ข่าว

'ลงทุน2ล้านล้าน'เงินรั่วไหล-เขย่ารบ.

'ลงทุน2ล้านล้าน'เงินรั่วไหล-เขย่ารบ.

08 เม.ย. 2556

จี้จุดอ่อนลงทุน2ล้านล้าน เงินรั่วไหล-เขย่าเสถียรภาพรัฐบาล : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน

 

                          ความคืบหน้าของการออกพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ.... หรือ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ได้ผ่านสภาในวาระแรกไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่สบายใจสำหรับหลายฝ่าย ยังคงมีเสียงสะท้อนออกมาจากทั้งนักวิชาการ และนักธุรกิจในภาคเอกชน เนื่องจากเป็นการลงทุนครั้งมโหฬาร ที่ต้องแลกมาด้วยภาระหนี้ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งต้องแบกกันไปอีกยาวนานไม่ต่ำกว่า 50 ปี

                          แม้จะเป็นที่ยอมรับกันว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพัฒนาประเทศให้รุดหน้า ทัดเทียมนานาประเทศ แต่ด้วยความไม่ชัดเจนของโครงการ ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังไม่มีการประเมินความเป็นไปได้ของโครงการที่ดีพอ และดูเหมือนจะไม่มีระบบตรวจสอบ ซึ่งอาจเป็นประเด็นสั่นคลอนเสถียรภาพทางการเมืองได้ในที่สุด

 

ขาดระบบตรวจสอบจูงใจคอร์รัปชั่น

 

                          รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการลงทุนของรัฐบาล วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ว่า อยู่ที่เป็นโครงการที่ตรวจสอบไม่ได้ ทั้งยังไม่มีรายละเอียดข้อมูล ไม่มีการประเมินความเป็นไปได้ของโครงการ และผลกระทบของโครงการ จึงไม่สามารถตรวจสอบโครงการตามแผนงานต่างๆ ได้ จะทำให้มีปัญหาตามมาคือ ความไม่น่าเชื่อถือของรัฐบาล อาจเกิดข่าวอื้อฉาว กระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลในที่สุด 

                          "ประเด็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นจะไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลเลย และอาจนำไปสู่ความไม่สงบทางการเมืองที่เป็นต้นเหตุจากความไม่น่าเชื่อถือได้ แต่หากรัฐบาลมีผลของการศึกษาเป็นเอกสารมาให้ดูชัดเจน จะทำให้ตอบได้ว่า ราคาต้นทุนเป็นเท่าไร แต่นี่ไม่มีข้อมูลอะไรมาให้ดูเลย มีแต่ตัวเลขกลมๆ ซึ่งในกลุ่มของวิศวกรมองว่า ราคาแพงกว่าความเป็นจริงถึง 40% แพงกว่าราคาตลาด ทั้งในส่วนของงบก่อสร้างและค่าที่ปรึกษา นี่จึงอาจกลายเป็นการทุจริตอย่างถูกกฎหมายก็เป็นได้" ดร.สังศิต กล่าว

                          นอกจากนี้การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเฟสแรกจะถึงแค่กรุงเทพฯ-โคราช และกรุงเทพฯ-หัวหิน ทำให้จำเป็นต้องมีเฟสที่ 2 ต่อ ซึ่งนั่นหมายถึงว่า อาจต้องมีการกู้เพื่อมาใช้ในโครงการเฟสที่ 2 อีกหรือไม่ และด้วยระยะทางที่ไปถึงแค่โคราช หัวหิน ก็ดูไม่สมเหตุสมผลเลย เพราะใกล้มาก จะบอกว่าทำให้การขนส่งถูกลงก็ไม่สามารถอธิบายเช่นนั้นได้ เพราะระยะทางใกล้เกินไป ซึ่งในความคิดตนนั้น การวางยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของประเทศควรจะต้องดูที่ทิศทางของประเทศจีนด้วยว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นการคิดควรต้องคิดที่จะไปเชื่อมต่อกับจีนให้ได้ เพราะสินค้าจีนมีมากและคนจีนเดินทางมาเที่ยวไทยเยอะ

                          จากการประเมินในด้านการลดต้นทุนโลจิสติกส์ก็ดูเหมือนจะไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุที่ระยะทางสั้นเกินไป หรือจะให้คนโดยสาร ปกติขับรถเดินทางไปก็ใช้เวลาไม่มากนักอยู่แล้ว แล้วใครจะใช้รถไฟความเร็วสูง

                          "ผมคิดว่า การจะทำอะไรต้องศึกษาความเป็นไปได้ก่อน นี่คือหลักการเบื้องต้น ถ้ารัฐบาลทำเช่นนี้โดยไม่มีการศึกษาอะไรเลย คงไม่ต้องเรียนกันแล้วในมหาวิทยาลัยที่สอนวิธีการประเมินโครงการว่าจะต้องทำอย่างไร ไม่ต้องเรียนหรอก เพราะนี่ไม่ต้องใช้หลักอะไรเลย ไม่มีหลัก ใช้แต่อำนาจทางการเมืองอย่างเดียว" ดร.สังศิต กล่าวและว่า ส่วนที่รัฐบาลบอกว่าจะสามารถชำระคืนหนี้ได้ภายใน 50 ปี เป็นสมมุติฐานที่ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะนิ่งตลอด 50 ปี แต่ในความเป็นจริงมันไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะนิ่งไปตลอดได้ หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น จะมีกลุ่มคนรวยไม่ถึง 10 ตระกูลเท่านั้น ที่จะสามารถกว้านซื้อธุรกิจในประเทศได้

                          ในด้านการหารายได้ก็ไม่มีการศึกษา มีแต่รายจ่าย ซึ่งรัฐบาลควรจะบอกให้ประชาชนรู้ถึงจะยุติธรรมว่าจะเก็บภาษีใดเพิ่มขึ้น ไม่เช่นนั้นคนก็ไม่มีข้อมูลที่รอบด้าน จะเห็นเพียงด้านเดียวที่รัฐบาลบอกเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าจะมีปัญหาอะไร การที่รัฐบาลจะไปก่อหนี้ทำให้ประชาชนมีภาระ จึงควรบอกทั้งสองด้าน จะบอกว่าให้วางใจรัฐบาลและรัฐบาลจะทำงานโดยไม่มีการทุจริตเลย มันไม่ได้หรอก

                          "เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่มีระบบตรวจสอบ และที่ไหนก็ตามที่ไม่มีระบบตรวจสอบ ต่อให้เอาคนดีไปบริหารงานเขาก็จะโกง เพราะคนจะโกงหรือไม่โกง ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม ถ้าคนเห็นว่าโกงแล้วความเสี่ยงต่ำคนก็จะโกง และในเมื่อไม่มีระบบตรวจสอบ ความเสี่ยงที่จะถูกเอาเข้าคุกก็ต่ำ"

                          อย่างไรก็ตาม ทางออกในเรื่องนี้ยังมีหนทางอยู่ โดยกลไกการทำงานควรให้มีกรรมาธิการในสภาทำหน้าที่ติดตามและตรวจสอบ ให้องค์กรของสื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรตรวจสอบด้วย ตลอดจนหน่วยงานตรวจสอบของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งสามารถตั้งเป็นคณะกรรมการพิเศษของชาติเลยก็ได้ ให้เป็นคณะกรรมการอิสระ เพราะโครงการนี้เป็นการใช้เงินจำนวนมาก เพราะการออกกฎหมายมาโดยไม่มีการตรวจสอบเลยคิดว่าจะทำให้ประเทศเสียหาย และสูญเสียความน่าเชื่อถือไปได้

                          “คนบางคนดีอยู่ได้เพราะมีระบบตรวจสอบ เพราะมันไม่คุ้มที่จะไปโกง จึงยังรักษาความดีไว้ได้ แต่ถ้าไม่มีระบบตรวจสอบ คนดีก็เสียคน และโครงการนี้จะทำให้คนเสียคนเยอะ” ดร.สังศิต กล่าว

 

แนะรัฐบาลใจเย็นศึกษาให้รอบคอบ

 

                          ขณะที่ ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นว่า การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการขนส่งของประเทศ ทำให้หลายฝ่ายสนับสนุน แต่เมื่อลงทุนแล้ว เช่น รถไฟความเร็วสูง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น จะเปลี่ยนประเทศได้จริงหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคำตอบ เหมือนดูถูกประชาชน รัฐบาลควรศึกษารายละเอียดให้มากกว่านี้ ถ้าใจเย็นหน่อย เสียเวลาอีกสัก 1 ปี ควรศึกษาให้ลึกซึ้งให้เกิดการถกเถียงกันให้มากกว่าที่เป็นอยู่

                          นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลมีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องออกกฎหมายกู้เงิน ทั้งที่ผ่านมาการใช้งบประมาณเพื่อการลงทุนก็ได้จัดสรรในจำนวนที่ไม่แตกต่างกันนัก หรือราว 3-4 แสนล้านบาทต่อปี

                          "การที่รัฐบาลเลือกที่จะกู้เงิน เหมือนกับประกาศให้สาธารณชนทราบว่า รัฐบาลเอาจริงกับโครงการลงทุน ซึ่งก็ได้ผล เพราะผลตอบรับออกมาดีมาก สะท้อนต่อราคาหุ้นในตลาดที่ปรับขึ้นมามาก โดยเฉพาะราคาหุ้นในหมวดก่อสร้าง แต่รายละเอียดของโครงการนั้น รัฐบาลยังต้องแสดงให้เห็นภาพอีกเยอะ" ดร.ไพโรจน์ กล่าว
 

 

ดาบสองคม "ได้ดี" กับ"เจ๊ง"

 

                          ด้าน รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจุบันความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ซึ่งอยู่ในระดับต่ำนั้น เกิดจากประเด็นที่แย่ที่สุดคือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่ตามชาวบ้านเขาไม่ทัน เนื่องจากไทยไม่มีการพัฒนาในรอบ 5-10 ปีที่ผ่านมาเลย และที่ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีรัฐบาลไหนอยู่ได้นาน ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยาวๆ จำเป็นต้องมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นหลัก

                          อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ใช้ในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลได้ ได้ผ่านสภาในวาระแรกไปแล้ว โจทย์ต่อไปของรัฐบาลคือ ศึกษาผลดีหรือผลเสีย ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดพลิกผันของรัฐบาลได้ง่าย คือหากทำดี เลือกการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดการรั่วไหล ไม่มีการโกงกิน สามารถวางกระดูกสันหลังของประเทศตอบสนองโครงสร้างด้านโลจิสติกส์ ที่สำคัญที่สุดคือทางราง แล้วไปเชื่อมโยงกับศักยภาพของประเทศในการเป็นศูนย์กลางของเออีซี หากทำเช่นนี้ได้จะถือเป็นอานิสงส์ใหญ่ของประเทศชาติ

                          ในทางตรงข้าม หากกู้เงินมาแล้วไม่สามารถทำให้มีประสิทธิภาพได้ มีการโกงกัน เกิดการฮั้ว บริษัทที่เข้ามาทำไม่มีความเชี่ยวชาญพอ จนในที่สุดสิ่งก่อสร้างทั้งหลายกลายเป็นอนุสรณ์แท่งๆ ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ หากเป็นแบบนี้ก็จะกลายเป็นบาปเป็นกรรมสำหรับประเทศเลย

                          "อย่างไรก็ตาม ต้องให้กำลังใจ เชียร์ให้ทำ เพราะถ้าทำออกมาแล้วดี ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้ต่ำลง ใช้อานิสงส์ของเออีซีให้เต็มที่ ก็จะทำให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันสุดยอด จีดีพีสูงขึ้น จะทำให้ไม่ต้องมีความเป็นห่วงเรื่องหนี้สาธารณะ แต่ถ้าทำไม่ดี มีการโกง ล็อกสเปก คุณภาพสินค้าห่วย ทำไปสักพักไม่สามารถเมนเทนแนนซ์ได้ เจ๊ง ถ้าเป็นแบบนี้จีดีพีก็ไม่โต กลายเป็นหนี้มากองมาก ดังนั้นจุดนี้จึงเหวี่ยงออกไปได้ 2 ทาง"

                          รศ.ดร.เสาวณีย์ กล่าวถึงประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นว่า รัฐบาลน่าจะรับรู้ในประเด็นนี้ ดังนั้นการดำเนินงานอย่างโปร่งใสคือจุดเป็นจุดตาย และขณะนี้สังคมเองก็ตื่นตัวในเรื่องนี้มาก ภาคเอกชนลุกขึ้นมารวมกลุ่มเป็นองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น เพราะรู้ว่า ถ้าประเทศชาติมีการคอร์รัปชั่น ประเทศก็ไปไม่รอด ทุกฝ่ายจับตามอง ดังนั้นในส่วนขององค์การได้หารือกับรัฐบาลที่จะให้มีการเปิดเผยข้อมูลและร่วมกันตรวจสอบ โดยรัฐบาลมีหน้าที่ส่งข้อมูลมาให้เราตรวจสอบ ซึ่งน่าจะมีการเผยแพร่ทางเว็บไซต์ต่อไป

                          อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การคอร์รัปชั่นในปัจจุบันยังมีอยู่ คิดเป็นสัดส่วน 80% ของธุรกิจที่ทำกับภาครัฐ เช่นเดียวกับตัวเงินที่สูง แต่โครงการกระจายออกไปไม่เฉพาะกับโครงการใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ได้กระจายไปในระดับท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่รัฐบาลอาจดูแลไม่ทั่วถึง แต่หากวางกลไกให้มีเอกชนเข้าไปร่วมตรวจสอบจะเป็นเรื่องที่ดี

                          "เรามีการคุยกับรัฐบาล จะทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาช่วยกัน ซึ่งรัฐบาลเองก็รู้ว่า แม้เสียงจะแน่น แต่ถ้ามีเรื่องคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น รัฐบาลเองก็ไปไม่รอด และปัญหานี้จะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองได้" ดร.เสาวณีย์ กล่าว

                          ดังนั้น แม้จะเป็นเรื่องอีกยาวไกล เล็งไปถึงอนาคตข้างหน้าที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาจะไปในทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับความจริงใจของรัฐบาลเป็นสำคัญ เพราะคนไทยทั้งประเทศเหมือนเป็นตัวประกัน ที่แบกรับภาระหนี้อันยิ่งใหญ่นี้

 

 

----------------------

(จี้จุดอ่อนลงทุน2ล้านล้าน เงินรั่วไหล-เขย่าเสถียรภาพรัฐบาล : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)