
เดินทางมาไกลไม่มีใครยอมใคร
เดินทางมาไกลไม่มีใครยอมใคร : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์
ในที่สุดการแก้รัฐธรรมนูญได้ผ่านการรับหลักการโดยรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย มีข้อถกเถียงหลากหลายประเด็น ทั้งในเรื่องการทำหน้าที่ของประธานวุฒิสภาซึ่งทางพรรคฝ่ายค้านถึงกับไม่ยอมรับการทำหน้าที่ มีการวอล์กเอาท์หรือเดินออกจากห้องประชุมในทุกครั้งที่ คุณนิคม ไวยรัชพานิช ขึ้นนั่งบัลลังก์ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม
เรื่องที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า คือ การร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีการวินิจฉัยเกี่ยวกับ “การใช้สิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ของนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ซึ่งอ้างการเข้าชื่อของบรรดา ส.ส. และพรรคการเมืองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่าด้วย “สิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการกระทำที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ” และ มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง โดยทราบมาว่า ศาลมีมติรับคำร้องไว้วินิจฉัย แต่ไม่คุ้มครองฉุกเฉินดังที่นายสมชายร้องขอ
ในเรื่องเกี่ยวกับ มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปี 50 เชื่อว่า หลายท่านน่าจะมีโอกาสได้สัมผัสจากข้อเขียนบทความการวิพากษ์วิจารณ์มาบ้างพอสมควร สำหรับส่วนตัวผมเองเห็นว่า ผลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ มีผลให้เกิด “ข้อถกเถียงทางสังคม” ว่า จะไปคล้ายคลึงกับหลักทางกฎหมายอาญา ซึ่งหาก “อัยการไม่ฟ้อง หรือศาลไม่รับคำฟ้อง ประชาชนมีสิทธิฟ้องเองได้” เหมือนที่มีการยกตัวอย่างกรณีคดีดังหลายๆ ดคีที่ญาติพี่น้องของผู้เสียหายได้ต่อสู้และชนะคดีได้ในเวลาต่อมา
แต่เรื่องของ “สิทธิในการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญของประชาชนนี้” ผมมองว่าอาจไม่เข้าข่ายข้อบัญญัติซึ่งมีส่วนกระทบต่อ “เสรีภาพของประชาชน” ในลักษณะที่อาจมีการละเมิดหรือรอนสิทธิเช่นในกรณีคดีอาญาทั่วไป แต่เป็นเรื่องทางการเมืองการปกครอง การกำหนดให้ “อัยการสูงสุด” เข้ามามีส่วนวินิจฉัยนั้น น่าจะเป็นประโยชน์ในแง่ของการกลั่นกรอง ตรวจสอบมิให้เกิดความสับสนที่ใครต่อใครก็สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างง่ายเกินไป ทำให้แนวคิดของผู้เห็นต่างและไปเชื่อมโยงกับกระบวนวิธีทางการพิจารณาในคดีอาญานั้น ไม่น่าจะฟังขึ้น
ส่วนเรื่อง “การยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมือง” ในมาตรา 237 นั้น หลายคนมองว่า “เป็นยาแรง” และส่งผลให้เกิดการชะงักงันในการพัฒนาการเมือง แต่ส่วนตัว มองว่า เป็นเรื่องของ “หลักความรับผิดชอบร่วมกัน (Accountability)” ซึ่งมีความจำเป็น แต่หากจะเสริมด้วยการให้มีกระบวนการตรวจสอบ หรือสามารถให้มีการอุทธรณ์ร้องขอต่อศาลในกรณีที่มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ถือเป็นความก้าวหน้าทางการดำเนินคดีแต่น่าจะเป็น “ภาระอย่างหนักหน่วงของศาล” ที่จะต้องทำการ “ไต่สวนทวนความ” และแสวงหาข้อเท็จจริงในทุกครั้งที่มีการตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะ “มาตรการยาแรงนี้” ถือเป็นความท้าทายและเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองต่างๆ โดยตรง
ปัญหาอยู่ตรงที่ “ยาที่ว่าแรง เอาเข้าจริง ไม่แรงจริงดังคาด” เพราะเมื่อมีการ “ยุบพรรคการเมือง” ก็มักมีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ทดแทนพรรคเดิมอยู่เสมอๆ แถมพกด้วย ญาติโกโหติกา ของอดีตกรรมการพรรคซึ่งได้รับผลจากการวินิจฉัยของศาล พากันสวมเสื้อพรรคการเมืองใหม่ในคราบนักการเมืองเดิมๆ เข้าแข่งขัน หรือถูกผลักดันเข้ามาเป็น ส.ส. อยู่หลายต่อหลายคนด้วยกัน กระทั่งมีเสียง “บ่นดังๆ" ของประชาชนในหลายพื้นที่ว่า “ดูคล้ายๆ จะเป็นธุรกิจการเมืองภายในครอบครัวของนักการเมือง”
ส่วนการแก้ไขใน มาตรา 190 เป็นเจตนารมณ์ของ การยกร่างดั้งเดิมที่ไม่ประสงค์ให้ “ฝ่ายการเมือง” มีอำนาจมากเกินไปกระทั่งสามารถทำธุรกรรม หรือ นิติกรรมสัญญา สนธิสัญญา ข้อตกลงต่างๆ กับต่างชาติ โดยประชาชนไม่มีโอกาสได้รู้เห็น หรือเมื่อรู้ก็สายเกินแก้ไขเยียวยา แต่เรื่องที่น่าคิดต่อเนื่องก็คือ “ความไม่คล่องตัวในการบริหารราชการของรัฐบาล” ที่จะต้องนำเรื่องทางการบริหารไปหารือกับฝ่ายตุลาการ ในขอบอำนาจที่แต่เดิมมาไม่มีปัญหายุ่งยาก จึงทำให้มีคนไม่เห็นด้วย มองกันว่า อาจกระทบต่อ “หลักการแบ่งแยกอำนาจในทางการปกครอง” เพราะดูเหมือนทางศาลรัฐธรรมนูญ จะมีขอบอำนาจในการพิจารณาคดีกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ส่วนจะถือเป็น “ตุลาการภิวัฒน์ (Judicial activism) แท้จริงเพียงใดเป็นเรื่องมุมมองความคิดที่เห็นเหมือนก็ดี เห็นต่างก็ได้”
............
(หมายเหตุ : เดินทางมาไกลไม่มีใครยอมใคร : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/twitter@DoctorAmorn)



