ในฐานะนายกฯก็มีความรับผิดชอบเพื่อให้สังคมเห็นว่ารัฐบาลเอาจริง เพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายกว่าที่เป็น โดยภายหลังการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็นสถานการณ์กลับรุนแรงมากขึ้น เป้าหมายเป็นเจ้าหน้าที่ ล่าสุดมีคนร้ายยิงเอ็ม 79 ใส่บ้านนายนัดมุดดิน อุมา ที่ปรึกษา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี จึงเห็นว่าสถานการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ทำให้นายกฯต้องปรับท่าทีการทำงาน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มองว่าระบบการบริหารจัดการยังมีปัญหา ถึงแม้การเจรจาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา แต่เมื่อการเจรจาเวลาหนึ่งกลับมีปัญหา รัฐบาลต้องทบทวนว่าจะคุยกันอย่างไร ไม่ให้สถานการณ์สวนทางกับการเจรจา

                         นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากเห็นรัฐบาลเดินหน้าในทิศทางถูกต้องมากกว่าใช้การตลาดนำการเมือง ที่ผ่านพรรคประชาธิปัตย์เคยเตือนหลายครั้งว่าการเจรจากับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหากไม่ถูกต้องจะมีการยกระดับความรุนแรงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากรัฐบาล โดยในเดือนกุมภาพันธุ์และมีนาคมมีสถิติความรุนแรงเกิดขึ้น ในเดือนกุมภาพันธุ์มีผู้เสียชีวิต 50 ราย เป็นผู้ก่อเหตุ 18 ราย ส่วนเดือนมีนาคมมีผู้เสียชีวิต 53  รายซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลได้เริ่มการเจรจา จึงเห็นว่าช่วงเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่าเดือนกุมภาพันธุ์กว่า 20 ราย

                         ดังนั้นสถิติจึงบอกว่ารัฐบาลกำลังไปไม่ถูกทิศ ทั้งนี้ขอให้นายกฯ กับพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เลิกพูดเรื่องรอยต่อที่นี่ไม่ใช้สนามเด็กเล่นให้คนทดลองงานของเลขาสมช.คนไหน และเมื่อนายกฯลงพื้นที่ก็ไม่มีเงาของร.ต.อ.เฉลิมลงไปด้วย หากนายกฯบังคับร.ต.อ.เฉลิมไม่ได้ ขอให้นายกฯพิจารณาตัวเองว่าร.ต.อ.เฉลิมเคารพนายกฯแค่ไหน นายกฯอาจจะต้องปลดรองนายกฯหรือทบทวนบทบาทตัวเอง

 

แฉ 'ทักษิณ' หลอกปชช.ใช้หนี้ 'ไอเอ็มเอฟ'

 

                         นายองอาจ กล่าวถึงกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตริ อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท โดยระบุว่าถึงการลงทุนทำให้เศรษฐกิจโตทางอ้อม ไม่ต้องกลัวหนี้พุ่งข้างเดียว แต่รายได้จะพุ่งด้วย ว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังยืนยันเห็นด้วยกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ที่บอกว่าไม่กลัวหนี้พุ่ง เพราะจะมีรายได้ และเปรียบเทียบการกู้เงินไปทำธุรกิจนั้น จะเห็นว่าการกูู้เงินในการทำธุรกิจก็เป็นนักธุรกิจคนนั้นจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง แต่เงินของแผ่นดิน มีดอกเบี้ย และหนี้สินเพิ่ม หากเกิดความผิดพลาดล้มเหลว ผลของการกระทำจะเป็นของประชาชน และไม่แน่ใจว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นของประชาชน หรือเป็นของคนอื่นที่ร่วมกู้เงินหรือไม่ เรื่องนี้จึงเป็นเหมือนคู่กรรมของกันและกัน

                         นายชวนนท์ กล่าวว่า ส่วนที่พ.ต.ท.ทักษิณพูดนั้นก็พยายามยกว่าตัวเองมีความสามารถในฐานะนักธุรกิจ และเป็นคนโม้ในการคืนหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และมาบอกว่าประเทศญี่ปุ่นก็มีหนี้สาธารณะกว่า 200 เปอร์เซ็นต์ยังไม่มีปัญหา เรื่องนี้พ.ต.ท.ทักษิณกลับพูดไม่หมด เพราะประเทศญี่ปุ่นกลับมีการลงทุนต่างประเทศมหาศาล เจ้าหนี้จึงไว้ใจ ส่วนเงินออมของประเทศญี่ปุ่นอยู่ในระดับสูงเพราะวินัยการเงินของประเทศ แต่เมื่อเปรียบกับประเทศไทยที่ไม่มีฐานเศรษฐกิจใหญ่โต ไม่มีการส่งออกเทคโนโลยีมสมัยใหม่ จึงขอให้พ.ต.ท.ทักษิณเลิกพูดว่าการก่อหนี้ดี แต่การก่อหนี้ต้องควบคู่ไปวินัยการเงิน ที่สำคัญประเทศญี่ปุ่นไม่มีการทุจริต ไม่มีการเรียกหัวคัว 30 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีนักการเมืองมาโจมตีค่าเงินบาทของตัวเอง

                         "ถ้าทักษิณคิดว่ากู้หนี้เก่งเรื่องการลงทุน ขอท้าให้เปรียบเทียบการลงทุนในรัฐบาลชวน หรือรัฐบาลอภิสิทธิ์ การลงทุน 2 ล้านล้านบาท ต้องถามว่าทำไมต้องเป็นหนี้ หรือต้องกู้ ทำไมไม่กำหนดโครงการต่าง ๆ ให้ชัดเจน ทำไมไม่ระบุให้ชัดว่าจะใช้การจัดซื้อรูปแบบระเบียบวัสดุ แต่กลับใช้วิธีพิเศษ ทำไมต้องสร้างหนี้ให้ประเทศ ทำไมต้องเปิดช่องทุจริตจึงอยากทักษิณโพสต์ตอบในเฟซบุ๊กด้วย"

                         นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า ขณะที่การใช้กู้เงินไอเอ็มเอ็ฟ ในขณะนั้นพ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นรองนายกฯในรัฐบาลของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในการกู้เงินจากไอเอ็มเอฟเมื่อปี 2540 จำนวน 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยเมื่อมีการกู้แล้วกลับมีคนรู้ความลับจะมีการลอยตัวค่าเงินบาทจาก 25 เป็น 50 บาท ทำให้มีบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่งไม่ได้ผลกระทบขณะนั้น หรือมีคนรู้ความลับทางราชการไปหากินกับบริษัทตัวเองหรือไม่ จากนั้นเมื่อถึงรัฐบาลชวน หลีกภัยก็มีการกู้เงินน้อยลงกว่าที่คาดการณ์ไว้จาก 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือน้อยลงกว่า 4 พันล้านเหรียญ อีกทั้งยังใช้ได้ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟอีก 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ คงเหลือหนี้ีอีก 4.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ

                         นายชวนนท์ กล่าวด้วยว่า เมื่อถึงยุครัฐบาลทักษิณ ซึ่งรัฐบาลชวนได้สะสมเงินสำหรับการส่งค่างวดไอเอ็มเอฟไว้แล้ว แต่พ.ต.ท.ทักษิณอยากได้หน้าว่าเป็นคนคืนหนี้ไอเอ็มเอฟ ก็ไปทำเรื่องกู้เงินมาใช้หนี้ไอเอ็มเอฟกว่า 3.8 พันล้านเหรียญ ซึ่งการที่พ.ต.ท.ทักษิณอยากได้หน้าทำให้ประเทศต้องเสียค่าปรับเสียเงินล่วงหน้าจำนวน 2 เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินกู้ หรือประมาณ 3.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และยังต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อมาปิดหนี้อีก อย่างไรก็ตาม การกู้เงินเป็นของชินวัตรพี่น้อง หรือเก่งแต่กู้ แต่ประชาธิปัตย์กลับมาใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ ประวัติศาสตร์ต้องจารึกข้อเท็จจริง ขอให้อย่าเมากับคำโม้ของพ.ต.ท.ทักษิณ และอย่าหวังเชื่ออะไรกับพ.ต.ท.ทักษิณ

 

เล็งยื่นถอด 'ขุนค้อน' ยื้อแปรญัติแก้รธน. 15 วัน

 

                         นายองอาจ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในช่วงท้ายการประชุมรัฐสภา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ขอให้มีการแปรญัตติใน 60 วัน แต่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภากลับบอกจะให้แปรญัตติใน 15 วัน จนต้องมีการลงมติซึ่งในขณะนั้นองค์ประชุมไม่ครบ นายสมศักดิ์ก็โมเมจะว่าให้แปรญัตติใน 15 วัน ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าการประชุมยังไม่เสร็จสิ้น จึงอยากให้การประชุมเป็นไปอย่างถูกต้อง แต่การดำเนินการของนายสมศักดิ์ไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะขณะนี้มีหนังสือที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งกับส.ส.ให้งดการประชุมสภาฯช่วงวันที่ 10-11 เม.ย.  และ 17 เม.ย. และนัดวันประชุมวันที่ 18 เม.ย. ซึ่งการนัดประชุมครั้งนี้เท่ากับว่านายสมศักดิ์ไม่ต้องการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของสภา หากนายสมศักดิ์ไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง พรรคประชาธิปัตย์จึงจำเป็นต้องยื่นถอดถอนนายสมศักดิ์ หลังช่วงสงกรานต์เพื่อไม่ให้ปฏิบัติอย่างนี้อีก

                         "ส่วนกรณีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ออกมาบอกว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการนั้นเป็นการประวิงเวลา พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันไม่ใช่การประวิงเวลา แต่รัฐบาลมีเสียงข้างมากอยู่แล้วที่จะเดินหน้า เมื่อไม่ถูกต้องจึงต้องการยื่นถอดถอนนายสมศักดิ์ก็เป็นไปคามกฎหมาย แต่พรรคอยากสอบถามกลับไปยังนายนิคมว่าทำไมต้องเร่งรีบแก้รัฐธรรมนูญทำเวลาเกินความจำเป็็น เพื่อใครและเพราะอะไร"นายองอาจ กล่าว

 

เชื่อแก้รธน.ส่อโมฆะ หลังลงมติองค์ประชุมไม่ครบ

 

                         นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และมาตรา 237 ชี้แจงตอบโต้กรณีนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่าตนเป็นผู้เสนอญัตติให้กำหนดวันแปรญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 วัน และไม่ได้กดบัตรแสดงตนในห้องประชุม ทำให้ญัตติดังกล่าวตกไป ว่า ขอชี้แจงว่าตนไม่ได้เป็นผู้เสนอคำแปรญัตติ 60 วัน และญัตติที่เสนอคำแปรญัตติ 60 วันตกไปก็ไม่จริง เพราะฝ่ายค้านเสนอญัตติถูกต้อง เพียงแต่ว่าเมื่อรัฐบาลจะให้แปรญัตติ 15 วัน ก็ต้องมีการลงมติ แต่เมื่อช่วงลงมติองค์ประชุมไม่ครบก็ถือว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่สมบูรณ์ หรืออาจเป็นโมฆะได้ ซึ่งประธานรัฐสภาไม่มีอำนาจมาสรุปว่าเสนอคำแปรญัตติ 15 วัน จึงขอเตือนรัฐบาลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัดสิทธิ์ประชาชนจะส่อขัดรัฐธรรมนูญ เพราะหลักประชาธิปไตยแล้วต้องเพิ่มสิทธิ์ประชาชน แต่ครั้งนี้เป็นการตัดสิทธิ์ จึงถือว่าเป็นเผด็จการทุนนิยมสามานย์ขนานแท้

                         "ขอเรียกร้องให้นายพร้อมพงศ์อย่ามั่ว ขอให้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อนแถลงข่าว โฆษกพรรคต้องพูดข้อเท็จจริง ไม่ใช่กล่าวเท็จผ่านสื่อ"