
"เทพไท"เฉ่งพท.อย่าเล่นการเมืองปั่นม็อบเกษตรล้มรัฐ
"เทพไท" อัด พท. อย่าฉวยโอกาสทำการเมืองบนหลังคน ปั่นม็อบเกษตรกรหวังกดดันรัฐบาล ท้ายื่นซักฟอกโครงการรถเมล์ฉาว หากมีข้อมูลเด็ด เตือนระวังโดนย้อนเข้าตัวเอง
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ประกาศที่จะมีการระดมม็อบเกษตรกร เข้ามาชุมนุมในกรุงเทพ เพื่อล้มรัฐบาลว่า การที่เกษตรกรชุมนุมเพื่อสะท้อนปัญหาความเดือดร้อน เป็นสิทธิทำได้ และรัฐบาลก็ให้ความสนใจในปัญหาของประชาชน โดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าไปดูปัญหาอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ที่นักการเมืองเข้ามาปลุกระดมสร้างเงื่อนไข มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองไม่เหมาะสม หากพรรคฝ่ายค้านมีความจริงใจต่อบ้านเมือง ต้องมาร่วมมือกัน แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และอย่าเอามาเป็นเครื่องบังหน้าเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล
โฆษกประจำตัว หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่พรรคเพื่อไทยพาดพิงถึงนายกรัฐมนตรี หากมีการอนุมัติโครงการเช่ารถเมล์ เอ็นจีวี 4 พันคันว่า หน้ามืด รวมถึงจะเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในสมัยประชุมวิสามัญนี้ เขาขอชี้แจงว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นในเรื่องนี้ อย่างเต็มที่ ดูได้จากมติครม.ก็เห็นได้ชัดว่า นายกฯต้องการส่งเรื่องนี้ให้สภาพัฒน์ฯ กลับไปศึกษาถึงความเหมาะสมในเรื่องนี้ 1 เดือน
ดังนั้น จึงแสดงให้เห็นว่า นายกฯไม่ได้หน้ามืด แต่แสดงให้เห็นว่า นายกฯเป็นคนตาสว่าง พยายามทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ต่างกับสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่มีแต่คนหน้ามืด ตามัวอีกด้วย มองไม่เห็นถึงความอยู่รอดของชาติบ้านเมือง กลับมองเห็นแต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเทวดาเท่านั้น
“เราพร้อมให้มีการตรวจสอบตลอดเวลา เพราะพรรคเพื่อไทยเคยเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้มาแล้ว ตอนรับตำแหน่งใหม่ ๆ ถ้าคิดว่า มีประเด็นที่มีน้ำหนัก ที่จะใช้ในการอภิปรายอีกครั้ง ก็เป็นสิทธิ์ที่พรรคเพื่อไทยทำได้ แต่จะเหมาะสมหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นมาตรการรุนแรงที่สุดในการตรวจสอบรัฐบาล เหมือนประหารชีวิตนักการเมือง แต่ถ้าหากจะเปิดอภิปราบแบบพร่ำเพรื่อ มีประด็นเพียงนิดหน่อย เช่นเรื่องการอนุมัติเช่ารถเมล์ ที่ยังไม่ผานมติครม. แต่จะหยิบยกมาอภิปรายเพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างเดียวจะเหมาะสมหรือไม่” โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่บอกว่า รัฐบาลต้องทำทุกอย่างให้โปร่งใส โดยให้สภาพัฒน์ฯไปศึกษา เป็นการผลักภาระไปให้สภาพัฒน์หรือไม่ นายเทพไท กล่าวว่า วันนี้ สังคมเรียกร้องให้องค์กรใดองค์กรหนึ่ง มาตรวจสอบว่า โครงการนี้เหมาะสมหรือไม่ ในส่วนของรัฐบาล ก็มีหน่วยงานที่ต้องตรวจสอบดูแลไม่กี่หน่วย เพราะฉะนั้น สภาพัฒน์ฯก็ถือว่า เป็นหนึ่งในกลไลของรัฐบาล
ดังนั้น ก็น่าจะใช้กลไกของรัฐบาลตรวจสอบ เช่น ก่อนหน้านี้ส.ว.เคนเสนอให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (The Thailand Development Research Institute) หรือ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) มาดูในเรื่องนี้ แต่เขาคิดว่า น่าจะเป็นเรื่องการเชื่อมโยงการทำงาน ของส่วนราชการมากกว่า จึงมอบให้สภาพัฒน์ฯไปศึกษา
ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านอาจจะมองว่า การส่งเรื่องให้สภาพัฒน์ฯไปศึกษา เป็นการซื้อเวลาลดกระแส นายเทพไท กล่าวว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็แสดงว่า พรรคเพื่อไทยตั้งข้อกล่าวหา ถ้าเพื่อไทยมีตัวเลข ก็ขอให้ออกมายืนยันกันว่า โครงการไม่ชอบมาพากลอย่างไร เชื่อว่า ความจริงแล้ว พรรคเพื่อไทยน่าจะมีข้อมูลมากกว่าหน่วยงานอื่น ๆ เพราะโครงการนี้เคยเสนอในรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย
ดังนั้น คิดว่า การที่พรรคเพื่อไทยออกมาโจมตีเรื่องนี้ก็เพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่า โดยไม่หวังผลทางปฏิบัติ เพราะถ้าหวังผลปฏิบัติก็ต้องเอาตัวเลข ทั้งค่าเช่าและค่าซ่อมรถมายืนยันว่าความจริงอยู่ตรงไหน วันนี้พรรคเพื่อไทยก็ทำได้แต่เรื่องฉาบฉวยสร้างภาพ ไปหาดูรถเมล์ ไปเที่ยวตรวจดูรถ เป็นนามธรรมมากกว่ารูปธรรม
ด้านนพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ภารกิจของสภาพัฒน์ฯก็คือ แผนพัฒนาประเทศ และถ้าเป็นเรื่องการลงทุนขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลเกี่ยวข้องด้วย ก็จะมอบให้สภาพัฒน์ฯไปศึกษาตลอด ยกเว้นสมัยรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย โครงการขนาดใหญ่ไม่เข้าสภาพัฒน์ฯ แต่การที่รัฐบาลชุดนี้ ยึดหลักการเดิม ก็ถือว่า เป็นบรรทัดฐานการบริหารจัดการภาครัฐที่ดี เพราะสภาพัฒน์ฯต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง



