ข่าว

'ปชป.'หนุน'ปู'ลงพื้นที่แก้ไฟใต้

'ปชป.'หนุน'ปู'ลงพื้นที่แก้ไฟใต้

07 เม.ย. 2556

'ปชป.' หนุน 'ปู' ลงพื้นที่แก้ไฟใต้ ประณาม 'รบ.-สภาฯ' ใช้เสียงข้างมากหักดิบแก้ 'รธน.' แฉเพิ่งให้สภาพัฒน์ศึกษาความคุ้มค่ารถไฟเร็วสูง

 

                         7 เม.ย. 56   นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์  แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนท่าทีการพูดคุยสันติภาพกับตัวแทนกลุ่มบีอาร์เอ็น โดยระบุว่า แม้ว่าการพูดคุยจะเป็นวิธีการหนึ่ง ในการสร้างสันติภาพ แต่กว่า 1 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่รัฐบาลไปดำเนินการพูดคุย แต่การแสดงออกถึงความรุนแรง กลับเพิ่มขึ้นตามลำดับ คือ 1. แสดงออกด้วยวิธีการและรูปแบบที่รุนแรงมากขึ้น หลังจากที่มีการลอบสังหารบุคคลระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็มีการพบระเบิดน้ำหนัก 100 กว่ากิโลด้วย และ  2. มีเป้าหมายสร้างความรุนแรงกับข้าราชการระดับสูงเพิ่มมากขึ้น

                         นายองอาจ กล่าวอีกว่า รัฐบาลจึงควรทบทวนการพูดคุย และมีความชัดเจนมากกว่านี้ว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นคือกลุ่มเดียวกับที่ก่อการร้ายในขณะนี้หรือไม่ เพราะการที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไม่อยากให้โยงเรื่องความรุนแรงกับการเจรจากลุ่มบีอาร์เอ็นนั้น เชื่อว่านายกฯเข้าใจผิด หรือไม่เข้าใจสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ เพราะในความเป็นจริงไม่สามารถแยกจากกันได้อย่างชัดเจน แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการเจรจานั้น มีนัยสำคัญโดยพฤตินัยอยู่แล้ว จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัดแจ้ง แม้นายกฯจะแสดงออกถึงความตั้งใจ ในการแก้ปัญหาแต่การดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ต้องปรับปรุงแก้ไข เช่น การที่มีบัญชาให้รัฐมนตรีลงพื้นที่ จากเดิมที่เคยมีบัญชาให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ก็ไม่มีความคืบหน้า จนต้องมีบัญชาเพิ่มเติมให้ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทยลงพื้นที่ แต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการได้เมื่อไหร่ ทั้งที่ความรุนแรงเพิ่มตามลำดับ ตนคิดว่านายกฯควรทบทวนว่าการบังคับบัญชาที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ว่าจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จต้องปรับปรุงวิธีการใหม่

                         "หากนายกรัฐมนตรีไม่สามารถสั่งการ ให้รัฐมนตรีในรัฐบาลทำตามได้ นายกฯต้องปรับเปลี่ยนผู้รับผิดชอบให้คนที่สนใจมาทำงานแทน แต่ถ้าไม่สามารถหาคนมาทำงานได้ นายกฯต้องเป็นผู้รับผิดชอบ บัญชาการในการแก้ปัญหาในภาคใต้เพื่อให้ปัญหาบรรเทาลง ไม่ใช่ปล่อยให้สถานการณ์รุนแรงดำรงอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่เห็นทิศทางว่าสถานการณ์จะดีขึ้นได้อย่างไร ทั้งนี้การที่นายกฯลงไปพื้นที่ จ.ยะลาด้วยตัวเอง ถือว่าทำถูกแล้ว"

 

ประณาม รัฐบาล-รัฐสภา ใช้เสียงข้างมากหักดิบ แก้ รธน. 

 

                         นายองอาจ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ว่า แต่ละฝ่ายทั้งที่คัดค้านและสนับสนุนได้มีการแสดงความเห็นกันไปแล้ว แต่มีความไม่ปกติจากการดำเนินการเรื่องนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่หักดิบใช้เสียงข้างมากโดยไม่เคารพการทำงานร่วมกันของฝ่ายค้าน เพราะเสียงข้างมากได้พยายามที่จะไม่ให้โอกาสฝ่ายค้านทำหน้าที่ตามที่มีการตกลงกันไว้ จากที่มีการตกลงเรื่องเวลาแต่ก็มีสมาชิกรัฐสภา เสนอปิดอภิปรายทั้งที่ฝ่ายค้านยังเหลือเวลาที่จะอภิปราย แต่ที่ประชุมใช้เสียงข้างมากปิดการอภิปราย

                         นายองอาจ กล่าวอีกว่า กระบวนการพิจารณาในสภาฯ ระหว่างการเสนอระยะเวลาการแปรญัตติซึ่งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอขอแปรญัตติจาก 15 วัน เป็น 60 วัน ทำให้ต้องมีการลงมติว่าจะแปรญัตติ 15 วัน หรือ 60 วัน แต่ปรากฏว่าองค์ประชุมไม่ครบ โดยนายสมศักดิ์  เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา หักดิบสรุปว่าให้แปรญัตติภายใน 15 วัน ทั้งที่ไม่มีการลงมติ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ จึงถือว่าเป็นกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเสียงข้างมากจึงควรทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง ด้วยการเรียกประชุมรัฐสภาใหม่เพื่อทำให้ถูกต้อง เพราะไม่ได้เสียเวลาเพิ่มเติม

                         "ถ้ารัฐบาลดึงดันเดินหน้าต่อไป ก็เป็นความจำเป็นของฝ่ายค้านที่ต้องรักษาสิทธิและทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ โดยอาจต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่ากระบวนการดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ หากถึงเวลานั้นอย่ามากล่าวหาว่าฝ่ายค้านตีรวน เพราะพวกผมมีความประสงค์ตีความให้เกิดความถูกต้อง จึงอยากให้เสียงข้างมากที่เป็นของรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภา  ดำเนินการเรื่องแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นไปด้วยความถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับการประชุม เพราะถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นจะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการใช้เสียงจ้างมากหักดิบเดินหน้าเรื่องที่ไม่ถูกต้องเพิ่มขึ้น และในวันดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมลงมติด้วย จึงน่าจะเห็นความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้น นายกฯควรแสดงออกถึงภาวะผู้นำในการแก้ปัญหานี้"

 

แฉรัฐเพิ่งให้สภาพัฒน์ศึกษาความคุ้มค่ารถไฟเร็วสูง

 

                         นายองอาจ กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่กำลังพิจารณาในชั้นกรรมาธิการว่า มีความไม่แน่นอนในทางปฏิบัติเพิ่มขึ้นว่า หากร่างนี้มีผลบังคับใช้การปฏิบัติ ให้เป็นไปตามกฎหมายจะทำอย่างไร เช่น รถไฟความเร็วสูงที่รัฐบาลได้ส่งเรื่องกลับไปให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( สศช.) กลับไปพิจารณาถึงความคุ้มค่า การลงทุนทั้ง  4 เส้นทาง ทั้งที่ในการพิจารณาวาระแรกนั้น รัฐบาลพยายามบอกว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุน แต่เมื่อกฎหมายผ่าน วาระแรกไปแล้ว รัฐบาลกลับเพิ่งจะส่งเรื่องให้สภาพัฒน์ฯพิจารณา

                         "เท่ากับว่าก่อนที่จะนำร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าพิจารณาในสภาฯวาระแรก รัฐบาลไม่มีความรอบคอบในการใช้เงินกู้นี้ ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง เป็นการทำงานแบบหละหลวม รวบรัด เร่งรีบ จึงต้องถามว่าทำเพื่ออะไร ทั้งนี้เห็นว่าในกรณีที่ให้สภาพัฒน์ฯเข้ามาดูแลในเรื่องรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง ตามที่เอกสารระบุว่า กทม. -เชียงใหม่ , กทม.-หัวหิน , กทม.-นครราชสีมา และ กทม.-พัทยา ทั้งนี้งบประมาณที่กำหนดสำหรับการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงทั้ง 4 เส้นทางคิดเป็นเงินประมาณ 7 แสนล้านบาทหรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของเงินกู้ 2 ล้านล้าน รัฐบาลจึงควรเลือกทำเส้นทางที่มีความคุ้มทุนอย่างชัดเจน โดยเห็นว่าแทนที่จะนำเงินทั้งหมด ทำหลายเส้นทางพร้อมกันทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจน ว่าจะมีความคุ้มทุนหรือไม่ ก็ควรเลือกทำเส้นทางที่คุ้มค่ามากที่สุด เพื่อให้โครงการประสบความสำเร็จและเกิดประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อลดภาระหนี้และดอกเบี้ย รวมทั้งลดระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ด้วย"

                         นายองอาจ กล่าวอีกว่า ปชป.จะติดตามเรื่องนี้ต่อไปว่าจะมีความไม่ชอบมาพากลอีกหรือไม่ เพราะทราบว่ารัฐบาลเพิ่งจะคิดตั้งคณะกรรมการกลาง เพื่อกำกับดูแลเรื่องราคาที่จะดำเนินการ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญกลับไม่มีการทำมาก่อน จึงมีความจำเป็นที่พรรคจะต้องติดตาม เรื่องการกู้เงินมาทำโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล ทั้งนี้ยืนยันว่าพรรคไม่ได้คัดค้านการพัฒนา เพื่อให้เกิดประโยชน์แต่รัฐบาลต้องดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความโปร่งใส เนื่องจากเงิน 2 ล้านล้านบาท มีผลผูกพันให้มีหนี้ร่วมกันถึง 50 ปี และมีดอกเบี้ย 3 ล้านล้านบาท เท่ากับต้องใช้รัฐบาล 12 รัฐบาล เข้ามารับผิดชอบดูแลเงินกู้ก้อนนี้ ดังนั้น พรรคจะติดตามการดำเนินการการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด