
ก่อนทำแฟลชม็อบอย่าลืมขออนุญาต
เวิลด์วาไรตี้ : ก่อนทำแฟลชม็อบ อย่าลืมขออนุญาต
แฟลชม็อบ หรือการนัดรวมตัวของกลุ่มคนเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างในที่สาธารณะก่อนสลายตัวราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น บ้างเพื่อความสนุกสนาน หรือเพื่อสื่อถึงการณรงค์ในเรื่องต่างๆ เป็นกระแสที่เกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้ว ซึ่งไม่มีข้อมูลว่า ในแต่ละประเทศ ก่อนทำ ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานไหนก่อนหรือไม่ แต่หากยึดหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ก็ไม่น่าจะต้องทำเรื่องยุ่งยาก
แต่ว่าที่เกาหลีใต้ ประเทศที่มีพัฒนาการประชาธิปไตยแบบก้าวกระโดดและน่าทึ่ง มีคดีที่น่าสนใจ เมื่อศาลสูงสุดเพิ่งมีคำตัดสินเมื่อ 31 มีนาคมที่ผ่านมาว่า ต่อให้เป็นการชุมนุมแบบแฟลชม็อบ แต่หากมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความเห็นเชิงการเมืองหรือสังคมต่อสาธารณะแล้ว ก็จะต้องไปขอลงทะเบียนอนุญาตล่วงหน้าก่อน ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมและประท้วง
นายคิม ยอง คยอง วัย 33 ปี เป็นแกนนำของสหภาพเยาวชน มีสมาชิกประมาณ 1,300 คน ส่วนมากเป็นคนที่กำลังหางานทำและพนักงานชั่วคราว อายุระหว่าง 15-39 ปี โพสต์ประกาศบนห้องสนทนาออนไลน์ของกลุ่ม นัดทำแฟลชม็อบที่หน้าโรงภาพยนตร์เมียงดง ย่านการค้าอันโด่งดังกลางกรุงโซล ที่นักช็อปไทยรู้จักกันดี เมื่อ 4 เมษายน 2553 เพื่อแสดงปฏิกิริยาบางอย่างหลังจากกระทรวงแรงงานเกาหลีใต้ ปฏิเสธคำร้องรับรองให้กลุ่มเป็นสหภาพอย่างเป็นทางการ
พอนายคิมกับสมาชิก 10 คน ทำแฟลชม็อบตามเวลาสถานที่ที่นัดกันไว้ ปรากฏว่า โดนแจ้งข้อหาว่าละเมิดกฎหมายการจัดชุมนุมในที่สาธารณะอย่างคาดไม่ถึง
การพิจารณาขั้นต้นและอุทธรณ์ ศาลตัดสินให้คิมมีความผิดและจ่ายค่าปรับ 7 แสนวอน(ประมาณ 2 หมื่นบาท) และศาลสูงก็ยืนคำตัดสินไปในทางเดียวกันว่าต้องขออนุญาตก่อนเช่นเดียวกับการประท้วง
นายคิม อ้างว่า แฟลชม็อบไม่ใช่การชุมนุม แต่เป็นการแสดงทางศิลปะอย่างหนึ่ง ตามมาตรา 15 แห่งกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมที่ระบุว่า หากเป็นการชุมนุมเชิงวิชาการ ศิลปะ พลศึกษา ศาสนา พิธีกรรม กิจกรรมเพื่อมิตรภาพ บันเทิง และพิธีกรรมแต่งงาน ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องขอลงทะเบียนล่วงหน้า แต่ฝ่ายไม่เห็นด้วยมองว่า การที่แฟลชม็อบของคิม คือการถือป้ายมีข้อความว่า "อนุญาตให้สหภาพเยาวชน เป็นสหภาพแรงงานได้ แก้ไขปัญหาว่างงานของคนหนุ่มสาวเสียที"! เรียกว่าเป็นแฟลชม็อบได้หรือ ซึ่งที่สุด ศาลก็ลงความเห็นว่า นี่คือการชุมนุมที่ต้องการตำหนินโยบายของรัฐบาลและแสดงความคิดเห็นทางสังคมและการเมืองต่อสาธารณะ จำเลยนัดแนะกันล่วงหน้า และเลือกที่จะชุมนุมกันกลางเมียงดงที่มีคนผ่านไปมา ตีกลองเสียงดัง แต่ใช้แฟลชม็อบเป็นข้ออ้าง เช่นนี้ จึงไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย
คำตัดสินของศาลสูงเกาหลีใต้จะกลายเป็นบรรทัดฐานว่า กลุ่มคนที่ชุมนุมกันเพื่อแสดงความเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งในที่สาธารณะ ในสถานที่เฉพาะเจาะจงในเวลาชั่วขณะ ต้องแจ้งล่วงหน้า ซึ่งทนายความของนายคิมก็ตั้งคำถามทิ้งไว้ให้คิดว่า เมื่อเหตุผลของการมีกฎหมายชุมนุมฯ เพื่อป้องกันอันตรายอันอาจเกิดจากการที่มีประชาชนมารวมตัวกันแล้ว การตัดสินว่า ผิดโดยตั้งอยู่บนเนื้อหาการชุมนุม ไม่ใช่เพราะเหตุผลด้านความปลอดภัยเช่นนี้ จะนำไปสู่การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นหรือไม่
เมื่อหันมามองการชุมนุมประท้วงในบ้านเมืองเราแล้วต้องบอกว่าระดับการพัฒนา ไทยตามหลังเกาหลีใต้ แต่อิสระด้านการชุมนุมประท้วงของเรา ไปไกลสุดกู่



