
ปฏิบัติการกระชากหน้ากากนักเลี่ยงภาษี
ปฏิบัติการกระชากหน้ากากนักเลี่ยงภาษี : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา/ที่มา เว็บไซต์ไอซีไอเจ การ์เดียน
ดินแดนที่ถูกขนานนามว่า สวรรค์ของการหลบเลี่ยงภาษี กำลังถูกรบกวนความสงบสุขครั้งใหญ่ เมื่อเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนระหว่างประเทศ (ICIJ- International Consortium of Investigative Journalists) เครือข่ายอิสระของผู้สื่อข่าวเชิงสืบสวนในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ได้เผยแพร่รายงานที่พบว่า มหาเศรษฐีร่ำรวยล้นฟ้า รวยปานกลาง นักการเมือง บุตรสาวอดีตจอมเผด็จการ เศรษฐีเงินล้านอังกฤษที่ซุกสมบัติหนีภรรยาเก่า และคนดังในหลากหลายวงการรวมกว่า 1.3 แสนคน ใน 170 ประเทศและดินแดน มีชื่อเป็นเจ้าของบริษัทหรือสินทรัพย์จดทะเบียนนอกอาณาเขตราว 1.2 แสนแห่ง ในแหล่งหลบเลี่ยงภาษี 10 แห่ง ส่วนมากอยู่ที่เกาะบริติชเวอร์จินในทะเลแคริบเบียน และเกาะคุกทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก
ไอซีไอเจ ได้รับเอกสารรวม 2.5 ล้านชิ้นจาก "แหล่งข่าวนิรนาม" ที่ครอบคลุมระยะเวลา 30 ปี ขนาดข้อมูลใหญ่ถึง 260 กิกะไบต์ (ใหญ่กว่าขนาดข้อมูลเอกสารจัดชั้นความลับทางการทหารและการทูตของอภิมหาอำนาจสหรัฐ ที่เว็บไซต์จอมแฉ วิกิลีกส์ เคยนำออกเผยแพร่เมื่อ 3 ปีก่อนราว 160 เท่า) ส่วนมากเป็นข้อมูลที่รั่วจากบริษัทสองแห่งที่เชี่ยวชาญการตั้งบริษัทหรือกลไกลงทุนนอกอาณาเขต ตลอดจนเปิดบัญชีธนาคารที่ยากจะแกะรอย ได้แก่ พอร์ตคุลลิส ทรัสต์เน็ต ในสิงคโปร์ กับ คอมมอนเวลธ์ ทรัสต์ ลิมิเท็ด ที่เกาะบริติชเวอร์จิน
รายงานข่าวเชิงสอบสวนชิ้นนี้เป็นความร่วมมือกันของผู้สื่อข่าว 86 คนจาก 46 ประเทศ อาทิ การ์เดียน บีบีซี ในอังกฤษ เลอมงด์ในฝรั่งเศส ซืดดอยเชอ กับนอร์ดดอชเชอร์ รุนฟุงค์ ในเยอรมนี เดอะวอชิงตันโพสต์ในสหรัฐ บรรษัทกระจายเสียงแคนาดา (ซีบีซี) และสื่ออีก 31 สำนักทั่วโลก รวมทั้งสำนักข่าวอิศราในประเทศไทย
การเป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขต ไม่ได้หมายถึงการกระทำที่ผิดกฎหมายเสมอไป และเป็นที่ทราบกันดีว่าผู้มีรายได้และทรัพย์สมบัติมหาศาลหาทางหลบเลี่ยงภาษีด้วยวิธีการอันซับซ้อนนี้มานานแล้ว
แต่การเปิดข้อมูลที่รั่วจากวงในที่ เชื่อว่าเป็นการรั่วไหลข้อมูลครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และผ่านการตรวจสอบของนักข่าวหลายประเทศในโครงการ 15 เดือนของไอซีไอเจ ช่วยให้ความกระจ่างมากขึ้นถึงวิธีการที่ใช้ในการตบตาเจ้าหน้าที่การคลังของประเทศ และการซุกซ่อนเงิน ตลอดจนน่าจะเป็นครั้งแรกของการเผยรายนามเจ้าของทรัพย์สินนิรนามจากทั่วโลกตั้งแต่ประธานาธิบดี เจ้าหน้าที่รัฐบาลและครอบครัวคหบดีในปากีสถาน อาเซอร์ไบจาน ประเทศไทย แคนาดา ทันตแพทย์อเมริกัน ชาวบ้านกรีกชนชั้นกลาง นักตุ้มตุ๋นแห่งวอลล์สตรีท มหาเศรษฐีพันล้านในอินโดนีเซีย และในอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ยุโรป ผู้บริหารธุรกิจรัสเซีย นักค้าอาวุธข้ามชาติ ตลอดจนบริษัทรับจ้างเป็นผู้อำนวยการกำมะลอที่สหภาพยุโรประบุว่าเกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน
ในส่วนของประเทศไทย ผู้อ่านที่สนใจสามารถเข้าไปอ่านได้ที่ เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา www.icij.org "พบ 600 คนไทย-บิ๊กธุรกิจ-นักการเมืองตั้งบริษัทลับบนเกาะบริติชเวอร์จิน-เคย์แมน"
ส่วนคนดังๆ ในต่างประเทศที่ทยอยเผยรายชื่อผ่านสื่อสำนักต่างๆ อาทิ
- นางอีมี มาร์กอส มาโนท็อค บุตรสาวคนโตของอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินาน มาร์กอสแห่งฟิลิปปินส์ ซึ่งปัจจุบัน เธอเป็นผู้ว่าการจังหวัดอิโลคอส นอร์เต ซึ่งหลังจากรายงานฉบับนี้เผยแพร่ออกไป รัฐบาลฟิลิปปินส์ก็ให้ความสนใจและเตรียมจะสอบสวนเพิ่มเติมว่า ทรัพย์สินที่เธอถือครองในบริติชเวอร์จิน เป็นส่วนหนึ่งของกองทุน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่บิดาของเธอปล้นชาติไปหรือไม่ในสมัยเรืองอำนาจ
-นางอิกา ชูวานอฟ ภรรยาของนายอิกอร์ ชูวาลอฟ รองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่งของรัสเซีย และเป็นคนใกล้ชิดของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน
-ประธานาธิบดีอิลแฮม อาลิเยฟแห่งอาเซอร์ไบจานและครอบครัว โดยรายงานระบุว่า นายฮัสซัน โกซาล นักธุรกิจก่อสร้างที่ได้งานประมูลโครงการใหญ่ๆ หลายแห่งในประเทศ ได้เปิดบริษัทสามแห่งบนเกาะบริติชเวอร์จิน ในนามของเลย์ลา และอาร์ซู บุตรสาวสองคนของผู้นำประเทศ
-นายบายาร์ตซอกต์ ซานกายาฟ รองประธานรัฐสภามองโกเลีย เปิดบริษัทนอกอาณาเขตและถือบัญชีลับธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์ ที่ช่วงหนึ่งเคยมีจำนวนเกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นายซานกายาฟ กล่าวว่า จะพิจารณาลาออกจากตำแหน่ง พร้อมยอมรับว่า ไม่ควรเปิดบัญชีลักษณะนั้น และเป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินอย่างเป็นทางการว่ามีบริษัทที่เกาะบริติชเวอร์จิน หรือธนาคารสวิตเซอร์แลนด์ด้วย แต่อ้างว่าไม่ได้คิดเลี่ยงภาษี เพราะเป็นการลงทุนที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้
นายซานกายาฟเคยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคลังมองโกเลีย ตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 ยาวนานกระทั่งปรับคณะรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม 2555 ระหว่างนั้น เคยเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศ และเคยทำหน้าที่เป็นผู้ว่าการธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียและธนาคารเพื่อการปรับโครงสร้างยุโรป ผลักดันให้ประเทศยากจนอย่างมองโกเลียได้รับความช่วยเหลือด้านการพัฒนาและลงทุนต่างประเทศ
- นางการ์เมน ทีสเซน-บอร์เนมิสซา นักสะสมงานศิลปะร่ำรวยที่สุดในสเปน ถูกระบุว่าใช้บริษัทที่ตั้งบนหมู่เกาะคุก ซื้องานศิลป์จากสำนักประมูล อาทิ โซเธบี และคริสตี ทนายของเธอยอมรับว่า เธอได้ประโยชน์ด้านภาษีจากการเป็นเจ้าของงานศิลป์นอกอาณาเขต แต่ย้ำว่าเธอใช้แหล่งหลบเลี่ยงภาษี ด้วยวัตถุประสงค์หลักเพราะมีความยืดหยุ่นสูงเวลาเคลื่อนย้ายผลงานศิลป์จากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งเท่านั้น
- ส่วนชาวอเมริกันที่มีรายนามในบัญชีเลี่ยงภาษี 4,000 คน ที่ถูกเผยชื่อคนแรกๆ คือ เดนีส ริช นักแต่งเพลงเจ้าของรางวัลแกรมมี่ที่เขียนเพลงให้เซลีน ดีออน
เธอถือครองสินทรัพย์ 144 ล้านดอลลาร์ในบริษัทแห่งหนึ่งบนเกาะคุกเมื่อเดือนเมษายน 2549 กับเรือยอชท์ 1 ลำเชื่อ "เลดี้ จอย" ที่มักใช้ให้ความบันเทิงคนดังและระดมเงินทุนช่วยการกุศล ริชเป็นคนที่ชาวอเมริกันรู้จักดีเพราะสามีของเธอคือ นายมาร์ค ริช พ่อค้าน้ำมันที่ถูกดำเนินคดีฐานเลี่ยงภาษีในสหรัฐเมื่อปี 2526 และประธานาธิบดีบิล คลินตัน ทิ้งทวนอย่างอื้อฉาวก่อนอำลาตำแหน่งในวันสุดท้าย ด้วยการใช้อำนาจฝ่ายบริหารอภัยโทษให้เมื่อปี 2544 ผลสอบสวนของสภาคองเกรสต่อมาพบว่า ริชคือคนที่ระดมเงินหาเสียงหลายล้านดอลลาร์ให้นักการเมืองเดโมแครต ปัจจุบัน นางริชอาศัยในออสเตรีย หลังสละสัญชาติอเมริกันเมื่อสิ้นปี 2554
เจอร์ราด ไรล์ ผู้อำนวยการไอซีไอเจ กล่าวว่า แม้รู้กันอยู่แล้วว่าอุตสาหกรรมบริการการเงินนอกอาณาเขต ปิดลับและยากเข้าถึง แต่ประหลาดใจที่ขอบข่ายกว้างไกลและมหาศาลถึงขนาดนี้ รายงานข่าวเจาะชิ้นนี้ ทำให้มองเห็นแหล่งหลบเลี่ยงภาษี บุคคล ตัวแทนและบริษัทที่ใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้ได้อย่างชัดเจน ตลอดจนนักบัญชี ตัวแทนและผู้ปฏิบัติงานค่าตอบแทนสูง ที่ช่วยให้ลูกค้าต่างชาติปกปิดตัวตนและผลประโยชน์ธุรกิจได้อย่างมิดชิด เลยเถิดไปถึงหลายคดีที่พัวพันการฟอกเงินหรือการฉ้อฉล โดยธนาคารชั้นนำของโลกแหล่ง อาทิ ยูบีเอส แคลริเดน และดอยช์แบงก์ ถูกกล่าวหาว่าให้บริการลูกค้ากระเป๋าหนักอย่างแข็งขันในการตั้งบริษัทนอมินีนอกอาณาเขตที่เกาะบริติชเวอร์จินและแหล่งหลบเลี่ยงภาษีอื่นๆ
นักรณรงค์ต่อต้านการทุจริตระบุว่า แม้หลายกรณีเป็นนิติกรรมถูกกฎหมาย แต่การกำกับดูแลที่หย่อนยานและไม่โปร่งใสในประเทศหมู่เกาะเหล่านั้น เปิดทางให้มีการฉ้อฉล เลี่ยงภาษีและการทุจริตทางการเมืองได้ หลายกรณีเป็นช่องทางลับซ่อนเงื่อนที่ใช้ในการทำนิติกรรมอำพราง บั่นทอนระบบภาษีที่เป็นธรรม และที่สุด อาจกลายเป็นประชาชนทั่วไปที่ต้องจ่ายภาษีมากขึ้น เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปอยู่นอกอาณาเขต
อัลกริดาส เซมาตา กรรมาธิการสหภาพยุโรปด้านสรรพากร กล่าวว่า อียูสูญเสียรายได้จากการเลี่ยงภาษีในแต่ละปีประมาณ 1 ล้านล้านยูโร ถือเป็นความสูญเสียแบบไม่น่าจะเกิดและเป็นรายได้ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในภาวะวิกฤติการเงินรุมเร้า
นายเจมส์ เอส เฮนรี อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์บริษัทที่ปรึกษา แมคเคนซีแอนด์คอมพานี ประเมินว่า ทรัพย์สินของเหล่าเศรษฐีในแหล่งหลบเลี่ยงภาษี อาจสูงถึง 32 ล้านล้านดอลลาร์ พอๆ กับขนาดระบบเศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่นรวมกัน
นายเฮนรี ซึ่งเป็นหนึ่งในบอร์ดเครือข่ายความยุติธรรมทางภาษี ซึ่งเป็นกลุ่มวิจัยและวิจารณ์แหล่งหลบเลี่ยงภาษี กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะทรุดลงอย่างไร แต่สินทรัพย์ที่ธนาคารเอกชนรายใหญ่สุด 50 แห่งของโลก ซึ่งมักใช้เป็นแหล่งเลี่ยงภาษีให้บริการลูกค้ากระเป๋าหนัก ได้เพิ่มขึ้นจาก 5.4 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2548 เป็นกว่า 12 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2553 สะท้อนว่าธุรกิจบริการการเงินด้านนี้เติบโตต่อเนื่อง
นายเฮนรีและนักวิจารณ์คนอื่นๆ ระบุว่าการปิดลับของแหล่งหลบภาษี กัดกร่อนความพยายามของรัฐบาลและระบบกฎหมาย เป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่โกงกิน ปล้นสมบัติชาติ ทั้งยังเป็นเครื่องกำบังให้กับแก๊งค้ามนุษย์ แก๊งมาเฟีย จนถึงพวกล่าสัตว์ผิดกฎหมาย และการฉ้อฉลอีกมากมาย
รายงานชิ้นนี้อาจไม่ช่วยให้ความพยายามกอบโกยความร่ำรวยโดยแบกภาระภาษีช่วยชาติให้น้อยที่สุด หมดไปได้ แต่ก็อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของบรรดามหาเศรษฐีว่า อาจจะไม่สามารถซุกซ่อนทรัพย์สินจากรัฐบาลของตนเองได้อย่างสนิทเนียนเหมือนแต่ก่อน
ขณะที่มีผู้แสดงความเห็นจากออสเตรเลียคนหนึ่งต่อรายงานข่าวชิ้นนี้บนเว็บไซต์การ์เดียน อย่างน่าสนใจว่า ตราบใดที่รัฐบาลไม่กำหนดมาตรฐานและแก้ไขกฎหมาย กระตุ้นให้ผู้นำความคิดทั้งหลาย ให้คุณค่ากับผู้ให้ มากกว่าคนร่ำรวย ดูเหมือนว่าเราจะเดินไปสู่วัฒนธรรมที่เห็นแก่ตัว เราต้องการนักธุรกิจออสเตรเลียอย่างดิก สมิธ ที่เชื่อว่า นิตยสารการเงิน ควรตีพิมพ์รายนามผู้จ่ายภาษีมากที่สุด 100 อันดับแรก แทนมหาเศรษฐี 100 อันดับแรก
.........................................
(ปฏิบัติการกระชากหน้ากากนักเลี่ยงภาษี : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา/ที่มา เว็บไซต์ไอซีไอเจ การ์เดียน )



